บท
ตั้งค่า

บทที่ ๘ หลิวเหมยอิง แม่ดอกบัวขาวผู้เจ้าเล่ห์

ในตอนเช้าของฤดูใบไม้ผลิ บรรยากาศในเรือนของตระกูลจางเต็มไปด้วยความสดชื่น ขมิ้นในร่างของจางซูอี้นั่งจิบชาที่ระเบียงเรือนหลังใหญ่ สายลมพัดเอื่อยพาให้กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยมาแตะจมูก แต่ความสงบนี้ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกสบายใจนัก เพราะนางได้รับสารจากหลิวเหมยอิงเมื่อเช้า แต่มันก็แค่นั้นมาเถอะจะเรื่องอะไร ‘ขมิ้นคนนี่นิแหละ อิหวดให้แม่นางดอกบัวขาวหน้าแหกเอง หม้ายโร้วันไหนแหละ’

‘คุณหนูจางซูอี้ ข้าอยากเชิญเจ้ามาร่วมชมดอกไม้ในสวนของข้าในวันพรุ่ง ข้ามั่นใจว่าเจ้าจะต้องชื่นชอบ’

จางซูอี้อ่านจดหมายฉบับนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางก็สามารถรับรู้ได้ทันทีเลยว่า... เบื้องหลังถ้อยคำสุภาพเหล่านี้เต็มไปด้วยเจตนาแอบแฝง หลิวเหมยอิงอาจคิดว่านางเป็นจางซูอี้คนเดิมที่ไร้ความคิดและตกเป็นเครื่องมือของนางได้ง่าย แต่หลิวเหมยอิงคงไม่รู้ว่า “จางซูอี้” คนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

“ในเมื่อเจ้าหวังจะเล่นเกม ข้าก็พร้อมจะเล่นด้วย” นางคิดในใจอย่างครุ่นคิด ‘หวังว่าการไปตามคำเชิญในครั้งนี้มันจะทำให้ข้าสนุกขึ้นนะ หลิวเหมยอิง’ “ชักอยากจะให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็ว ๆ เสียแล้วสิ”

“พรุ่งนี้มีอะไรอย่างนั้นหรือ? อี้เอ๋อร์”

“พี่ใหญ่ ท่านกลับมาแล้ว” จางซูอี้ยิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นใคร ที่โผล่ออกมาจากทางด้านหลังของนาง

“ใช่! พี่เอง”

“ท่านมาถึงตั้งแต่เมื่อใดกัน ทำไมน้องถึงไม่รู้เรื่องเลยเจ้าคะ”

“พี่สั่งมิให้พวกบ่าวมาแจ้งข่าวเองแหละ”

“โถ่! พี่ใหญ่ หายไปก็ตั้งนาน กลับมาทีนึงก็ยังใจดำแกล้งน้องสาวผู้งดงามคนนี้ได้ลงคออีก เชอะ!” จางซูอี้กระเง้ากระงอดพี่ชายเล็กน้อย

“เจ้ายังไม่บอกพี่เลยนะอี้เอ๋อร์ ว่าพรุ่งนี้จะไปไหน”

“ก็มิมีอันใดมากหรอกเจ้าค่ะพี่ใหญ่ พอดีว่าแม่ดอกบัวขาวบางคนขยันส่งเทียบเชิญมาให้อยู่บ่อย ๆ คราวก่อนก็งานเลี้ยงน้ำชา วันพรุ่งก็ชวนไปชมสวนใหม่” ร่างระหงบอกเล่าอย่างเอื่อยเฉื่อย ไร้ซึ่งท่าทีของความหงุดหงิด

“เจ้าพูดมาเช่นนี้ พี่เกรงว่าคงมีแค่สตรีนางนั้นผู้เดียวกระมัง”

“พี่ใหญ่ช่างฉลาดหลักแหลมนัก” จางซูอี้ลุกขึ้นตบมือฉาดอย่างถูกอกถูกใจ ทำเอาจางหวังหย่งสะดุ้งตกใจด้วยความที่นั่งอยู่เพลิน ๆ ใครจะคาดคิดว่านางจะลุกขึ้นมาท่าทางอย่างนั้น

“พี่ว่าเจ้าอย่าไปเลย ดูก็รู้ว่านางมิได้หวังดีต่อเจ้าเลยสักครั้ง”

“พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วงไป ข้ามิโง่งมดั่งเช่นแต่ก่อนแล้วนะ”

“แต่พี่ก็ยังเป็นห่วงเจ้าอยู่ดี เอาอย่างนี้ดีหรือไม่? น้องก็ออกเดินทางไปค้าขายกับพี่ที่ต่างเมืองต่างแคว้น แล้วก็นะยังมี...”

ตายแล้วพี่ชายนางอะไรจะเป็นกังวลขนาดนั้นแต่ก็ภูมิใจอ่ะ ที่นางมีพี่ชายที่ทั้งหล่อ ดูดีและหวงห่วงน้องสาวอย่างจริงใจ ‘ข้าล่ะปลื้ม ๆ’ “พอ ๆ เจ้าค่ะพี่ใหญ่ ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น และข้าเอาตัวรอดได้ พี่ใหญ่เชื่อใจข้านะเจ้าคะ” จางซูอี้พูดเสียงอ่อน

“เฮ้อ... ก็ได้!”

“เย้! พี่ใหญ่ดีที่สุด” ด้วยความลืมตัวจางซูอี้เผลอกระโดดกอดพี่ชายจนอีกฝ่ายถึงกับเซไปด้านข้าง

“ระวังหน่อยอี้เอ๋อร์” จางหวังหย่งเอ่ยตำหนิน้องสาวไม่แรงนัก

“ขอโทษเจ้าค่ะ”

“หึหึหึ” มุมปากของจางหวังหย่งโค้งขึ้นเล็กน้อย

“ว่าแต่ครานี้ พี่ใหญ่จะอยู่กี่วันหรือเจ้าคะ”

“ครั้งนี้เกรงว่าเจ้าคงต้องผิดหวังเสียแล้ว อีกหนึ่งชั่วยามพี่ก็ต้องรีบออกเดินทางแล้ว เจ้าอยู่ทางนี้ก็ดูแลตัวเองดี ๆ เล่า”

“ข้าเปล่าดื้อเสียหน่อย” นางบึนปากใส่พี่ชาย

“น้อยไปสิไม่ว่า”

“ฮ่าฮ่าฮ่า นิดหน่อยเอง”

“เอาล่ะ! พี่ไม่อยู่รบกวนเจ้าแล้ว ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ต้องเดินทางไปตระกูลหลิว ไปพักผ่อนเถิด”

“เจ้าค่ะ พี่ใหญ่เองก็อย่าลืมพักผ่อนสักนิดนะเจ้าคะ”

“อืม”

“อ้อ! ที่สำคัญกลับมาครั้งหน้าอย่าลืมเอาพี่สะใภ้มาฝากท่านพ่อท่านแม่ด้วยนะ” พูดจบนางก็ชิ่งหนีกลับเรือนทิ้งพี่ชายไว้ทันที พร้อมกับเสียงทุ้มตะโกนไล่หลังมาติด ๆ

“เจ้าเด็กแก่แดด”

วันรุ่งขึ้น

จางซูอี้เดินทางไปยังจวนของตระกูลหลิวตามคำเชิญ สวนของหลิวเหมยอิงงดงามเกินบรรยาย ต้นไม้ถูกจัดวางอย่างประณีต มีศาลาหลังเล็กตั้งอยู่กลางน้ำ สะท้อนให้เห็นถึงความงามท่ามกลางทิวทัศน์ บ่งบอกรสนิยมอันประณีตของเจ้าของบ้านได้ดี ‘ตระกูลหลิวนี่ ช่างหรูหราใช้จ่ายมือเติบกันเสียจริง นับถือ ๆ’

“คุณหนูจางซูอี้! ยินดีที่เจ้าให้เกียรติมาเยือน” หลิวเหมยอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยเมื่อจางซูอี้ก้าวเข้าสู่สวน

จางซูอี้ยิ้มบาง ๆ “ข้าคงไม่กล้าปฏิเสธคำเชิญจากเจ้าหรอกไหน ๆ ก็อุตส่าห์เชิญมาทั้งที จริงไหม?”

หลิวเหมยอิงพานางไปนั่งที่ศาลากลางน้ำ สาวใช้ยกชาร้อนและของว่างมาเสิร์ฟ ทั้งสองนั่งสนทนากันอย่างสุภาพในสายตาของคนภายนอก แต่ในความเป็นจริง บทสนทนานั้นเต็มไปด้วยคำพูดเหน็บแนม

“เจ้าดูเปลี่ยนไปมากนะ จางซูอี้” หลิวเหมยอิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มที่ดูเหมือนจริงใจ “ครั้งก่อนที่เราเจอกัน เจ้าดู…เอาแต่ใจอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เจ้าดูสงบเสงี่ยมขึ้นมาก”

จางซูอี้เหยียดยิ้มน้อย ๆ และจิบชาอย่างสง่างาม “ข้าก็เพิ่งตระหนักได้ว่าโลกนี้ยังมีเรื่องสำคัญอีกมาก ข้าจึงตั้งใจเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น”

หลิวเหมยอิงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “ดีแล้วล่ะ ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ทำอะไรที่…เสียภาพลักษณ์เหมือนที่ผ่านมาอีก”

คำพูดนั้นเหมือนคมมีดแทงใจ หากเป็นจางซูอี้คนเดิมคงโกรธจนหูอื้อลุกขึ้นโวยวาย แต่จางซูอี้ในตอนนี้กลับตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

จางซูอี้โน้มหน้าเข้าไปใกล้หูของอีกฝ่าย แล้วกระซิบ ๆ “ข้าเองก็หวังเช่นกันว่าเจ้าจะไม่มีวันถูกเปิดโปงในเรื่องที่เจ้าไม่อยากให้ใครรู้”

หลิวเหมยอิงตัวแข็งทันที นางยิ้มเจื่อน ทว่ายังคงรักษาใบหน้าใสซื่อได้ดีเยี่ยม “เจ้าหมายถึงอะไรหรือ?”

“ไม่มีอะไรหรอก” จางซูอี้ตอบด้วยรอยยิ้มที่ดูไร้เดียงสา “ข้าก็แค่พูดไปเรื่อยเท่านั้นเอง เจ้าอย่าได้ใส่ใจเลย” นางยกจอกชาขึ้นจิบเพื่อบดบังรอยยิ้มเย้ยหยัน

เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ หลิวเหมยอิงก็พาบรรดาคุณหนูทั้งหลาย รวมไปถึงจางซูอี้เดินชมดอกไม้ในสวน นางหยุดอยู่ตรงต้นดอกเหมยสีแดงสดและหันมามองจาซูอี้ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“ข้าจัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ในวันนี้ มีแขกคนสำคัญมาด้วย หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าต้องขายหน้านะ” พลางเหลือตามองไปทางจางซูอี้อย่างมีเลิศนัยน์

จางซูอี้ยิ้มรับ แต่ในใจนางย่อมรู้ดีว่าเหมยอิงกำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่ นางคงพยายามจะทำให้ข้าดูแย่ต่อหน้าคนอื่นเหมือนที่ผ่านมา

และแขกคนสำคัญที่หลิวเหมยอิงพูดถึงก็คือ “หลิวเจี้ยนหลิน”

จางซูอี้ไม่แปลกใจเลยที่หลิวเหมยอิงพยายามใช้โอกาสนี้เพื่อแสดงตนเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ และทำให้นางกลายเป็นตัวตลกในสายตาของหานเจี้ยนหลินเพื่อตัดกำลังคู่แข่ง

เมื่อเข้าสู่เรือนรับรอง ร่างบางระหงเห็นหานเจี้ยนหลินนั่งอยู่ที่โต๊ะใหญ่ เขายังคงมีท่าทีสุขุมและเย็นชาเหมือนเดิม สายตาของเขาจับจ้องไปยังชาในจอกเบื้องหน้าโดยไม่ได้สนใจผู้ใด ทั้งยังเมินทุกสายตาที่จับจ้องอย่างไม่สุภาพ

“คุณชายหาน” หลิวเหมยอิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “วันนี้ข้าเชิญคุณหนูจางซูอี้มาร่วมงานด้วย ข้าอยากให้ท่านได้เห็นว่าเราทั้งสองเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”

จางซูอี้กลั้นหัวเราะในใจ ‘เพื่อนที่ดีต่อกัน? หากเป็นเช่นนั้นจริง โลกนี้คงไม่มีความอิจฉาริษยาอีกต่อไป’

“น่ายินดี” หานเจี้ยนหลินตอบสั้น ๆ แต่ไม่ได้หันมามองจางซูอี้แม้แต่นิดเดียว ทำเอาร่างบางถึงกับจุกในอก

งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งหลิวเหมยอิงเริ่มเล่นบทบาท “แม่ดอกบัวขาว” อย่างเต็มที่ นางเดินเข้าไปหาจางซูอี้พร้อมกับยกน้ำชาติดมือไปด้วย

“จางซูอี้ ข้าขอโทษที่เคยตำหนิเจ้าเมื่อก่อนนี้ ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่โกรธข้าอีก”

จางซูอี้มองสตรีตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสงบก่อนจะตอบกลับ “ข้าจำไม่ได้ว่าข้าจะเคยโกรธเจ้า หรือเจ้าจะเคยตำหนิข้า”

หลิวเหมยอิงหน้าเปลี่ยนสีไปทันที นางคาดหวังให้จางซูอี้ระเบิดอารมณ์ออกมาเหมือนที่เคยทำในอดีต แต่นี่กลับผิดคาด นางไม่แม้แต่จะโวยวายอะไรเลย ผิดปกติมาก ๆ

“เจ้านี่ช่างใจกว้างจริง ๆ ข้าชื่นชมเจ้า” หลิวเหมยอิงพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

“ข้าแค่ไม่อยากเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องน่ะ เพราะมันเสียเวลาชีวิตข้า!” ขมิ้นตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่คำพูดนั้นกลับทำให้หลิวเหมยอิงหน้าเสีย

ในช่วงท้ายของงาน ร่างเพรียวระหงกำลังจะลุกขึ้นกลับ แต่ก่อนที่นางจะเดินออกจากห้อง หานเจี้ยนหลินกลับเอ่ยขึ้นเสียก่อน

“คุณหนูจางซูอี้”

จางซูอี้หันกลับมามองเขา “มีอะไรหรือเจ้าคะ?” ดูเหมือนเหตุการณ์นี้เหมือนจะเคยขึ้นมาแล้วนะ หากนางจำไม่ผิด หึหึหึ

“เจ้าดูเปลี่ยนไปจริง ๆ”

คำพูดของเขาสั้น ๆ แต่กลับทำให้หลิวเหมยอิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตัวแข็งทื่อ นางยิ้มไม่ออกในทันที เพราะแม้แต่หานเจี้ยนหลินที่ปกติไม่ใส่ใจผู้ใด ยังเริ่มสนใจในตัวจางซูอี้

ร่างระหงยิ้มบาง ๆ “บางครั้งการเปลี่ยนแปลงก็ดีสำหรับทุกคน ท่านว่ามิใช่หรือ?”

หานเจี้ยนหลินพยักหน้าก่อนที่จางซูอี้จะเดินออกไป ทิ้งหลิวเหมยอิงไว้กับความรู้สึกที่นางไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป

“หึ ข้าไม่ใช่จางซูอี้คนเก่าหรอกนะ และเจ้าจะไม่มีวันเอาชนะข้าได้อีก” จางซูอี้คิดในใจขณะเดินกลับจวนของตระกูลจาง พร้อมกับแผนการในใจที่เริ่มจะชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel