ตอนที่ 2 ครอบครัวสกุลเหอ
ตอนที่ 2 ครอบครัวสกุลเหอ
ณ บ้านสกุลเหอที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านชิงสุ่ย ห่างจากบ้านของเหอหยวนและหนิงเยียนไปประมาณสามลี้ บ้านหลังใหญ่นี้มีคนอาศัยอยู่ร่วมกันสิบกว่าชีวิต
บนโต๊ะไม้ตัวยาวเก่าๆ กลางห้องโถง ผู้คนต่างนั่งรวมกันอย่างเงียบเชียบ เบื้องหน้าของพวกเขาคือถ้วยดินเผาที่มีโจ๊กมันเทศบด แต่ว่ามันดูเหมือนน้ำมากกว่าอาหาร มันเทศสองหัวถูกต้มผสมกับน้ำจนเละและแทบจะหาเนื้อของมันเทศไม่เจอ สีของมันออกไปทางขุ่น ๆ ไม่มีกลิ่นหอมชวนรับประทานเลย
ผู้เฒ่าเหอซาน บิดาของเหอหยวน วัยหกสิบเอ็ดปี นั่งอยู่หัวโต๊ะใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความเหนื่อยล้าและความกังวล ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น บัดนี้มีแววหม่นหมอง เขาเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งในช่วงเวลาสองปีที่ภัยแล้งและฝูงตั๊กแตนได้ทำลายพืชผลไปเกือบทั้งหมด
ข้างกายเขาคือ หลี่ฮวา มารดาของเหอหยวน นางเป็นหญิงวัยห้าสิบต้นๆ ที่ยังคงดูแข็งแรง แต่ความกังวลก็ฉายชัดบนใบหน้า นางตักโจ๊กมันเทศให้หลานๆ อย่างระมัดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนจะได้รับส่วนแบ่งที่เท่าเทียมกัน
“กินช้าๆ หน่อยเถอะน่าเหอเฟิง” หลี่ฮวาเอ่ยเตือนหลานชายคนโตวัยแปดขวบลูกของเหอหลง ที่ก้มหน้าซดโจ๊กอย่างรวดเร็วเพราะความหิวโหย
เหอหลง พี่ชายคนโตของเหอหยวน วัยสามสิบต้นๆ ร่างกายกำยำแต่ผอมซูบลงไปมากในช่วงนี้ เขานั่งเงียบๆ ข้างภรรยาของเขา ไป๋หลันเป็นหญิงสาวรูปร่างผอมบาง ใบหน้าซีดเซียวแต่ยังคงความงามอยู่บ้าง นางก้มหน้าก้มตากินอย่างเงียบเชียบ
เหอเหลียง พี่ชายคนที่สองของเหอหยวน วัยยี่สิบปลายๆ เขาดูผอมกว่าพี่ชายและใบหน้าก็ดูเคร่งเครียดกว่า เหอเหลียงมีภรรยาชื่อ เจียวฮวา เจียวฮวาเป็นหญิงสาวที่ดูอ่อนโยนกว่าไป๋หลันเล็กน้อย แต่ก็ดูซีดเซียวไม่ต่างกัน นางอุ้มลูกสาวตัวน้อย ชิงเอ๋อร์วัยสองขวบ ที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขน และข้าง ๆ นางคือลูกชายคนโตชื่อหนานหยางอายุสี่ขวบ
น้องสาวคนเล็กของสกุลเหอคือเหอหยุน วัยสิบหกปี นั่งอยู่ท้ายโต๊ะ นางเป็นหญิงสาวที่ยังคงความสดใสในดวงตา แม้จะผอมไปบ้าง นางกำลังพยายามปลอบหลานสาวตัวเล็ก ลี่หลินวัยสามขวบ บุตรสาวของเหอหลงและไป๋หลัน ที่กำลังงอแงเพราะเบื่อข้าวต้มมันเทศจืดๆ
“ลี่หลินกินอีกหน่อยนะ” เหอหยุนพยายามพูดหลอกล่อ แต่เด็กหญิงก็ยังคงส่ายหน้า
“ไม่อร่อยเลยอาหญิง ข้าอยากกินขนมแป้งทอดที่ท่านย่าเคยทำให้” ลี่หลินพูดด้วยเสียงอู้อี้
หลี่ฮวาได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ “อดทนอีกหน่อยนะ เดี๋ยวพอฝนตก พืชผลกลับมาดีเหมือนเดิม ย่าจะทำให้พวกเจ้ากินจนหนำใจเลย”
บนโต๊ะอาหารมีแต่ความเงียบงัน ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตากิน ที่บ้านนี้ผู้ใหญ่จะได้รับอนุญาตให้กินข้าววันละมื้อเท่านั้น เพื่อประหยัดเสบียง ส่วนเด็กๆ ที่ยังอยู่ในวัยเจริญเติบโตจะได้กินวันละสองมื้อ แต่ก็เป็นเพียงปริมาณน้อยนิดที่พอจะประทังชีวิตไปวัน ๆ เท่านั้น
หลังจากอาหารเช้าที่แสนจะขุ่นมัวสิ้นสุดลง ความเงียบที่ปกคลุมครอบครัวสกุลเหอก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงถอนหายใจและสีหน้าเคร่งเครียดของทุกคน ไป๋หลันกับเจียวฮวาต่างลุกขึ้นเก็บชามและถ้วยอย่างเงียบๆ เพราะต่างฝ่ายต่างรู้หน้าที่โดยไม่ต้องพูดอะไร
ระหว่างที่ไป๋หลันกำลังเช็ดโต๊ะ นางก็กัดริมฝีปากแน่นอย่างคับแค้นใจ
“เฮ้อ!...เมื่อไหร่จะพ้นจากความลำบากนี้สักทีก็ไม่รู้” ไป๋หลันพึมพำกับเจียวฮวาที่เดินเข้ามาใกล้
เจียวฮวาถอนหายใจยาว “นั่นสิพี่สะใภ้ใหญ่ ข้าสงสารเด็กๆเหลือเกิน” นางพูดพร้อมกับมองลูกชายตัวน้อยของตัวเองที่กำลังเล่นอยู่กับเหอเฟิงอยู่หน้าบ้าน
น้ำเสียงของพวกนางแม้จะเบา แต่ก็ดังพอให้ทุกคนในห้องได้ยิน
เหอเหลียงที่กำลังนั่งลับมีดอยู่มุมห้องถึงกับวางมีดลงอย่างแรง “ถ้าไม่ใช่เพราะนังตัวดีนั่น... พวกเราคงไม่ลำบากขนาดนี้หรอก!”
คำพูดของเหอเหลียงทำให้ทุกคนในห้องหันมามองเขาอย่างพร้อมเพรียง แม้แต่เหอซานกับหลี่ฮวาที่กำลังปรึกษากันเรื่องหาอาหารก็ต้องเงียบเสียงลง
“อาเหลียงอย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย” เหอหลงเตือนน้องชาย แต่สายตาของเขาก็ไม่ได้แสดงความเห็นต่างแต่อย่างใด
“ข้าจะทนไม่พูดได้ยังไง! พวกท่านลองคิดดูสิ! ถ้าอาหยวนไม่ได้แต่งงานกับนังนั่น เขาก็คงสอบเป็นขุนนางได้แล้ว! บ้านเราก็จะพ้นจากความอดอยาก! ครอบครัวเราก็จะได้มีหน้ามีตาในหมู่บ้าน...ทั้งหมดนี่มันเป็นเพราะใคร! ก็เพราะนังหนิงเยียนคนเดียว!” เหอเหลียงระบายความคับแค้นใจออกมาอย่างเต็มที่ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
ไป๋หลันกับเจียวฮวาพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเหอเหลียงโดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ พวกเขารู้สึกเหมือนกันว่าหนิงเยียนคือตัวหายนะของครอบครัวสกุลเหอ
“เมื่อสามวันก่อนอาหยวนกำลังจะไปสอบขุนนางท้องถิ่น แต่นังนั่นเอาเงินค่าเดินทางของเขาไปซื้อปิ่นปักผม! ปิ่นอันละตั้งสองตำลึง!” เจียวฮวาพูดเสริมขึ้นมาอีกคน
หลี่ฮวาผู้เป็นแม่ได้แต่นั่งนิ่ง น้ำตาคลอเบ้า นางไม่รู้จะพูดอะไร เพราะทุกอย่างที่ลูกชายกับลูกสะใภ้พูดมาเป็นความจริงทั้งสิ้น นางรักลูกชายคนที่สามที่สุดในบรรดาพี่น้อง เพราะเหอหยวนเป็นคนฉลาดและขยันหมั่นเพียรมาตั้งแต่เด็ก นางได้แต่หวังว่าในอนาคตเหอหยวนจะสามารถทำให้ครอบครัวสุขสบายได้ แต่ความฝันนั้นก็พังทลายลงเพราะหญิงร้ายกาจอย่างหนิงเยียน
“แล้วยังวีรกรรมของนางที่ชอบไปทะเลาะกับชาวบ้านอีก! ไปที่ไหนก็มีแต่เรื่อง! บ้านสกุลเหอเราไม่เคยเป็นที่นินทาของชาวบ้านเลยสักครั้ง แต่พออาหยวนได้นังนั่นเป็นภรรยา ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็ชิงชังเราไปด้วย! นังนั่นมันเป็นตัวซวยชัดๆ!” ไป๋หลันพูดอย่างโกรธแค้น
เหอซานที่นั่งเงียบอยู่นานก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ช่างเถอะ ๆ อย่าไปพูดถึงคนอกตัญญูอีกเลย ที่มันอยากแยกบ้านออกไปก็เพราะมันเชื่อฟังคำยุแยงของเมียมัน เป็นลูกผู้ชายแท้ๆ แต่กลับถูกเมียจูงจมูกมันน่าอับอายขายหน้ายิ่งนัก! มันไม่เคยนึกถึงหน้าพวกเราเลยด้วยซ้ำ!”
ทุกคนต่างเงียบเสียงลง เพราะคำพูดของเหอซานนั้นตรงกับความรู้สึกของพวกเขาที่สุด โดยเฉพาะเหอหลงกับเหอเหลียงที่เป็นพี่ชาย พวกเขาเสียใจที่น้องชายต้องไปลำบากกับผู้หญิงเลวๆแบบนั้น
