บทที่ ๙ เปลี่ยนตัวเองเป็นคุณหนูผู้สง่างาม
เช้าตรู่วันหนึ่ง จางซูอี้ยืนอยู่หน้ากระจกทองเหลืองในห้องนอน ดวงตาคู่สวยของนางจ้องมองเงาสะท้อนตรงหน้าพลางขบคิดบางสิ่ง สายตากวาดมองไปทั่วห้องจนสะดุดเข้ากับเสื้อผ้าสีแดงฉูดฉาด และเครื่องประดับที่ดูหนักอึ้ง บางชิ้นก็ดูเหมือนจะเกินวัยไปหน่อย
“พอมองดี ๆ แล้วตัวข้าเองก็งดงามไม่น้อย คงมีแต่บุรุษผู้นั้นแล้วละมั้งที่มองไม่เห็นความงามของนาง ช่างตาถั่วยิ่งนัก” ยิ่งคิดก็ยิ่งเหนื่อยใจกับบุรุษที่แสนจะเย็นชาคนนั้น กว่าจะพิชิตใจเขาได้เกรงว่านางคงต้องตายเสียก่อนแล้วกระมัง แต่พอมาคิดดูอีกทีจะทำแบบนั้นไม่ได้ อุตส่าห์เปลี่ยนเส้นทางของจางซูอี้แล้วจะยอมแพ้ไม่ได้
“เสี่ยวฉี”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
“เจ้ามาเอาเสื้อผ้าพวกนี้เก็บใส่หีบให้ข้าหน่อย เครื่องประดับพวกนั้นด้วย” จางซูอี้พูดพลางชีไม้ชี้มือไปยังของเหล่านั้น
“แล้วของพวกนี้คุณหนูจะให้ข้าเอาไปเก็บไว้ในห้องเก็บของของคุณหนูเลยไหมเจ้าคะ”
“ไม่ต้อง เจ้าเอาเสื้อผ้าพวกนี้ไปแจกให้สาวใช้คนอื่น ๆ ก็แล้วกัน ส่วนเครื่องประดับพวกนี้เจ้าแยกออกมาประเดี๋ยวข้าจะนำมันไปขายทิ้งเสีย”
“เอ่อ... มันจะดีหรือเจ้าคะ เสื้อผ้าคุณหนูแต่ละตัวมิใช่ราคาน้อย ๆ นะเจ้าคะ”
“เอาไปเถอะ ถือเสียว่าพวกเจ้าจะได้มีเสื้อผ้าไว้ใส่ในเทศกาลที่ใกล้จะถึงนี้”
เสี่ยวฉีได้ฟังที่คุณหนูพูดออกมาถึงกับน้ำตาคลอหน่วย คุณหนูที่แสนดีของบ่าว ใครกันมันช่างมีตาแต่หามีแววไม่! มาพูดว่าคุณหนูของนางเป็นสตรีร้ายกาจ ขี้โวยวาย ไร้สมองและโง่งมกัน ช่างปากเสียแท้ ๆ “ขอบคุณคุณหนูมากนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะเอาไปบอกเจ้าพวกนั้นเองว่า... เสื้อผ้าสวย ๆ งาม ๆ นี่เป็นคุณหนูที่ยกให้พวกเขา”
“ทำใจเจ้าเถอะเสี่ยวฉี” พูดจบบ่าวสาวคนสนิทก็หอบเสื้อผ้าทั้งหมดเดินออกไป
“หากต้องการให้ทุกคนมองข้าในแง่ใหม่ ข้าก็ต้องเปลี่ยนตัวเองตั้งแต่ภายนอกจนถึงภายในสินะ” นางกล่าวพึมพำกับตัวเอง
จางซูอี้เริ่มต้นวันด้วยการเลือกสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่ดูเรียบหรู นางลดการแต่งหน้าจัดจ้านเหลือเพียงปัดแก้มบางๆ และแต้มสีปากชมพูระเรื่อ เส้นผมสีดำขลับถูกรวบไว้เรียบร้อยด้วยปิ่นปักผมเงินลายดอกบ๊วยนางมองตัวเองในกระจกด้วยรอยยิ้มอย่างปลาบปลื้มใจ ‘ก็คนมันสวยอ่ะนะ’
เมื่อร่างเพรียวระหงเดินออกจากห้อง บ่าวรับใช้ในจวนต่างพากันตกตะลึงในความเปลี่ยนแปลงของนาง “คุณหนูจางซูอี้” ที่เคยดูฉูดฉาดและชอบเรียกร้องความสนใจ บัดนี้กลับสง่างามและสุขุมขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
“คุณหนู…วันนี้ท่านช่างงดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ” หนึ่งในบ่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชมอย่างจริงใจ
“ข้าก็แค่ลองเปลี่ยนการแต่งตัวใหม่ดูบ้างเท่านั้น ไม่เห็นจะแปลกอะไร” ขมิ้นตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่มีรอยยิ้มอบอุ่น
ข่าวการเปลี่ยนแปลงของจางซูอี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในหมู่คนรับใช้ ไม่ช้าก็ไปถึงหูของจางหวังหย่ง พี่ชายของนาง
“อี้เอ๋อร์?” จางหวังหย่งขมวดคิ้วขณะมองน้องสาวที่ยืนอยู่ในห้องโถงรับรอง นางเปลี่ยนไปจนเขาแทบไม่อยากเชื่อสายตา “เจ้าดู…งดงามขึ้นมาก พี่ต้องยอมรับเลยว่าพอเจ้าเปลี่ยนมาแต่งตัวเช่นนี้แล้ว มันช่างชวนมองจริง ๆ น้องสาวพี่มาได้ถูกทางแล้ว” ว่าแล้วก็ยกนิ้วให้น้องสาวอย่างปลื้มอกปลื้มใจ
“ข้าก็แค่ต้องการพิสูจน์ว่าข้าไม่ใช่สตรีไร้ค่าหรือโง่งมอีกต่อไป” จางซูอี้กล่าวด้วยความมุ่งมั่นนัยน์ตาเป็นประกาย
ในช่วงบ่ายของวัน
จางซูอี้ได้รับข่าวว่า หานเจี้ยนหลิน เดินทางมาเยือนจวนตระกูลจางเพื่อพูดคุยธุระบางอย่างกับจางหวังหย่งก่อนที่เขาจะออกเดินทาง
นางเตรียมตัวอย่างใจเย็นก่อนจะเดินออกไปรับรองเขาในห้องโถงใหญ่ ร่างบางระหงปรากฏตัวด้วยท่าทางที่สง่างาม ทุกย่างก้าวของนางดูมั่นคงและอ่อนช้อยจนทุกคนในห้องเงียบไปชั่วขณะ รวมทั้งหานเจี้ยนหลิน
เขามองนางด้วยสายตาเรียบเฉย แต่ลึกลงไปในนั้นมีแววประหลาดใจเล็กน้อย เพียงเวลาไม่นานนางก็สามารถเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้เลยหรือ?
“คุณหนูจางซูอี้” เขาเอ่ยเสียงต่ำและสุภาพ “ยินดีที่ได้พบเจ้าอีกครั้ง”
“ข้ายินดีที่ได้พบเช่นกันเจ้าค่ะ คุณชายหาน” นางกล่าวพลางค้อมศีรษะเล็กน้อย สายตาของนางเต็มไปด้วยความนอบน้อม แต่แฝงด้วยความมั่นใจ ไม่ขลาดเขลาหรือเอียงอาย
หานเจี้ยนหลินเฝ้ามองนางขณะนั่งลง ดวงตาของเขาเหมือนกำลังพิจารณาบางอย่าง
ระหว่างที่พี่ชายนางและคุณชายหานสนทนาเรื่องการค้า จางซูอี้ก็นั่งฟังอย่างเงียบ ๆ และสังเกตทุกคำพูดและการกระทำของเขา
เมื่อมีจังหวะหนึ่งที่การสนทนาเว้นว่าง หานเจี้ยนหลินหันมาทางร่างระหง “คุณหนูจางซูอี้ ดูเหมือนเจ้าเปลี่ยนไปไม่น้อยในช่วงที่ผ่านมา”
คำพูดของเขาทำให้จางหวังหย่งเงยหน้าขึ้นมองน้องสาวด้วยความสนใจ อะไรกันอย่าบอกนะว่าเจ้าเจี้ยนหลินเริ่มหันมาสนใจน้องสาวเขาแล้ว อะไรกันไหนบอกว่าไม่สนใจนางอย่างไรเล่า!
จางซูอี้ยิ้มบาง ๆ “ข้าคงต้องขอบคุณท่าน ที่ทำให้ข้าตระหนักถึงสิ่งที่ข้าควรเปลี่ยนแปลง”
หานเจี้ยนหลินเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า “หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็ยินดี”
“เดี๋ยวก่อนนะ พวกเจ้าไยถึงต้องเรียกชื่อเต็มกันเสียขนาดนั้นกัน แค่ซูอี้ เจี้ยนหลินแค่นี้มันมิได้หรือ? นี่เอามาทั้งแซ่ด้วย” เห็นแล้วมันช่างขัดใจเสียจริง อาหย่งคนนี้รับไม่ได้
“ก็เรียกอยู่เช่นนี้ตลอดนะพี่ใหญ่”
“เพิ่งมาเรียกน่ะสิไม่ว่า แต่ก่อนเจ้าพอเห็นอาเจี้ยนมาทีไร ก็พี่เจี้ยนหลินอย่างนั้น อย่างนี้อยู่ตลอด”
พอได้ฟังคำพูดพี่ชายแล้ว จางซูอี้ถึงกับหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอาย นี่พี่ชายเล่นนางเสียแล้ว จิ๊! “ก็นั่นมันแต่ก่อน ข้าเองก็ไม่รู้ความอย่างไรเล่า! พี่ใหญ่อย่ามาอะไรกับข้ามากเลย”
“หึหึหึ”
จางซูอี้หันขวับไปมองเขาตาขวางทันทีที่ได้ยินเสียงกลั้นขำของเขาดังเล็ดลอกออกมา กด็ดออกอออ “ท่านขำอะไรมิทราบ คุณชายหานเจี้ยนหลิน!”
“นี่ไง! พี่พูดไม่ทันขาดคำ”
“พี่ใหญ่!” หึ่ม! ข้าจะงอนท่านแล้วนะ
“ปล่อยนางไปเถอะอาหย่ง เรามาคุยเรื่องการค้าต่อดีกว่าอีกเดี๋ยวเจ้าก็ต้องเดินทางแล้ว จะเสียเวลามากกว่านี้ไม่ได้”
‘อ้าว! พูดพันนี้ทุบกันสักยกเอาเหอพี่บาว’ “ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าค่ะ” พูดจบร่างบางระหงก็ลุกขึ้นเดินกลับเรือนทันที โดยไม่เอ่ยลาแขกอย่างหานเจี้ยนหลินเลยสักนิด
หลังจากการพบปะในวันนั้น ข่าวเรื่องการเปลี่ยนแปลงของจางซูอี้แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง คนที่เคยดูแคลนนางเริ่มมองนางในแง่มุมใหม่ บางคนถึงกับชมว่านางเป็นคุณหนูที่งดงามและสง่างามที่สุดในตอนนี้
ในขณะเวลาเดียวกัน หลิวเหมยอิงที่ได้รับรู้เรื่องนี้กลับแทบไม่เชื่อหูตัวเอง นางพยายามขุดคุ้ยหาข้อเสียของจางซูอี้เพื่อนำมาเปิดเผย แต่ยิ่งนางพยายามมากเท่าไร ก็ยิ่งพบว่าขมิ้นในร่างจางซูอี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตั้งแต่นางหายป่วยครานั้นกลับไม่มีข่าวเสียหายอะไรหลุดออกมาเลย
“ไม่ได้! ข้าจะปล่อยให้เรื่องมันเป็นเช่นนี้ไม่ได้ ข้าไม่ยอม”
หลายวันต่อมา
หานเจี้ยนหลินพบว่าตัวเองคิดถึงภาพของจางซูอี้บ่อยขึ้น เขาจำแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและคำพูดที่สงบนิ่งของนางได้อย่างชัดเจน ทุกการกระทำ ทุกการเคลื่อนไหวของนางล้วนดึงดูดสายตาเขาให้จดจ่อแต่กับนาง
“เหตุใดข้าถึงได้สนใจนางขึ้นมากันนะ” เขาคิดขณะนั่งอยู่ในห้องทำงาน แม้ว่าเขาจะพยายามปฏิเสธความคิดนี้ แต่เขากลับรู้สึกอยากพบหน้านางอีกครั้ง ช่างเป็นความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย
ด้านจางซูอี้รู้ตัวดีว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อให้คนอื่นยอมรับ แต่เพื่อตัวนางเอง ที่ต้องการสร้างชีวิตใหม่ในโลกนี้ และถ้าหากแผนของนางสำเร็จ คุณชายหานจะไม่ได้มองนางเป็นเพียงว่าที่คู่หมั้นผู้ไร้ค่า แต่เป็นสตรีที่เขาไม่อาจละสายตาได้
“ข้าจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมนี้ให้ได้ ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อชีวิตที่ข้าต้องการ”