ตอนที่ 6 ข้าวต้มปลาแห้ง
ตอนที่ 6 ข้าวต้มปลาแห้ง
เหอหยวนเดินออกมาจากบ้านของมารดาด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในอก ความคิดของเขากลับย้อนไปในอดีต เขาจำวันแรกที่ได้พบกับหนิงเยียนได้ดี นางเป็นบุตรสาวของครอบครัวพ่อค้าจากเมืองข้างเคียงที่เดินทางมาพักที่บ้านของญาติในหมู่บ้านแห่งนี้ นางสวมชุดฟ้าอ่อนที่ดูดีผิดกับชาวบ้านทั่วไป ใบหน้าขาวผ่องราวกับหยกสลัก ดวงตากลมโตทอประกายสดใสเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เหอหยวนในวัยหนุ่มน้อยในตอนนั้นเป็นเพียงบัณฑิตที่เงียบขรึมและรักสันโดษ เขาได้เห็นนางครั้งแรกที่ลำธารในหมู่บ้าน ขณะที่เขากำลังอ่านตำรา นางก็เดินเข้ามาหาเขาด้วยรอยยิ้มที่สดใส
“ท่านกำลังอ่านหนังสืออะไรหรือ?” นางถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หนิงเยียนก็มักจะหาโอกาสเข้ามาพูดคุยกับเขาเสมอ นางไม่ใช่ผู้หญิงที่เรียบร้อยอ่อนหวานเหมือนกุลสตรีทั่วไป แต่นางมีความคิดเป็นของตัวเอง กล้าแสดงออก และชอบพูดจาตรงไปตรงมา ไม่นานนักเขาก็ตกหลุมรักนาง และนางก็รักเขาเช่นกัน แม้ครอบครัวของหนิงเยียนจะไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของเขาทั้งสองคน เพราะมองว่าเหอหยวนเป็นเพียงบัณฑิตยากจนดูไม่มีอนาคต แต่ด้วยความรักที่ทั้งคู่มีให้กัน พวกเขาจึงยอมให้นางแต่งงานกับเขา
ภาพความทรงจำที่สวยงามค่อยๆ จางหายไปแทนที่ด้วยภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ทั้งคู่แต่งงานกันได้ไม่นาน เหอหยวนรู้ดีว่าหนิงเยียนนั้นมีนิสัยเอาแต่ใจ แต่เขาก็คิดว่าเมื่อเวลาผ่านไปนางจะปรับตัวเข้ากับชีวิตชาวบ้านได้
แต่สิ่งที่เขาคิดนั้นกลับไม่เป็นความจริง หนิงเยียนเริ่มทะเลาะกับครอบครัวของเขาบ่อยครั้ง โดยเฉพาะพี่สะใภ้ทั้งสองคน
เขาจำได้ว่าเหตุการณ์ครั้งแรกที่ทำให้หนิงเยียนมีปัญหากับไป๋หลันคือเรื่องแต่งตัวของนาง
“ฮึ! แต่งตัวซะสวยเชียว...สงสัยกลัวชาวบ้านไม่รู้ว่ามาจากครอบครัวร่ำรวย” ไป๋หลันพูดจาเหน็บแนมหนิงเยียนอย่างจงใจ
หนิงเยียนหันไปมองไป๋หลันด้วยสายตาไม่พอใจ “ข้าจะแต่งตัวอย่างไรก็เรื่องของข้า ท่านเกี่ยวอะไรด้วย”
“ก็เกี่ยวสิ! เจ้าเป็นสะใภ้ของสกุลเหอแล้ว ควรจะทำตัวให้เหมาะสมหน่อย ไม่ใช่วัน ๆ เอาแต่ใช้เงินสามีไปซื้อเสื้อผ้าไร้สาระแบบนี้” ไป๋หลันสวนกลับทันที ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“สามีของข้าหาเงินมาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขา ข้าจะเอาไปซื้ออะไรก็ได้ ไม่ได้ไปขอเงินท่านมาซื้อเสียหน่อย” หนิงเยียนตอบกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“พูดแบบนี้หมายความว่าไง!”
“หมายความว่าเจ้าไม่ต้องมายุ่งเรื่องของข้าไง! หรือว่าเจ้าอิจฉาข้า!” หนิงเยียนพูดจบก็สะบัดหน้าเดินหนีไป ทิ้งให้ไป๋หลันยืนหน้าแดงก่ำอยู่คนเดียว
หลังจากเหตุการณ์นั้น ทั้งสองคนก็เริ่มทะเลาะกันบ่อยขึ้น ทุกครั้งที่หนิงเยียนซื้อของใช้หรือเสื้อผ้าใหม่ๆ ไป๋หลันก็จะพูดจาเหน็บแนมให้นางได้ยินเสมอ
เหอหยวนจำได้ว่าหลายครั้งที่หนิงเยียนทะเลาะกับไป๋หลันและเจียวฮวา ต้นเหตุไม่ได้มาจากหนิงเยียนเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเพราะพี่สะใภ้ทั้งสองชอบพูดจาเหน็บแนมและดูถูกนางก่อนเสมอ
ครั้งหนึ่งเจียวฮวาเคยพูดขึ้นมาในวงข้าวกลางวันว่า “อาหยวนข้าเห็นหนิงเยียนไปทำตัวลอยหน้าลอยตาอยู่กับพวกชายหนุ่มในหมู่บ้านอยู่บ่อยๆ”
คำพูดนั้นทำให้หนิงเยียนโกรธจนตัวสั่น นางเงยหน้าขึ้นมองเจียวฮวาทันที “เจ้ากล้าดียังไงมาพูดจาใส่ร้ายข้าแบบนี้!”
“ก็ข้าไม่ได้พูดผิดนี่! ข้าเห็นกับตาตัวเองว่าเจ้ายืนพูดคุยกับอู๋เหล่ยที่หน้าหมู่บ้านจริง ๆ!” เจียวฮวาตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เจ้า!” หนิงเยียนลุกขึ้นยืนแล้วชี้หน้าเจียวฮวา “เจ้าพูดจาใส่ร้ายข้า! วันนั้นที่ข้ายืนพูดคุยกับอู๋เหล่ยก็เพราะเขากำลังจะเข้าเมืองข้าเลยฝากเขาซื้อของเท่านั้น!”
“พอเถิดหนิงเยียน” เหอหยวนห้ามปรามภรรยา แต่สายตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง
“เหอหยวน! เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ? เจ้าเชื่อคำพูดของพี่สะใภ้เจ้ามากกว่าข้าที่เป็นภรรยาหรือ?!” หนิงเยียนพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ ก่อนนางวิ่งร้องไห้หนีออกจากบ้านไปเพราะน้อยใจสามี
ในตอนนั้นเหอหยวนไม่ได้ตามนางไป เขาเพียงแค่รู้สึกอับอายและสับสนกับคำพูดของเจียวฮวา
“อาหยวน เจ้าไม่ควรทนกับผู้หญิงแบขนี้เลยนะ นางไม่เคยให้เกียรติครอบครัวเรา นางมีแต่สร้างปัญหาให้เจ้า” หลี่ฮวาบ่นให้ลูกชายต่ออีกหลายคำ
เหอหยวนไม่รู้ว่าจะแก้ตัวอย่างไร เพราะคำพูดของมารดาเป็นความจริงทุกประการ
เมื่อเหอหยวนเดินมาถึงหน้าบ้าน ก็ได้กลิ่นหอมของข้าวต้มที่ผสมกับปลาแห้งลอยออกมาจากในบ้าน เขาเดินเข้าไปในครัวช้า ๆ เห็นหนิงเยียนกำลังก้มหน้าก้มตาคนข้าวต้มในหม้อด้วยความตั้งใจ เส้นผมของนางถูกรวบขึ้นด้วยตะเกียบอย่างลวกๆ มีไรผมเส้นเล็กๆ หลุดลงมาข้างแก้ม หน้าผากของนางมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย ริมฝีปากของนางขยับพึมพำกับตัวเองอย่างแผ่วเบา
“ข้ากลับมาแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้า
หนิงเยียนเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยความประหลาดใจ นางไม่คิดว่าเขาจะกลับมาเร็วขนาดนี้
“ท่านกลับมาแล้วหรือ?” นางถามด้วยน้ำเสียงปกติ
“อืม” เหอหยวนเดินเข้าไปหานาง เขามองลงไปในหม้อข้าวต้มที่นางกำลังคนอยู่ “เจ้าทำอาหารเป็นด้วยหรือ?”
“หึ! ก็กินเป็นแล้วทำไมจะทำไม่เป็นล่ะ” นางตอบอย่างติดตลก แต่น้ำเสียงของนางไม่ได้มีความประชดประชันเหมือนเมื่อก่อน
“แต่ถ้าไม่อร่อยก็อย่าโทษข้าแล้วกัน” หนิงเยียนพูดพร้อมกับยิ้มขำเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปสนใจข้าวต้มในหม้ออีกครั้ง
เหอหยวนยืนมองแผ่นหลังของนางอยู่ครู่หนึ่งความสงสัย ก่อนจะนั่งลงบนม้านั่งตัวเดิมอย่างเงียบ ๆ มองดูภรรยาที่กำลังก้มหน้าก้มตาตักข้าวต้มใส่ชาม นางดูแตกต่างจากหนิงเยียนคนเดิมอย่างสิ้นเชิง หนิงเยียนคนเดิมไม่เคยแม้แต่จะเข้าใกล้เตาไฟ นางมักจะบ่นว่าร้อนและกลิ่นควันทำให้ผมของนางเหม็นอับ นางจะใช้แต่คำสั่งให้เขาทำทุกอย่าง แต่นางในตอนนี้กลับทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
เหอหยวนรับชามข้าวต้มมาจากมือนาง เขามองดูมันอย่างละเอียด มันเป็นเพียงข้าวต้มจืด ๆ ที่มีมันป่าและผักป่าผสมอยู่ แต่สำหรับเขาในตอนนี้มันกลับดูน่ากินมาก
เขาตักข้าวต้มเข้าปากช้า ๆ รสชาติของมันไม่ได้ดีเลิศ แต่มันกลับอร่อยกว่าอาหารที่พวกเขากินทุกวัน
“มันรสชาติ...ดีมาก” เขาส่งยิ้มบางๆ ให้นางเป็นครั้งแรก
หนิงเยียนมองเขาด้วยความประหลาดใจ “ดีขนาดนั้นเลยเหรอ? แต่ข้าว่ามันจืดชืดไปหน่อยนะ”
“ไม่...มันดีที่สุดแล้ว” เหอหยวนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาไม่ได้โกหก ความเหนื่อยล้าจากการเดินเท้าเข้าเมืองเพื่อหาเงินมาทั้งวันทำให้ร่างกายของเขาโหยหาอาหารอย่างมาก เขาซดข้าวต้มเข้าปากเร็วขึ้น
หนิงเยียนกับเหอหยวนนั่งกินข้าวต้มปลาแห้งและมันป่ากันเงียบ ๆ บรรยากาศภายในห้องครัวผิดจากทุกวันที่ผ่านมาที่มักจะเต็มไปด้วยความตึงเครียดหรือความเงียบงันที่แสนอึดอัด
เมื่อกินเสร็จแล้ว หนิงเยียนก็ลุกขึ้นเก็บชามของตัวเองและของเหอหยวนไปที่อ่างล้างจานที่อยู่มุมห้องครัว เหอหยวนมองตามแผ่นหลังของภรรยาอย่างเงียบงัน ภาพที่หนิงเยียนกำลังล้างชามอยู่ตรงหน้าเป็นภาพที่ไม่คุ้นตาเอาเสียเลย ปกตินางจะเอาแต่สั่งให้เขานำอาหารไปให้กินถึงในห้อง ซักผ้าก็ล้วนแต่เป็นหน้าที่ของเขา เขารู้สึกประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นอย่างมาก หรือว่านางกำลังคิดจะทำอะไรบางอย่าง?
“ท่านกินอิ่มแล้วก็ไปพักเถิด” หนิงเยียนพูดโดยไม่หันมามอง เหอหยวนจึงได้แต่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปจากห้องครัวอย่างเงียบ ๆ เขาตรงไปยังห้องนอนเพื่อไปหยิบเสื้อผ้าไปอาบน้ำที่โอ่งหลังบ้าน
