บทที่ ๗ ว่าที่คู่หมั้นผู้เย็นชา
จางซูอี้สูดหายใจเข้าลึก ในขณะที่นางก้าวเข้าสู่เรือนของตระกูลหาน สถานที่แห่งนี้งดงามและโอ่อ่า ประกายแสงจากโคมไฟในสวนที่เรียงรายอย่างประณีตทำให้นางรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโลกของนิยายโบราณที่เต็มไปด้วยความน่าหลงใหล หากแต่นางรู้ดีว่าเบื้องหลังความงดงามนี้ มีบางอย่างซ่อนอยู่ ชายผู้เป็นว่าที่คู่หมั้นของเธอ “หานเจี้ยนหลิน” รออยู่ด้านใน
“คุณหนูจางซูอี้ เชิญเจ้าค่ะ” บ่าวรับใช้คนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
ร่างบางระหงพยักหน้าอย่างสง่างาม แม้ในใจจะเต้นรัว นางพยายามควบคุมท่าทีของตนไม่ให้แสดงออกถึงความประหม่า ขณะที่เดินเข้าไปในห้องรับรอง ด้านในนั้นมีบุรุษผู้เป็นจุดสนใจของทุกสายตายืนอยู่
‘หานเจี้ยนหลิน’
เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดคลุมยาวสีเข้มที่ดูเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความสง่างาม ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจับจ้องมายังนางเพียงครู่ ก่อนจะเบือนสายตากลับไปยังจอกชาที่วางอยู่ตรงหน้า ท่าทางของเขาดูเย็นชา สุขุม และห่างเหินจนแทบจะเหมือนมีกำแพงน้ำแข็งกั้นไว้
นี่สินะ…พระเอกของเรื่องนี้ จางซูอี้คิดในใจ แต่นางไม่ปฏิเสธว่าหานเจี้ยนหลินดูดีเกินกว่าจะเป็นเพียงตัวละครในนิยาย แต่ในสายตาของเขา มีความเย็นเยียบที่ทำให้นางรู้ว่าชายคนนี้ไม่ใช่คนที่จะเข้าหาได้ง่าย ๆ ความเย็นชาที่เขาแสดงออกมาชวนให้ผู้อื่นหลีกหนีและไม่กล้าเข้าใกล้
“คุณชายหาน” ร่างระหงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ นางพยายามเก็บซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ขณะค้อมศีรษะเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพ นิ่งไว้ ๆ อย่าได้ล่กเป็นอันขาด ถึงเขาจะหล่อบาดจิตบาดใจสักแค่ไหนก็ห้ามเด็ดขาด...
หานเจี้ยนหลินเงยหน้าขึ้นมามองนางอีกครั้ง “คุณหนูจาง” เขาเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบไม่มีความรู้สึกพิเศษใด ๆ ทั้งยังมีสีหน้าเรียบเฉยจนนางเองคาดเดาไม่ถูก
จางซูอี้ฝืนยิ้มเล็กน้อย นางพยายามไม่ให้คำพูดนั้นมาบั่นทอนกำลังใจ ‘เอาว่ะ! เป็นไงเป็นกัน สู้ ๆ อีขมิ้นเอ้ย! อย่าให้เสียชื่อเจ้าของฉายา ด่าไฟลุก’ นางจึงฮึดเรียกกำลังใจให้ตนเองอีกรอบ “ข้าขออภัยที่รบกวนท่านในวันนี้ แต่ข้าคิดว่าคงถึงเวลาที่เราควรจะทำความรู้จักกันมากขึ้น”
หานเจี้ยนหลินเลิกคิ้วเล็กน้อย เขามองนางด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก นางต้องการอะไร? จะมาไม้ไหนอีก “ทำความรู้จัก? เรารู้จักกันมานานแล้วมิใช่หรือ?”
จางซูอี้สะอึกไปเล็กน้อย เขาหมายถึงจางซูอี้คนเก่าสินะ แต่ตอนนี้นางในตอนนี้ไม่ใช่จางซูอี้คนนั้นอีกแล้ว ร่างบางจึงตัดสินใจตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจ
“บางที…ท่านอาจไม่เคยรู้จักข้าจริง ๆ ก็ได้” นางยกยิ้มบาง ๆ ด้วยท่าทีนิ่งสงบ
คำพูดของนางทำให้หานเจี้ยนหลินนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “ก็น่าฟังดี เช่นนั้นข้าเองจะรอดู”
หลังจากการพบกันในครั้งนั้น จางซูอี้เริ่มต้นแผนการของนาง ร่างบางตั้งใจจะทำให้หานเจี้ยนหลินเห็นว่านางไม่ใช่จางซูอี้คนเดิมที่เคยเอาแต่ใจ โวยวาย และไร้เหตุผล
สิ่งแรกที่นางจะทำคือปรับปรุงตัวเองในด้านมารยาท และความสามารถ จางซูอี้ในอดีตมักถูกล้อเลียนว่าเป็นเพียงคุณหนูผู้ไร้สมอง นางจึงเริ่มศึกษาตำราเกี่ยวกับวัฒนธรรม การปกครอง และการดูแลบ้านเรือน แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นางรู้ว่าหากต้องการได้รับความยอมรับจากหานเจี้ยนหลิน นางต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนตัวเอง ‘รอก่อนเถอะ หานเจี้ยนหลิน สักวันท่านจะต้องหันมามองข้าใหม่อีกครั้ง’
“อี้เอ๋อร์ ไยเจ้าถึงได้นั่งเหม่อเช่นนั้นเล่า!”
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านแม่ ลูกแค่คิดอะไรเพลินไปหน่อย” ร่างบางกล่าวยิ้ม ๆ
“งั้นก็แล้วไป แม่ก็ห่วงว่าเจ้าจะเหนื่อยเกินไปหรือไม่? ช่วงนี้” ดีมันก็ดีอยู่หรอกที่บุตรสาวลุกขึ้นมาปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ทว่าหากหักโหมจนเกินไปแล้วส่งผลเสียต่อสุขภาพ และหากว่ามันเป็นการฝืนใจจนเกินไปนางก็มิอยากให้บุตรสาวทำมันเลย
คล้ายจางซูอี้จะรับรู้ความกังวลเป็นห่วงของมารดาได้ จึงพูดออกไปเพียงเล็กน้อย “ท่านแม่ ท่านแม่มิต้องห่วงไป ทุกสิ่งอย่างที่ลูกทำในตอนนี้ มันมิได้ฝืนใจหรือจำใจทำมันเลยสักนิด ลูกล้วนเต็มใจทำมันเจ้าค่ะ”
“ได้ยินแบบนี้แม่ค่อยวางใจหน่อย”
สองสัปดาห์หลังจากนั้น ตระกูลหานจัดงานเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของบุตรชายในการได้รับตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก จางซูอี้ได้รับคำเชิญในฐานะว่าที่คู่หมั้นของหานเจี้ยนหลิน พร้อมกับครอบครัวด้วย
เมื่อถึงวันงาน จางซูอี้แต่งกายด้วยชุดสีอ่อนที่เน้นความเรียบหรูแต่สง่างาม นางตั้งใจไม่แต่งตัวให้ดูฉูดฉาดเกินไป เพราะนางต้องการแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเธอเปลี่ยนไปแล้ว รวมไปถึงการแต่งหน้าก็เช่นกัน
เมื่อจางซูอี้ก้าวเข้าสู่ภายในงาน สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่นางเพียงคนเดียว เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบตัว ทว่าร่างบางไม่ได้ให้ความสนใจ ยังคงเดินเข้าไปด้านในด้วยความสงบนิ่ง
“นั่นคุณหนูจางหรือ?”
“นางดูแปลกตาไป ไม่ค่อยจะเหมือนสักเท่าไหร่นะ”
“แต่ข้าคิดว่า... นางคงยังเอาแต่ใจเหมือนเดิม คนเช่นนางไม่มีวันที่จะเป็นได้หรอก” น้ำเสียงดูแคลนดังขึ้นเล็กน้อย
ทว่าจางซูอี้แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น นางก้าวเดินอย่างมั่นใจไปยังกลุ่มคนที่ล้อมรอบหานเจี้ยนหลิน
“คุณชายหาน สวัสดีเจ้าค่ะ” นางเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพ อย่างมีมารยาท
หานเจี้ยนหลินหันมามองนาง สายตาของเขาดูเหมือนจะประหลาดใจเล็กน้อย แต่มันก็เพียงแค่ชั่วครู่ก่อนที่เขาจะกลับมาเคร่งขรึมเช่นเดิ, “คุณหนูจางซูอี้” เขาตอบกลับ “นานแล้วที่ไม่ได้พบเจ้า”
“ใช่เจ้าค่ะ” จางซูอี้ยิ้มบาง ๆ “และข้าหวังว่าครั้งนี้ท่านจะมองข้าในแง่มุมที่ต่างไปจากเดิม” นางเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะอย่างไม่คิดมาก
คำพูดและท่าทีของนางทำให้หานเจี้ยนหลินนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “อืม”
ภายในนงานเลี้ยงนั้นเองร่างบางระหงพบกับ “หลิวเหมยอิง” เพื่อนสนิทของจางซูอี้ในอดีต ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยชักจูงจางซูอี้ให้ตกลงไปในหลุมพรางที่สร้างขึ้น และให้ทำเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ จนดูไม่ดีในสายผู้อื่น
“ซูอี้ เจ้าดูเปลี่ยนไปมากเลยนะ” หลิวเหมยอิงพูดพร้อมรอยยิ้มที่ดูเหมือนเป็นมิตร แต่ภายในใจนั้นกลับเต็มไปด้วยความริษยา
จางซูอี้รู้ทันทีว่าหลิวเหมยอิงไม่ได้มีความจริงใจใด ๆ นางยิ้มตอบอย่างระมัดระวัง “ข้าคิดว่าในชีวิตเราทุกคนควรมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง”
“งั้นหรือ?” หลิวเหมยอิงยิ้มเยาะอย่างคนเหนือกว่า “แต่ข้าคิดว่าไม่ว่าเจ้าจะพยายามแค่ไหน เจ้าก็คงไม่สามารถดึงดูดความสนใจของคุณชายหานได้อยู่ดี”
คำพูดนั้นแทงใจดำนางอยู่บ้าง แต่แทนที่จะตอบโต้ด้วยความโกรธเหมือนจางซูอี้ในอดีต นางกลับหัวเราะเบา ๆ “บางทีเจ้าอาจพูดถูก แต่ข้าก็จะพยายามต่อไป”
คำตอบของนางทำให้หลิวเหมยอิงนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มเหมือนเดิม แต่แล้วใบหน้าของหลิวเหมยอิงกลับมาบิดเบี้ยว เมื่อจางซูอี้พูดออกมาประโยคหนึ่ง
“อ้อ! คุณหนูหลิว โปรดเรียกข้าว่า... คุณหนูจาง ไม่ใช่จางซูอี้ หากจำไม่ผิดงานเลี้ยงน้ำชาคราวก่อนข้าก็ได้พูดออกไปชัดเจนแล้วนะ เอ๊ะ! หรือว่า สมองเจ้าไม่ค่อยดีกันถึงชอบหลงลืมนัก” พูดจบจางซูอี้ก็เดินออกจากงานเลี้ยงตระกูลหานกลับจวนทันที โดยไม่ลืมส่งคนไปแจ้งบิดา มารดาว่านางขอตัวกลับไปก่อนเนื่องจากรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวนัก
หลังกลับถึงจวนร่างบางก็เดินปรี่ตรงกลับไปยังเรือนตนเองทันที พร้อมกับหลุดเสียงหัวเราะดัง ๆ ออกมาครู่หนึ่ง จนบ่าวไพร่ที่อยูรอบ ๆ ต่างหันมองหน้ากันด้วยความงุนงง
“คุณหนูไปเจอเรื่องถูกใจอะไรมาอีกละนั่น”
“แต่ช่วงนี้คุณหนูดูอารมณ์ดีทุกวันนะ ทั้งยิ้มแย้มไม่ถือตัวเหมือนแต่ก่อน”
“ไม่โมโหร้ายด้วย”
“ใช่ ๆ” เหล่าบ่าวไพร่ต่างพร้อมใจกันพยักหน้าระรัว
จวนตระกูลหาน
หลายวันผ่านไปหลังจากงานเลี้ยงหานเจี้ยนหลินเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวของจางซูอี้มากขึ้น แม้ว่าเขาจะยังคงเย็นชาและไม่แสดงความสนใจใด ๆ แต่ในบางครั้งเขาก็อดไม่ได้ที่จะมองนางด้วยความสงสัย
วันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองเดินสวนกันในสวนของจวนตระกูลจาง จางซูอี้กำลังนั่งอ่านตำราเล่มหนึ่งอยู่ใต้ต้นเหมย หานเจี้ยนหลินหยุดมองนางชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เจ้ากำลังอ่านอะไรอยู่?”
จางซูอี้เงยหน้าขึ้นและยิ้ม “ตำราว่าด้วยการจัดการบ้านเรือน ข้าคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์หากข้าต้องรับหน้าที่ในอนาคต”
หานเจี้ยนหลินเขามองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย “เจ้าเปลี่ยนไปจริง ๆ”
คำพูดนั้นทำให้ร่างระหงยิ้มกว้างขึ้น “ข้าบอกแล้วไง ว่าข้าไม่ใช่จางซูอี้คนเดิม”
“ว่าแต่ท่านมาทำไมที่จวนข้าหรือ? หรือว่ามีกิจธุระกับท่านพ่อ”
“ใช่ ข้ามาหาบิดาเจ้า”
“อ้อ! เช่นนั้นเชิญตามสบายเจ้าค่ะ” พูดจบนางก็เดินหลบออกไปที่อื่น โดยไม่เหลียวกลับมามองอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ที่เดิม
จางซูอี้ยังคงพยายามพิสูจน์ตัวเองอย่างต่อเนื่อง นางช่วยจัดการปัญหาในจวนของตระกูลจาง และเริ่มเป็นที่ยอมรับของคนในบ้านมากขึ้น ข่าวการเปลี่ยนแปลงของนางแพร่กระจายไปทั่ว จนกระทั่งแม้แต่หานเจี้ยนหลินก็เริ่มมองนางในแง่มุมใหม่
แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้มาพร้อมกับความง่ายดาย หลิวเหมยอิงพยายามขัดขวางนางในทุกทาง และหานเจี้ยนหลินเองก็ยังคงนิ่งเฉยไม่มีท่าทีอะไร ในบางครั้งดูคล้ายเขาเริ่มเห็นคุณค่าในตัวนาง แต่เขายังไม่เปิดใจ
จนวันหนึ่ง
จางซูอี้ได้รับการไหว้วานจากบิดาอีกครั้ง เพื่อนำจดหมายสำคัญไปมอบให้แก่เขา เมื่อหานเจี้ยนหลินได้รับข่าวร้ายเกี่ยวกับภัยคุกคามจากศัตรูของคนเป็นสหายจากท่านอาชิงเฉิง เขาแสดงอาการเครียดและกังวล แม้ว่าเขาจะพยายามซ่อนมันไว้ แต่จางซูอี้กลับมองเห็น
นางตัดสินใจนำชามาให้เขา พร้อมกับพูดว่า “บางครั้งการพักผ่อนก็สำคัญกว่าการพยายามแก้ปัญหาในทันที”
หานเจี้ยนหลินมองนางด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะรับชานั้นไป แล้วยกขึ้นดื่มเพียงเล็กน้อย “เจ้าช่างเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้จริง ๆ” เขากล่าว
“ข้าเพียงแค่อยากพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่าข้าเปลี่ยนไปแล้ว”
หานเจี้ยนหลินไม่ตอบ แต่ในแววตาของเขาเริ่มมีความอ่อนโยนที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
หรือนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้น ที่หัวใจของเขาจะเปิดรับนางทีละน้อย...