ตอนที่ 2ท่านอ๋องผู้โดดเดี่ยว
ตอนที่ 2ท่านอ๋องผู้โดดเดี่ยว
หว่านหนิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง นางเป็นคนรักความสะอาดและสุขภาพเป็นชีวิตจิตใจ การต้องมาเจอสภาพคนที่ไม่รู้เช่นนี้แม้จะรู้สึกสงสารมากเพียงใด แต่กลิ่นไม่พึงประสงค์ก็ทำให้ในใจลึกๆ ของนางอยากจะวิ่งหนีไปเสียให้พ้นเดี๋ยวนี้ แต่เมื่อสบตาที่สั่นไหวด้วยความอับอายของชายตรงหน้า หัวใจของนางก็กระตุกวูบ
‘เอาเถอะแสนดี ในเมื่อมาอยู่ในร่างนี้แล้ว จะทิ้งให้เขาอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปก็ไม่ใช่เรื่อง’ นางปลอบใจตัวเอง
“ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น ข้าเป็นพระชายาของท่านนะ” หว่านหนิงกล่าวพลางถกแขนเสื้อขึ้นอย่างมุ่งมั่น “และข้าก็ไม่ได้สมเพชท่านด้วย ข้าแค่จะมาทำความสะอาด”
“ข้าบอกให้... ออกไปอย่างไงเล่า!” เซี่ยจื่อรุ่ยรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีเพียงน้อยนิดตะคอกออกมา แต่มันกลับเหมือนเสียงขู่ฟ่อของแมวที่บาดเจ็บหนัก เขาพยายามจะพลิกตัวหนี แต่มันกลับทำให้เขาสูญเสียการทรงตัวและเกือบจะตกเตียง
หว่านหนิงถลาเข้าไปรับร่างของเขาไว้ทันท่วงที กลิ่นเหม็นรุนแรงปะทะเข้าจมูกของนางอย่างจัง แต่นางกลับไม่ถอยหนี สองมือพยายามพยุงร่างที่หนักกว่านางนิดหน่อยให้มั่นคง
“อยู่นิ่งๆ ถ้าท่านตกลงไปตอนนี้ ข้าคงอุ้มท่านขึ้นมาบนเตียงไม่ไหวแน่” นางดุเบาๆ
เซี่ยจื่อรุ่ยนิ่งอึ้งไป ความอบอุ่นจากฝ่ามือของหญิงสาวทำให้เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ตั้งแต่เขาพิการและถูกเนรเทศมาที่นี่ บรรดาบ่าวรับใช้ที่ติดตามมาไม่กี่คนก็พากันหนีหายไปหมด เหลือเพียงทหารเฝ้าประตูเพียงไม่กี่คนที่เอาอาหารมาส่งให้เขาแค่วันละมื้อ และไม่เคยมีใครยอมสัมผัสตัวเขาที่เต็มไปด้วยกลิ่นเน่าเหม็นเช่นนี้เลย
หว่านหนิงผละออกมา นางมองไปรอบห้อง นางจึงตัดสินใจไปหยิบกะละมังไม้ที่วางอยู่มุมห้อง แล้วเดินออกไปที่บ่อน้ำบาดาลเก่า ๆ ที่อยู่ด้านหลังเรือนเพื่อตักน้ำมาล้างทำความสะอาดให้เขา แต่ในวินาทีนั้นนางก็นึกขึ้นได้ถึงน้ำทิพย์ในมิติฟาร์ม
‘ถ้าใช้น้ำนั่นล้างทำความสะอาดให้เขา แผลกดทับของเขาอาจจะดีขึ้น’ นางคิดในใจ ก่อนจะตาลงนึกถึงบ่อน้ำวิเศษ เพียงพริบตานางก็สามารถดึงน้ำวิเศษออกมาจนเต็มกะละมัง
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง เซี่ยจื่อรุ่ยยังคงนอนหอบหายใจถี่ ใบหน้าของเขาแดงซ่านด้วยความอับอายและพิษไข้
“ข้าบอกให้เจ้าออกไป!” เขาตวาดเสียงสั่น
“ท่านอย่าดื้อด้านนักเลย สภาพของท่านตอนนี้ ถ้าข้าไม่อยู่ดูแล ท่านก็คงต้องตายอยู่ในกองสิ่งปฏิกูลนี่แหละ หรือว่าท่านอยากจะตายอย่างน่าอดสูแบบนี้จริงๆ?...”
คำพูดตรงไปตรงมาของนางทำให้เซี่ยจื่อรุ่ยชะงักไป ดวงตาคมกริบแต่สั่นระริกคู่นั้นจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา นี่คือสตรีที่เคยเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญและรังเกียจเขาไม่ใช่หรือ? ทำไมวันนี้แววตาของนางถึงได้เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน?
“เจ้า...”
“อยู่นิ่งๆ ข้าจะทำความสะอาดให้”
หว่านหนิงไม่รอให้เขาอนุญาต นางลงมือถอดอาภรณ์ที่เปื้อนเปรอะของเขาออกอย่างรวดเร็วและเบามือที่สุด แม้ใจหนึ่งจะรู้สึกขัดเขินเพราะไม่เคยใกล้ชิดผู้ชายคนอื่นเช่นนี้มาก่อน แต่ความสงสารที่มีมากกว่าก็ทำให้นางก้าวข้ามความอายไปได้
เมื่อผ้าชุบน้ำวิเศษสัมผัสลงบนผิวกายที่มอมแมม เซี่ยจื่อรุ่ยถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย ความเย็นสบายที่ประหลาดไหลซึมเข้าสู่รูขุมขนของเขา ความปวดหนึบตามกล้ามเนื้อที่ลีบเล็กดูจะทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์
หว่านหนิงเช็ดคราบสกปรกออกอย่างตั้งใจ นางพบว่าตามตัวของเขามีรอยแผลเป็นมากมายที่บ่งบอกถึงวีรกรรมในสนามรบ แต่น่าเศร้าที่ตอนนี้รอยแผลเหล่านั้นกลับถูกบดบังด้วยรอยแดงจากการกดทับและผิวหนังที่แห้งแตก
“น้ำนี่...” เซี่ยจื่อรุ่ยพึมพำ น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“มันคือน้ำสะอาดที่ข้าตักมาจากบ่อ ท่านอดทนหน่อยนะ”
หลังจากทำความสะอาดร่างกายให้เขาเรียบร้อยแล้ว นางก็หาผ้าเก่าที่พอจะสะอาดที่สุดในเรือนห่อมาห่อร่างเขาไว้ชั่วคราว หว่านหนิงก็หันไปจัดการกับที่นอน นางใช้พละกำลังทั้งหมดเท่าที่มีหอบผ้าปูที่นอนเก่า ๆ ไปทิ้ง แล้วปูด้วยผ้าห่มผืนสุดท้ายที่มีในจวนหลังนี้
สภาพของเขาตอนนี้ยังไม่ค่อยดูดีเท่าไหร่ แต่แววตาที่เคยสิ้นหวังเริ่มมีความสงสัยเข้ามาแทนที่
“ทำไมเจ้าถึงทำเช่นนี้?” เขาถามขึ้นขณะที่นางกลับมายกกะละมังน้ำที่ออกไปเททิ้งด้านนอก “เจ้าเป็นตัวแทนของพี่สาวเจ้ามิใช่หรือ? เจ้าควรจะเกลียดข้าที่ทำให้เจ้าต้องตกระกำลำบากอยู่ที่นี่”
หว่านหนิงหยุดเดินแล้วหันกลับมาสบตาเขาตรง ๆ รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้ามอมแมมของนาง
“ในเมื่อเราทั้งคู่ต่างก็ถูกทิ้งไว้ที่นี่แล้ว จะเกลียดกันไปให้ได้อะไรขึ้นมาล่ะเจ้าคะ? สู้เรามาช่วยกันทำชีวิตที่เหลืออยู่ให้มันดีขึ้นไม่ดีกว่าหรือ?”
“...” คำพูดนั้นทำเซี่ยจื่อรุ่ยนิ่งเงียบไป
หลังจากที่นางจัดการเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและเช็ดคราบสกปรกเสร็จ กลิ่นอับชื้นในห้องก็บรรเทาลงบ้าง แต่สิ่งที่ไม่หายไปคือกลิ่นตุ ๆ ที่ฝังลึกอยู่ในเส้นผมที่พันกันเป็นก้อนของเขา
แม้จะเซ็ดตัวของเขาจนสะอาดแล้ว แต่ไม่มีทางสู้การอาบน้ำได้
“ท่านอ๋อง ข้าจะพาท่านออกไปอาบน้ำที่บ่อนะ”
“เจ้าจะบ้าหรือ!” เซี่ยจื่อรุ่ยเค้นเสียงลอดไรฟัน ใบหน้าซีดเซียวจ้องมองนางอย่างไม่พอใจ “สภาพข้าเช่นนี้... เจ้าจะลากข้าไปประจานให้พวกทหารเฝ้าประตูหัวเราะเยาะอย่างนั้นหรือ?”
“ใครจะกล้าหัวเราะท่าน? ไม่มีใครหัวเราะเยาะท่านหรอก” หว่านหนิงนึกขึ้นได้ว่าตอนที่เดินไปสำรวจหลังเรือนเพื่อตักน้ำ เห็นรถเข็นไม้เก่าๆ คันหนึ่งจอดทิ้งอยู่ข้างกำแพง
นางเดินออกไปลากรถเข็นคันนั้นกลับเข้ามา มันเป็นรถเข็นที่ดูเหมือนจะเคยใช้ขนฟืนหรือของหนัก ล้อไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดประท้วงการใช้งาน นางเดินกลับมาที่เตียง
“มาเจ้าค่ะ ประคองข้าไว้”
“ไม่! ข้าไม่ไป!” เซี่ยจื่อรุ่ยยังคงดื้อดึง เขาขยับมือกอดอกไว้แน่น แต่เรี่ยวแรงของคนป่วยหรือจะสู้คนที่เพิ่งดื่มน้ำทิพย์จากมิติฟาร์มมา หว่านหนิงรวบตัวชายหนุ่มขึ้นมาในท่าอุ้มเจ้าสาว แม้จะทุลักทุเลและหนักจนหน้าแดง แต่นางก็กัดฟันแบกเขามาวางลงบนรถเข็นได้สำเร็จ
“เจ้า!... สตรีหน้าหนา! เจ้ากล้า... โอ๊ย!” เซี่ยจื่อรุ่ยยังด่าไม่จบคำ รถเข็นก็ถูกกระชากออกไปทันที
