ตอนที่6
ตอนที่6ขอหย่า
ณ ท้องพระโรง
กลิ่นหอมของสุราชั้นดีลอยละคลุ้งทั่วท้องพระโรง ท่ามกลางบรรยากาศรื่นเริงแห่งงานเลี้ยงเฉลิมฉลองชัยชนะ เหล่าบรรดาขุนนางน้อยใหญ่แต่งกายเต็มยศ ต่างมากล่าวแสดงความยินดีกับแม่ทัพหนุ่มเว่ยหยางที่ได้รับชัยชนะกลับมา
ฮ่องเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์ด้วยสีพระพักตร์ยิ้มแย้ม ยกจอกสุราขึ้นจิบอย่างอารมณ์ดี แล้วหันพระพักตร์มาทางแม่ทัพเว่ยหยาง
“แม่ทัพเว่ย”
พระสุรเสียงหนักแน่น แววตาเต็มไปด้วยความยินดี
“ครั้งนี้เจ้านำไพร่พลกลับมาพร้อมชัยชนะ ปรารถนาสิ่งใด จงเอ่ยมาเถิด ข้าจะประทานเป็นรางวัลให้แก่เจ้า”
เว่ยหยางเมื่อได้ฟังคำตรัสของฮ่องเต้แล้วก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง ก้าวเท้าเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ คุกเข่าลงยกมือขึ้นประสานแน่นเหนืออกอย่างเคารพ เอ่ยเสียงแจ่มชัด
“ฝ่าบาท…กระหม่อมเว่ยหยาง ขอประทานพระเมตตา แก่สตรีผู้หนึ่งซึ่งมีบุญคุณช่วยชีวิตกระหม่อมเอาไว้ นางชื่อหลันอวี้ เป็นหญิงกำพร้าไร้ญาติขาดมิตรไร้ที่พึ่ง กระหม่อมขอพระราชทานนางเป็นอนุ เพื่อให้นางมีที่พึ่งพิง และจะได้ทดแทนคุณนางอย่างสมเกียรติพ่ะย่ะค่ะ”
ภายในท้องพระโรงคล้ายจะเงียบงันไปชัวขณะ ฮ่องเต้ทรงนิ่งไปชัวอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“อืม”
พระเนตรทรงหันไปยังไป๋ซูเหยาซึ่งนั่งอยู่เยื้องทางฝั่งฝ่ายในแล้วตรัสขึ้น
“ซูเหยา …เจ้าคิดเห็นเช่นไร”
ไป๋ซูเหยาได้ฟังพระดำรัสพลันลุกขึ้นอย่างสำรวม ก้าวเท้าเบา ๆ ไปคุกเข่าเบื้องหน้าฮ่องเต้ ประสานมือก้มศีรษะ เอ่ยเสียงแผ่วแต่ชัดเจน
“หม่อมฉัน…เป็นสตรีขี้หึงเจ้าค่ะ ไม่อาจทนเห็นบุรุษของตนมีหญิงอื่นได้ แต่หากฝ่าบาททรงโปรดประทานหย่าให้หม่อมฉัน แล้วให้เขาได้แทนคุณสตรีนางนั้นอย่างสมเกียรติ หม่อมฉันยินดีเพคะ”
ยังไม่ทันที่เสียงจะจางหาย ฮ่องเต้พลันตวาดเสียงดัง
“เหลวไหล!!”
เสียงสะท้อนก้องทั่วตำหนัก พระพักตร์ที่เคยเปื้อนรอยยิ้มพลันเคร่งขรึม
“เจ้าคิดว่าจะแต่งก็แต่ง จะหย่าก็หย่าได้ดังใจหรือ งานสมรสของพวกเจ้าเป็นข้าที่ประทานให้ อยากให้คนอื่นหัวเราะเยาะข้าหรือไร”
ไป๋ซูเหยาหน้าถอดสี ก้มหน้าลงแทบแนบพื้นประสานมือแน่น
“ขอประทานอภัยเพคะ”
ฮ่องเต้หันพระเนตรไปทางเว่ยหยาง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“พวกเจ้าทั้งสอง กลับไปคิดให้ดีอีกครั้ง ค่อยมาเข้าเฝ้าข้าอีกครา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เพคะ”
สองสามีภรรยาก้มศีรษะถวายพระพร แล้วถอยหลังกลับไปนั่ง ณ ที่เดิม
เมื่องานเลี้ยงล่วงเลยมาถึงยามเย็น สายลมเย็นพัดโชยเบา ๆ กลิ่นหอมของดอกเหมยที่บานสะพรั่งค่อย ๆ ล่วงหล่นสู่พื้นดิน
ไป๋ซูเหยาเดินเคียงข้างพระสนมกุ้ยเฟยซูเยี่ยน สูดอากาศบริสุทธิ์ในสวนดอกเหมย ทอดมองทิวทัศน์อันงดงามในสวนอย่างอารมณ์ดี
“เหยาเอ๋อร์”
พระนางหันมาสบตาไป๋ซูเหยาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เหตุใดเจ้าจึงเอ่ยเรื่องหย่าขาดกับแม่ทัพเว่ย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เจ้ารักเขามากมิใช่หรือ”
กุ้ยเฟยหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู
“บุรุษน่ะมีภรรยาหลายคนเป็นเรื่องปกติ”
“หม่อมฉันเข้าใจดีเพคะ…เพียงแต่อยากใช้ชีวิตอิสระเพคะ…ได้ท่องเที่ยวไปทั่วคงจะสนุกดี…”
กุ้ยเฟยหัวเราะเบา ๆ กับความคิดของหลานสาวรู้สึกว่านางเริ่มเปลี่ยนไปมากเลยทีเดียว
“ใกล้ค่ำแล้ว เจ้ากลับไปเถิด ไม่ต้องตามไปส่งข้าหรอก”
“เพคะ”
ไป๋ซูเหยาย่อถวายพระพรอย่างนอบน้อม พร้อมกับทอดสายตามอง พระสนมกุ้ยเฟยที่กำลังก้าวไกลออกไป นางถอนหายใจเฮือกอย่างล่งอก ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับ
เส้นทางใต้แสงอาทิตย์อ่อนเจือด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ในสวนหลวง ขณะที่นางเดินผ่านแนวพุ่มไม้ นางเหลือบเห็นนกน้อยแปลกประหลาดตัวหนึ่ง สีขนสีแดงสด แสมกับสีฟ้าอ่อน ช่างดูแปลกตายิ่งนัก นกน้อยบินเตาะแตะไปทางหินก้อนใหญ่ที่วางประดับในสวน นางหัวเราะเบา ๆ แล้วรีบก้าวตามไปอย่างลืมตัว
“เจ้าตัวน้อย…รอข้าหน่อย…”
นกน้อยโผไปตามทางลับเร้น ลัดเลาะเข้าแนวพงรก ผ่านรั้วไม้เก่าที่ไม่มีผู้ใดใช้งานมานาน
ในที่สุดนางก็หยุดยืนอยู่ ณ ลานเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง รอบด้านเงียบสงัด เมื่อมองไปรอบ ๆ ตัวที่ว่างเปล่าจึงพบว่าตนเองนั้นคงจะหลงทางเสียแล้ว
ยังไม่ทันได้ก้าวถอยหลัง พื้นไม้ใต้เท้ากลับยวบลงดัง กร๊อบ! ราวกับกำลังเหยียบกลไกบางอย่างอยู่ พลันบานประตูลับด้านล่างเปิดออกโดยไม่ทันตั้งตัว ร่างของนางร่วงลงไปทันที
“อ๊าย!”
เสียงกรีดร้องดังพร้อมร่างบางที่หล่นไปกองกับพื้นแข็งเย็นเบื้องล่าง
“โอ๊ย…เจ็บจัง…”
ไป๋ซูเหยาโอดครวญเบา ๆ ขณะเงยหน้าขึ้นมองรอบกาย พบเพียงแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันสองข้างผนัง ที่ส่องสว่างในทางเดินแคบและยาว
นางค่อย ๆ ลุกขึ้นพลางปัดฝุ่นตามชุด ขณะกวาดสายตามองไปสองฟาก หัวใจเริ่มเต้นแรงด้วยความหวาดระแวงคนสังสัย
“…นี่มันที่ใดกัน…”
นางกัดริมฝีปากเล็กน้อยอย่างลังเล ก่อนจะก้าวเท้าเบา ๆ ไปตามทางลับไป
ไม่นานนัก ไป๋ซูเหยาก็แลเห็นแสงริบหรี่อยู่เบื้องหน้า นางรีบย่างเท้าตามออกไปด้วยความยินดี ครั้นเดินพ้นทางแคบออกมาก็พบว่า เบื้องหน้าเป็นป่าเขตนอกเมืองหลวงเต็มไปต้นไม้น้อยใหญ่…
นางก้าวออกไปตามทางที่ยังเหลือร่องรอยอยู่เล็กน้อย แต่ยังไม่ทันได้ไปไกล ภาพเบื้องหน้าทำให้นางต้องหยุดฝีเท้าลงทันที
ใต้เงาไม้ ชายผู้หนึ่งยืนตะหง่านในอาภรณ์สีดำเรียบ มือถือกระบี่เปื้อนโลหิต กำลังฟาดปลายคมกระบี่ลงยังคอของชายฉกรรจ์สองนายที่สวมชุดพ่อค้า ร่างทั้งสองทรุดฮวบลงกับพื้นนอนจมกองเลือดอย่างอนาถ
ยังมิทันที่นางจะหันหลังหนี ก็ปรากฏร่างชายในชุดองค์รักษ์อีกผู้หนึ่ง ย่างก้าวเจ้ามาหาชายชุดดำนั้นด้วยท่าทางร้อนรน เขาหยุดยืนเบื้องหน้าชายชุดดำยกมือประสานโค้งลงอย่างนอบน้อม เปล่งเสียงเรียบ
“ท่านอ๋อง”
ไป๋ซูเหยารู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง นางค่อย ๆ ถอยหลังหมายจะหลีกหนีโดยไร้เสียง ทว่าโชคชะตากลับไม่เข้าข้าง…
กึก!
เท้านางเผลอเหยียบเข้ากับกิ่งไม้แห้ง เสียงนั้นดังขึ้นในความเงียบ ทั้งสองหันขวับไปตามต้นเสียงทันใด
องค์รักษ์หนุ่มพุ่งตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ร่างสูงใหญ่ยืนขวางเบื้องหน้านาง ปลายกระบี่แวววาวจ่อเข้าหาอย่างไร้ปรานี น้ำเสียงเข้มเอ่ยหนักแน่น
“หยุด!”
ไป๋ซูเหยาใจหายวาบ สองมือสั่นระริก เงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะค่อย ๆ ยกมือขึ้น ปลายนิ้วเรียวงามแตะปลายคมกระบี่ผลักออกจากตนอย่างเบา ๆ นางยิ้มแห้ง ยื่นคำวิงวอนเสียงสั่น
“พี่ชาย…ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น…ปล่อยข้าไปเถิด…”
องค์รักษ์นิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับไปยังชายในชุดดำที่ยืนอยู่ใต้เงาไม้ ใบหน้าเขามิได้หันมาสนใจแม้แต่น้อย องค์รักษ์เปล่งเสียงเรียบนิ่ง
“ท่านอ๋อง…”
เสียงตอบรับดังขึ้นเฉียบขาดเยียบเย็น ไร้แววเมตตา
“ฆ่านางเสีย…”
