บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 7 อยากเข้าเมือง

ตอนที่ 7 อยากเข้าเมือง

หนิงเยียนจัดการล้างจานชามเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกมาจากห้องครัว นางเดินตรงไปยังห้องนอนก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเตียง พลางครุ่นคิดว่าต้องทำอย่างไรถึงจะมีเงินทองไว้ใช้จ่ายเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดในยุคที่อดอยากเช่นนี้

ทันใดนั้น สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นกล่องไม้เก่า ๆ ที่ซุกอยู่ใต้เตียง นางจำได้ทันทีว่าเป็นกล่องเก็บสมบัติของหนิงเยียน นางมุดตัวลงไปใต้เตียง ค่อย ๆ ดึงกล่องไม้เก่า ๆ ออกมา

กล่องไม้ขนาดไม่ใหญ่มากนักแต่ดูเหมือนจะหนักพอสมควร หนิงเยียนเปิดกล่องออกช้า ๆ ภายในกล่องมีเครื่องประดับอยู่หลายชิ้น ทั้งปิ่นปักผม กำไล สร้อยคอ และต่างหูที่ทำจากเงินและหยก ดูแล้วน่าจะมีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะปิ่นปักผมที่ทำจากหยกสีขาวนวลสลักลายดอกเหมยอย่างวิจิตรบรรจง หนิงเยียนหยิบมันขึ้นมาดูด้วยความสนใจ

"นี่คงเป็นปิ่นที่ทำให้เขาไม่ได้ไปสอบแน่ ๆ" นางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

หนิงเยียนหยิบเครื่องประดับชิ้นอื่น ๆ ขึ้นมาดูทีละชิ้น มีทั้งสร้อยเชือกถักมีจี้หยกรูปปลาคู่ และกำไลหยกสีเขียวมรกตที่ดูงดงามแต่มีรอยร้าวเล็กน้อย นางคิดว่าเครื่องประดับเหล่านี้คงเป็นสินเดิมของหนิงเยียน

'ถ้าเอาของพวกนี้ไปขายก็น่าจะได้เงินไม่น้อยเลยทีเดียว'

ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น เหอหยวนเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าสงบนิ่งแต่ดวงตาของเขายังคงมีความประหลาดใจเจืออยู่ หนิงเยียนหันไปหาเขาทันที

“พรุ่งนี้ท่านช่วยพาข้าเข้าเมืองเอาเครื่องประดับพวกนี้ไปขายที”

คำพูดของหนิงเยียนทำให้เหอหยวนชะงักงันราวกับถูกแช่แข็ง ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

“นี่เจ้า...กำลังเล่นตลกอะไร?” เหอหยวนถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา ดวงตาของเขากลับมามองนางด้วยความระแวงอีกครั้ง “เมื่อก่อนเจ้าเคยบอกว่าต่อให้อดตายก็จะไม่ยอมขายมันไม่ใช่หรือไง”

หนิงเยียนถอนหายใจยาว “ข้า…ก็แค่ไม่อยากอดตาย การมีชีวิตรอดสำคัญกว่าเครื่องประดับพวกนี้”

คำพูดของนางทำเอาเหอหยวนอึ้งอีกครั้ง เขายังคงมองนางด้วยความไม่เข้าใจ แต่คราวนี้ความระแวงในดวงตาของเขาเริ่มเจือจางลงและถูกแทนที่ด้วยความสงสัย

“เจ้า...เปลี่ยนไปมาก” เขาพึมพำออกมาเสียงเบา

“ข้าก็ยังเป็นข้า” นางพูดพร้อมกับวางปิ่นหยกในมือลงในกล่องไม้

ร่างสูงโปร่งค่อย ๆ ก้าวเข้ามาหาอย่างช้า ๆ มือของเขาแตะลงบนไหล่ของนางอย่างแผ่วเบา ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเย็นชาและเจ็บปวดบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายยากจะคาดเดา เขาค่อย ๆ โน้มตัวลงมา ใบหน้าที่หล่อเหลาแต่ผอมซูบเคลื่อนเข้ามาใกล้จนนางสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ของเขาที่รินรดอยู่บนหน้าผาก

หนิงเยียนตกใจจนตัวแข็งทื่อ ก่อนจะรีบเบี่ยงหน้าหลบอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าเขาจะจูบนาง จนทำให้ริมฝีปากหยักที่กำลังจะจูบนางนั้นเฉียดผ่านแก้มเนียนไปอย่างน่าเสียดาย

เหอหยวนขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความสับสนและไม่เข้าใจในท่าทีของนาง เขามองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมาย “เจ้า…เป็นอะไรไป?”

หนิงเยียนรู้สึกชาวาบไปทั่วทั้งตัว นางทำท่าทางเลิ่กลั่กอยู่ชั่วครู่หนึ่งก่อนจะรวบรวมสติให้กลับมาแล้วรีบพูดแก้ตัวอย่างรวดเร็ว

“ข้า...ข้า...ง่วงแล้ว” นางรีบล้มตัวลงนอนแล้วดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นมาคลุมโปง

เหอหยวนจ้องมองร่างของภรรยาที่นอนหันหลังให้เขาอย่างไม่เข้าใจ ท่าทางของนางที่กำลังพยายามหลบหน้าเขาทำให้เขาได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องโถงแล้วนั่งลงบนม้านั่งตัวเล็ก ๆ อย่างเงียบ ๆ

หนิงเยียนนอนตัวแข็งอยู่ใต้ผ้าห่ม ได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาเดินออกจากห้องไปแล้วก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่ความรู้สึกผิดในใจก็ยังคงก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ นางไม่รู้ว่าสิ่งที่นางทำไปนั้นถูกหรือผิด แต่ในตอนนี้นางไม่ใช่ภรรยาที่แท้จริงของเขาสักหน่อย นางจึงไม่สามารถทำใจที่จะตอบรับสัมผัสของเขาได้ และนางไม่รู้ว่าเจ้าของร่างเดิมจะกลับมาทวงร่างคืนหรือไม่?

นางหันกลับมานอนหงายแล้วมองไปยังเพดานห้องไม้เก่า ๆ สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความสับสนและไม่เข้าใจในความรู้สึกของตนเอง นางควรจะทำอย่างไรต่อไปดี? จะใช้ชีวิตในร่างนี้ต่อไปอย่างไร? ทุกคำถามยังคงวนเวียนอยู่ในหัวจนนางผลอยหลับไปในที่สุด

รุ่งอรุณของวันใหม่มาถึงอย่างเงียบงัน หนิงเยียนตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นผิดปกติ นางพลิกตัวไปมาบนเตียงไม้ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือนางต้องรีบหาอะไรกิน ก่อนจะออกเดินทางเข้าเมือง

หนิงเยียนเดินออกจากห้องนอนมายังห้องโถงเล็ก ๆ ที่ตอนนี้มีแสงสลัว ๆ จากรุ่งเช้าส่องเข้ามา นางเหลือบไปเห็นร่างสูงของเหอหยวนที่นั่งฟุบหลับอยู่บนโต๊ะไม้กลางห้อง แขนของเขาพาดอยู่บนโต๊ะ ส่วนศีรษะซบอยู่บนแขนนั้นอย่างอ่อนแรง ดูเหมือนว่าเขาจะนั่งหลับอยู่ในท่านี้มาตลอดทั้งคืน

นางเดินเข้าไปหาเขาอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าของเขาแม้จะดูซีดเซียว แต่โครงหน้าคมคายนั้นยังคงความหล่อเหลาไว้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว นางมองเขาด้วยความรู้สึกเห็นใจและสงสารที่ต้องมานั่งหลับในท่าทางที่ไม่น่าจะสบายเช่นนี้ เขาคงเหนื่อยมากและก็คงจะหนักใจกับการกระทำของนางเมื่อคืน

หนิงเยียนค่อย ๆ หันหลังเดินออกจากห้องโถงเพื่อไปที่โอ่งน้ำหลังบ้าน นางล้างหน้าและแปรงฟันด้วยผงถ่านอย่างเคยชิน และไม่ลืมที่จะล้างมือและเท้าให้สะอาดก่อนที่จะเดินกลับเข้าบ้านไปที่ห้องครัว นอาหารเช้าวันนี้คงต้องเป็นโจ๊กมันป่าปลาแห้งเหมือนเดิม

นางเริ่มก่อไฟในเตาฟืนอย่างคล่องแคล่ว เมื่อไฟติดแล้ว นางก็นำข้าวสารครึ่งถ้วยมาเทลงไปในหม้อ ตามด้วยน้ำเปล่า และรอให้น้ำเดือดแล้วจึงค่อย ๆ ใส่ปลาแห้งและมันป่าที่หั่นไว้ลงไป จากนั้นก็รอให้สุก

เมื่ออาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย กลิ่นหอมจาง ๆ ของโจ๊กปลาแห้งลอยอบอวลไปทั่วทั้งห้องครัว หนิงเยียนตักโจ๊กใส่ชามแล้วยกไปที่โต๊ะไม้ในห้องโถง นางวางชามโจ๊กลงบนโต๊ะอย่างเบามือเพื่อไม่ให้เหอหยวนที่กำลังหลับอยู่ตกใจตื่น

“ท่านพี่...ตื่นได้แล้ว” นางเขย่าแขนของเขาเบา ๆ

เหอหยวนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ใบหน้าของเขาดูงุนงงและสับสนเล็กน้อยเมื่อเห็นหนิงเยียนอยู่ข้างหน้า “เจ้า...”

“ข้าทำโจ๊กเสร็จแล้ว ท่านไปล้างหน้าล้างตาแล้วมากินข้าวเสียเถอะ”

“ท่านจะยืนอยู่อีกนานไหม? รีบไปล้างหน้าเถอะ เราจะได้รีบเข้าเมืองไปขายของ” หนิงเยียนพูดจบก็เดินเข้าไปในครัวตักโจ๊กให้ตัวเอง

หลังจากที่เหอหยวนล้างหน้าเสร็จแล้ว เขาก็กลับมานั่งที่โต๊ะอาหารอย่างเงียบ ๆ เขาใช้ช้อนไม้ตักโจ๊กเข้าปากอย่างช้า ๆ กลิ่นหอมของโจ๊กทำให้ท้องของเขาร้องประท้วงขึ้นมาอีกครั้ง รสชาติของมันไม่ต่างจากเมื่อวานนัก แต่เขากลับรู้สึกว่ามันอร่อยอย่างบอกไม่ถูก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel