ตอนที่ 3 ขึ้นเขา
ตอนที่ 3 ขึ้นเขา
ทางด้านหนิงเยียน นางกำลังเดินสำรวจบ้านที่อาศัยอยู่อย่างสนใจ บ้านหลังนี้มีขนาดกะทัดรัด ประกอบด้วยห้องนอนสองห้อง ห้องโถง และห้องครัว นางเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อดูว่ามีอะไรพอให้ทำกินได้บ้างเพราะตนหิวจนแสบท้องไปหมด แต่สิ่งที่พบก็คือความว่างเปล่า ในครัวมีเพียงเครื่องครัวดินเผาเก่าๆ และหม้อเหล็กที่ดำเป็นมันวางอยู่บนเตาฟืน ไม่มีแม้แต่ข้าวสารสักเม็ด ผักป่าหรืออาหารแห้งใดๆ ที่พอจะประทังชีวิตได้เลยแม้แต่น้อย
ความทรงจำจากร่างเดิมผุดขึ้นมาในหัว หนิงเยียนคนเดิมแทบจะไม่เข้าครัวหรือหยิบจับงานใด ๆ เลย นางเอาแต่สั่งให้สามีเป็นคนทำ และยิ่งไปกว่านั้นปีก่อนเกิดภัยแล้งผลผลิตก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว แต่ปีนี้กลับมีภัยตั๊กแตนซ้ำเติมอีก ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านต้องเผชิญกับความอดอยากอย่างแสนสาหัส
“โอ๊ย! ทำไมไม่มีอะไรให้กินเลยเนี่ย!” หนิงเยียนพึมพำกับตัวเองด้วยความหงุดหงิด
“นี่มันเคราะห์ซ้ำกรรมซัดชัดๆ สวรรค์ฉันทำผิดอะไร!?...ถึงต้องมาอยู่ในยุคอดอยากแบบนี้! แล้วทำไมไม่มีระบบหรือของวิเศษเหมือนในนิยายที่เคยอ่านเลยล่ะ” นางคร่ำครวญเบาๆ อย่างน้อยถ้ามีระบบหรือคลังมิติส่วนตัว นางก็คงไม่ต้องมาทนหิวโหยแบบนี้
เมื่อท้องเริ่มร้องประท้วงอีกครั้ง หนิงเยียนก็ตัดสินใจว่านางจะทนรอให้ข้าวสารงอกขึ้นมาเองไม่ได้แน่ๆ นางหันหลังออกจากครัวและเดินออกไปสำรวจนอกบ้านทันที นางสังเกตเห็นพื้นที่ว่างเปล่าหน้าบ้านและหลังบ้านที่เหมาะแก่การเพาะปลูกอย่างยิ่ง แต่กว่าพืชผักที่นางปลูกจะโต นางก็คงจะหิวตายเสียก่อน
นางเดินไปหยิบตะกร้าสานที่แขวนอยู่ข้างบ้านและหยิบเสียมที่นอนอยู่ที่พื้นไปด้วย "อย่างน้อยบนเขาก็น่าจะมีอะไรให้กินบ้างล่ะน่า” นางคิดในใจ เหอหยวนไม่อยู่ที่บ้านแล้ว คาดว่าเขาคงออกไปหาเงินหรือไม่ก็ออกไปหาของกินเหมือนกัน
ขณะที่นับดาวในร่างหนิงเยียนเดินออกมาจากประตูรั้วไม้ ชาวบ้านที่กำลังนั่งอยู่หน้าบ้านตัวเองก็หันมามองด้วยสายตาแปลกๆ บางคนซุบซิบกันอย่างออกรส บางคนก็แสดงท่าทีรังเกียจอย่างชัดเจน
“ดูนั่นสิ! นางจะไปไหน?”
“ถือตะกร้ากับเสียมไปทำไม? อย่าบอกนะว่านางจะไปหาของป่าบนเขา”
“วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไงกัน?...หรือว่าข้าจะตาฝาด”
หนิงเยียนได้ยินเสียงซุบซิบเหล่านั้นแต่ก็ไม่ได้สนใจ นางยังคงก้มหน้าก้มตาเดินไปตามทางจนมาถึงหน้าบ้านของสตรีร่างอวบที่นั่งอยู่หน้าบ้าน
“โอ๊ย! หนิงเยียน...นั่นเจ้าจะไปไหนหรือ? ทำไมถึงถือตะกร้ากับเสียมล่ะ?” จินหลินถามด้วยความสงสัย
หนิงเยียนหยุดเดินและหันไปมองสตรีร่างอวบทันที จากความทรงจำของร่างเดิม นางคือ จินหลิน เพื่อนสนิทที่ปากไวและชอบนินทาคนในหมู่บ้านเป็นที่หนึ่ง
“ข้าจะไปหาของกินบนเขา” นางตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เพราะไม่อยากเสียเวลา
คำตอบของหนิงเยียนทำให้จินหลินตาโตกว่าเดิมราวกับเห็นผี “หาของกิน?...บนเขา?...หนิงเยียน เจ้าป่วยหรือเปล่า...ปกติเจ้าไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลยนะ!”
จินหลินยังคงจ้องมองด้วยความสงสัย “หรือว่าเจ้าโดนเหอหยวนด่าจนต้องออกมาหาของกินเอง”
หนิงเยียนรู้สึกหงุดหงิดกับท่าทีของจินหลิน แต่ก็พยายามสงบสติอารมณ์ “ข้าไม่ได้ถูกด่า แต่ข้าขี้เกียจอยู่บ้านเฉยๆ และข้าก็ไม่อยากอ้วนเป็นหมูเหมือนเจ้า!” พูดจบนางก็หันหลังเดินจากไปอย่างไม่สนใจไยดี
จินหลินยืนแข็งทื่ออยู่หน้าบ้านของตัวเอง ปากที่กำลังจะอ้าเพื่อถามต่อถึงกับค้างเติ่งกับคำพูดสุดท้ายของหนิงเยียน
จินหลินใช้เวลาประมวลผลอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่สองตาจะเบิกกว้างราวกับไข่ห่าน มือที่เท้าเอวอยู่เริ่มสั่นระริก ใบหน้าแดงก่ำจากความตกตะลึง ก่อนที่ความโกรธเกรี้ยวจะตามมา
“นังหนิงเยียน! นังสารเลว! กล้าดียังไงมาด่าข้าว่าอ้วนเหมือนหมู!” จินหลินแผดเสียงดังลั่นจนนกที่เกาะอยู่บนต้นไม้ใกล้ๆ ถึงกับบินหนีไปคนละทิศละทาง
นางทุบหน้าอกตัวเองป้าบๆ ด้วยความเจ็บใจ หนิงเยียนไม่เคยกล้าพูดจาแบบนี้กับนางมาก่อน เพราะทั้งสองคนต่างก็มีนิสัยคล้ายกัน คือชอบนินทาและมีปากเสียงกับชาวบ้าน จนไม่มีใครอยากคบหาด้วยยกเว้นพวกนางที่เข้าขากันได้ดี
“นังคนนิสัยไม่ดี! ข้าอุตส่าห์เป็นเพื่อนกับเจ้ามาตั้งนาน!” จินหลินตะโกนตามหลังไปอย่างบ้าคลั่ง แต่หนิงเยียนไม่ได้หันกลับมามองแม้แต่น้อย นางยังคงก้มหน้าก้มตาเดินต่อไปอย่างไม่สนใจไยดี
หนิงเยียนเดินมาเรื่อยๆ จนถึงเชิงเขา ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร แม้ธรรมชาติที่นี่จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ยังมีต้นไม้และพืชพรรณบางส่วนที่ยังคงอยู่ นางเริ่มเดินสำรวจไปตามทางที่พอจะเห็นร่องรอยการสัญจรของสัตว์และผู้คน
“ถ้าเราไม่มีระบบ ไม่มีของวิเศษ เราก็ต้องใช้ความรู้ที่เรามีนี่แหละ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าตัวเองจะอดตาย” หนิงเยียนพูดกับตัวเอง และพยายามนึกถึงความรู้เรื่องพืชผักที่สั่งสมมาจากยุคปัจจุบัน
นางเดินลึกเข้าไปในป่าเล็กน้อย ดวงตาของนางจับจ้องไปที่พืชพรรณต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดินและใต้ต้นไม้ จากความทรงจำนางพอจะจำลักษณะของเถามันป่าได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นลำต้นที่เลื้อยไปตามพื้น หรือใบที่คล้ายรูปหัวใจ
ไม่นานนักนางก็พบกับเถามันป่าที่เลื้อยพันกันอยู่บนพื้นดิน หนิงเยียนใช้เสียมที่เตรียมมา ๆ แซะดินรอบ ๆ เถามัน นางจำได้ว่ารากของมันป่าจะอยู่ลึกและเป็นพวง
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม เหงื่อของนางก็เริ่มซึมออกมาจากไรผม หนิงเยียนใช้หลังมือปาดเหงื่อพลางมองไปยังตะกร้าที่ตอนนี้มีมันป่าอยู่เกือบครึ่งหนึ่ง หลังจากเก็บมันป่าจนพอใจแล้ว นางก็เดินสำรวจต่อไปเพื่อหาผักป่าอื่น ๆ ที่พอจะกินได้
ขณะที่เดินไปเรื่อย ๆ สายตาของนางก็พลันไปเห็นต้นไม้เล็ก ๆ ที่มีลูกกลมๆ สีแดงออกเป็นพวง ห้อยย้อยลงมาตามกิ่งก้าน “ผลซานจา!”
หนิงเยียนจดจำมันได้ทันทีจากความทรงจำของร่างเดิม ผลซานจามีรสเปรี้ยวอมหวานสามารถนำไปทำขนมหรือต้มเป็นซุปได้ และที่สำคัญมันเป็นผลไม้ที่หาได้ยากในยามนี้
เมื่อเก็บผลซานจาเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางก็แหงนหน้ามองดูดวงอาทิตย์อีกครั้ง ครั้นเห็นว่าพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงมากแล้ว นางจึงตัดสินใจกลับบ้าน ก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดเสียก่อน
