ตอนที่7 ผู้รู้ความลับต้องตาย
ตอนที่7ผู้รู้ความลับต้องตาย
“ฆ่านางเสีย…”
วาจานั้นเปล่งออกโดยไร้แววลังเล
แต่ทันใดนั้น…สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นทันที
“อ๊าก!”
เสียงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดพลันดังสนั่นทั่วผืนป่า ร่างสูงโปร่งทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นดิน มือทั้งสองกุมขมับแน่นด้วยความเจ็บปวด
“ท่านอ๋อง!!!”
องค์รักษ์ร้องออกมาเสียงหลง
สายตาของไป๋ซูเหยาก็จับจ้องด้วยความตื่นตะลึง ใบหน้าเคยเรียบเฉยของเขาบัดนี้บิดเบี้ยว เส้นเลือดดำลามเลื้อยไปทั่วหน้า ดวงตาแดงฉานประหนึ่งสัตว์ร้าย ร่างสูงนั้นเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็ว
เพียงสะบัดฝ่ามือหนึ่ง องค์รักษ์หนุ่มก็กระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่จนหมดสติ ร่างนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง
ดวงตาสีโลหิตนั้นหันมาสบตานาง…
เพียงพริบตาเดียว ร่างสูงใหญ่พุ่งเข้ามาประชิดตัวนางอย่างว่องไว ฝ่ามือเย็นเยียบตะครุบข้อมือนางไว้ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ลำคอระหง
กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากผิวกายของหญิงสาวแตะปลายจมูกเขา เสมือนมนตราบางอย่างที่สะกดรั้งไว้ ร่างสูงใหญ่หยุดนิ่ง ซุกปลายจมูกสูดกลิ่นแผ่วเบาอยู่รอบลำคอ ก่อนจะขบกัดลงเบา ๆ
ทันทีที่ปลายลิ้นเขาสัมผัสกับหยดเลือดของนาง ชายผู้นั้นกลับชะงักไป ดวงตาแดงฉานกลับคืนสู่ความสงบ ความปวดร้าวสลายหายไป ร่างสูงนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ร่างบางในอ้อมแขนจะทรุดฮวบหมดสติด้วยความหวาดกลัว
ชายหนุ่มก้มหน้ามองใบหน้าของหญิงสาวในอ้อมอก ด้วยแววตาเย็นชาพลางครุ่นคิดกับเหตุการณ์ประหลาดนี้ เขาโน้มตัวลงช้อนร่างนางขึ้นอุ้มอย่างเบามือ
ขณะนั้น องค์รักษ์ก็เริ่มได้สติขึ้น ก่อนจะรีบลุกขึ้นแล้วก้าวตรงมายังผู้เป็นนายที่ตอนนี้ไร้ซึ่งอาการพิษกำเริบแล้ว
“กลับจวน…”
ชายชุดดำเพียงกล่าวเสียงเรียบ จากนั้นก็หมุนกายก้าวเดินนำไปอย่างสงบนิ่ง
…
จวนจิ้นอ๋อง
สายลมเย็นโชยผ่านม่านแพรบางเบา แสงจันทร์เย็นเยียบสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้กลึง ลงกระทบพวงดอกเหมยที่ประดับอยู่หัวเตียงไม้หอม
เสียงลมแผ่วเบานั้นปลุก ไป๋ซูเหยาจากห้วงนิทรา นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“อือ…”
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะมองไปรอบห้องอย่างงุนงง ทุกสิ่งล้วนไม่คุ้นตาเลย
“นี่…ที่ไหนกัน?”
ทันใดนั้น…ภาพเหตุการณ์ความสยองของปีศาจที่พุ่งตัวเข้ามาหานาง แววตาแดงฉานนั้นน่ากลัวจนแทบหยุดหายใจ ก็ผุดวาบขึ้นมาในสมอง
“ปีศาจ!”
เสียงหลุดลั่นออกมาในความเงียบ นางรีบลุกพรวดขึ้นนั่งทันที มือเล็กกุมลำคอไว้แน่นด้วยความหวาดกลัว จากนั้นก็พึมพำกับตนเองเสียงสั่น
“ยุคโบราณมีซอมบี้ด้วยเหรอ…”
ขณะกำลังหวาดผวาอยู่นั้น แสงสีเงินก็สะท้อนวาบเข้าตานางจากมุมห้อง
ไป๋ซูเหยาค่อย ๆ หันไปทางนั้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
…และหัวใจของนาง…ก็แทบหยุดเต้น
ภาพเบื้องหน้าคือ บุรุษในชุดดำเรียบหรู นั่งเงียบงันตรงขอบหน้าต่าง มือข้างหนึ่งกำลังถือกระบี่คมวาววับ ก้มหน้าก้มตาเช็ดปลายกระบี่ซึ่งเปื้อนรอยเลือดจาง ๆ
แสงจันทร์สะท้อนแสงโลหะเป็นประกายวูบวาบขับใบหน้าคมคายของเขาให้ดูหล่อเหลาเกินมนุษย์
….แต่บรรยากาศกลับไม่อบอุ่นเอาเสียเลย
ดวงตาคมกริบที่หันมามองนางช้า ๆ นั้น เปี่ยมด้วยไอสังหารเยียบเย็นไม่แพ้กระบี่ในมือ ริมฝีปากหยักยกยิ้มเล็กน้อย เป็นยิ้มที่ทั้งทรงเสน่ห์…และน่าขนลุกไปพร้อมกัน
ไป๋ซูเหยากลืนน้ำลายเฮือก…
นางนั่งตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นแรงราวจะหลุดออกมา พลันคิดในใจ โอ้พี่เบ้าหน้าหล่อมาก…แต่แบบนี้มันก็หลอนเกินไปแล้ว! เขาจะจับข้ากินใช่ไหมเนี่ย…ดูสิ! เช็ดกระบี่รออยู่แน่ ๆ เลย…
นางหลุบตามองกระบี่เล่มนั้นด้วยความหวาดระแวงจนแทบจะมุดผ้าหนี
“อือ…น่ายไน่ช่วยหนูด้วย…หนูยังไม่อยากตาย…”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด ชายชราในชุดเรียบง่าย กับหญิงสาวในชุดองค์รักษ์สีน้ำเงินเข้มก้าวเข้ามาในห้อง ในมือนางถือถาดไม้ บนถาดมีชุดผ้าแพรบางเบาสีขาวพับไว้อย่างเรียบร้อย
ทั้งสองเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าบุรุษในชุดดำหรูหราที่นั่งอยู่อย่างองอาจ ทั้งสองโค้งตัวประสานมือด้วยท่วงท่าสุภาพ ก่อนจะเปล่งเสียงอย่างนอบน้อม
“จิ้นอ๋อง…”
ไป๋ซูเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย นางเม้มริมฝีปากพลางพึมพำเสียงเบา
“จิ้นอ๋อง…? ใครกันนะ มีคนนี้ในนิยายเรื่องนี้ด้วยเหรอ”
นางขมวดคิ้วเล็กน้อยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตาโตแล้วอุทานเบา ๆ ด้วยความตกใจ
“หรือว่า…จะเป็นหลี่เจิ้นหาน!”
นางเงยหน้ามองใบหน้าของเขาอีกครา พลันคิดในใจ ใช่แล้วตัวร้ายแสนโหดในฉายา อ๋องปีศาจ สังหารทุกคนที่ขวางทาง ก่อกบฏขึ้น จนสุดท้ายตายอย่างอนาถ
ยังไม่ทันที่นางจะได้ไตร่ตรองอะไรไปมากกว่านั้น หญิงสาวในชุดองค์รักษ์ก็ก้าวมาหยุดอยู่หน้านางอย่างเงียบงัน ก่อนจะยื่นถาดไม้ที่มีชุดให้
ไป๋ซูเหยามองถาดไม้นั้น ก่อนจะก้มลงมองชุดตนเอง เห็นรอยเลือดเปื้อนอยู่ชัดเจนบนอกเสื้อ นางหัวเราะแห้ง ๆ เล็กน้อย แล้วรับถาดมาด้วยท่าทางกระดากใจ
“ขอบใจนะ…ว่าแต่ที่นี่ ที่ไหนกันเหรอ?”
องค์รักษ์หญิงเอ่ยตอบเสียงเรียบ
“จวนจิ้นอ๋อง…”
ไป๋ซูเหยาเอียงคอเล็กน้อย พยักหน้าเบา ๆ อย่างเข้าใจ ก่อนจะยิ้มบางแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
“แล้วเจ้า…ชื่ออะไร?”
“หนิงซิน”
“หนิงซินเหรอ…ชื่อเพราะจัง”
นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อทันที
“งั้น…หนิงซินเจ้าช่วย…”
“ออกไป…”
เสียงเข้มต่ำของบุรุษกลางห้องดังแทรกขึ้นกลางประโยค น้ำเสียงเย็นเยียบ
หนิงซินขานรับเพียงเบา ๆ โค้งตัวประสานมืออย่างนอบน้อม แล้วหมุนกายจากไปทันที
ไป๋ซูเหยาชะงัก
“เดี๋ยว…เดี๋ยวสิ…”
นางเอ่ยไล่ตามหลังเสียงแผ่ว ก่อนจะรู้สึกถึงสายตาคมที่จ้องมองมาทางนางอยู่ นางค่อย ๆ หันกลับมา สบเข้ากับดวงตาคมปลาบดุจคมดาบ ที่กำลังมองนางอยู่
“น้ำอุ่นอยู่หลังฉากกั้น”
เขาเอ่ยเสียงเรียบ
“รีบอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสีย…หรืออยากให้ข้าเปลี่ยนให้เจ้า…”
ไป๋ซูเหยาเบิกตาโตทันที
“ไม่…ไม่ต้อง!”
นางยิ้มแห้งจนแก้มเกร็ง มือที่ถือชุดสั่นเล็กน้อย ขณะค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งพาตัวเองไปหลบหลังฉากกั้นไม้
ไออุ่นของน้ำผสมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกชิงฮวาแผ่กระจายทั่วห้อง ไป๋ซูเหยาหย่อนกายลงในอ่างอย่างช้า ๆ ผิวเนื้อแตะต้องกับผิวน้ำจนเกิดระลอกเบา ๆ น้ำอุ่นชะล้างความเหนื่อยล้า แต่จิตใจกลับยังปั่นป่วนไม่หยุด
นางหลุบตาลงครุ่นคิด
“จะหนีไปจากที่นี่อย่างไรดี…”
ขณะกำลังครุ่นคิด สายตาก็เหลือบไปเห็นบานหน้าต่างบานหนึ่งเปิดแง้มอยู่เล็กน้อย นางเบิกตากว้างเล็กน้อย สีหน้าฉายแววดีใจเมื่อพบทางออก
นางลุกขึ้นจากอ่างอาบน้ำช้า ๆ แล้วหยิบชุดมาสวมจนเรียบร้อย ก้าวเดินแผ่วเบา กวาดสายตามองซ้ายขวาจนแน่นใจ ก่อนมือเล็กจะค่อย ๆ ผลักบานหน้าต่างออกเบา ๆ แล้วก้มตัวปีนออกไป
เมื่อก้าวออกมาพ้นบานหน้าต่าง รอยยิ้มบนใบหน้าก็เบ่งบานด้วยความดีใจ แต่ฉับพลันนั้น…เสียงโลหะเสียดสีแผ่วเบา ดังขึ้น ปลายกระบี่เย็นเฉียบแนบเข้าที่ลำคอขาวของนาง
“อย่าคิดหนี…”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา แต่กลับเหมือนสะกดหัวในนางให้เต้นช้าลง ไป๋ซูเหยาชะงักฝีเท้า ใจเต้นตุบตับ หันมองเจ้าของเสียงช้า ๆ จิ้นอ๋องในชุดดำเรียบหรูปรากฏอยู่ตรงหน้า แววตาเยือกเย็น
นางยืนตัวแข็งทื่อ พลางยิ้มแห้งกลบเกลื่อน
แต่แล้ว เขากลับลดกระบี่ลงอย่างเฉยชา แล้วไม่พูดไม่จา เขาก้มตัวลง…แบกร่างบางของนางขึ้นพาดบ่า
“นี่…จะทำอะไร…ปล่อยนะ!”
ไป๋ซูเหยาดิ้นพล่านอย่างตกใจ
ยังไม่ทันที่นางจะดิ้นหลุด ร่างเล็กก็ถูกโยนลงบนเตียงกว้าง
“โอ้ย…”
นางหลับตาแน่นด้วยความตกใจ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างระแวดระวัง
จิ้นอ๋องก้าวเข้ามาหยุดยืนจ้องนาง ปลายกระบี่ในมือเลื่อนขึ้นมาชี้ลงตรงกลางหน้าอกนาง
“ผู้ใดล่วงรู้ความลับของข้า…ต้องตายเท่านั้น”
“มะ…ไม่…หม่อมฉันไม่รู้ ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเพคะ ปล่อยหม่อมฉันไปเถอะเพคะ…”
ไป๋ซูเหยายกมือโบกปัดหน้าตั้ง ตาใส ๆ เบิกกว้างอย่างลนลาน
จิ้นอ๋องจับจ้องไปยังดวงหน้างามที่ตอนนี้แสดงถึงความหวาดกลัว ดวงตาเขานิ่งสงบเยือกเย็น
ครั้นโน้มกายเข้าใกล้ กระบี่ในมือก็ถูกตวัดเปลี่ยนทิศเสียบลงข้างกายนางอย่างแรง เสียงเหล็กปักลงกับพื้นไม้ดังก้องในความเงียบ
นางสะดุ้งเฮือก ร่างบางแข็งค้าง ดวงหน้าซีดเผือด
มืออีกข้างของเขา ยกขึ้น ลูบผ่านแก้มนวลของนางอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วเย็นเฉียบปะทะผิวนุ่มอุ่น
“แต่ข้ามีทางรอดให้เจ้าเลือก…”
ชายหนุ่มสูงศักดิ์ยกยิ้มมุมปาก แววตาเจ้าเล่ห์ พร้อมเปล่งเสียงเย็นชา
“จากนี้เจ้า…อยู่ที่นี่เป็นสนมของข้า…”
เมื่อได้ฟังคำพูดนั้น ไป๋ซูเหยาถอยร่นในทันที ดวงหน้างามเต็มไปด้วความตกใจ นางยกมือทั้งสองขึ้นปิดอกแน่น ส่ายศีรษะช้า ๆ พลันคิดในใจ ตาอ๋องปีศาจนี้ตามเนื้อเรื่องในนิยายเป็นคนไร้ใจ เขาคงไม่ปล่อยข้าไปง่าย ๆ แน่ จะทำเช่นไรดี…
ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด องค์รักษ์หนุ่มก็ก้าวเข้ามาอย่างเงียบงัน ประสานมือโค้งคำนับ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ท่านอ๋อง นางคือบุตรตรีเพียงคนเดียวของกั๋วกงโหว และเพิ่งเข้าพิธีสมรสกับแม่ทัพเว่ยหยางได้ครึ่งปี พ่ะย่ะค่ะ”
จิ้นอ๋องพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะชักกระบี่กลับ แล้วหมุนกายเดินไปยังโต๊ะชา ก่อนจะทรุดกายนั่งลง มือใหญ่หยิบถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะพลางเอ่ยเสียงเรียบ
“ไปส่งนางที่จวน”
“พ่ะย่ะค่ะ”
อี้เซ่อองค์รักษ์รับคำแล้วเดินตรงไปยังเตียง เอ่ยขึ้นเสียงสุภาพ
“เชิญ ฮูหยิน…”
ไป๋ซูเหยารีบลุกขึ้นจากเตียง แล้วก้าวตามองค์รักษ์ไปอย่างเงียบงัน เมื่อเดินผ่านหน้าจิ้นอ๋อง เสียงวางถ้วยชาใบเล็กกระทบโต๊ะก็ดังขึ้นทันที
ทั้งสองหยุดฝีเท้าลง
เสียงของจิ้นอ๋องตามมาในทันใด
“ทุกสามวัน…ข้าจะให้เขาไปรับเจ้ามาที่นี่…และอย่าได้คิดหนี หากเจ้ายังอยากมีลมหายใจอยู่”
ไป๋ซูเหยาสะดุ้งเงียบ ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า จิ้นอ๋องโบกมือเบา ๆ องค์รักษ์อี้เซ่อก็พานางก้าวออกจากห้องไปทันที
….
