บท
ตั้งค่า

บทที่ ๖ ข้าไม่ใช่จางซูอี้คนเดิมอีกต่อไป

หลังจากงานเลี้ยงน้ำชาจบลง จางซูอี้กำลังเตรียมตัวเดินทางกลับจวน ทันใดนั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“คุณหนูจาง”

ร่างเพรียวบางเหลียวหันไปมอง ก่อนจะพบกับ หานเจี้ยนหลิน บุรุษหนุ่มรูปงามที่นางเคยหลงรักหัวปักหัวปำ เขาสวมชุดสีคราม ท่าทางสูงศักดิ์และเย็นชาดูเข้าถึงยากอย่างไรชอบกล

“คุณชายหาน…” จางซูอี้เอ่ยชื่อเขาอย่างเรียบเฉย ใบหน้าของเธอไม่แสดงความตื่นเต้นหรือคลั่งไคล้เหมือนแต่ก่อน

หานเจี้ยนหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกแปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของนาง “ข้าได้ยินข่าวมาว่าเจ้าป่วยหนัก เป็นอย่างไรบ้าง?”

ร่างบางหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบออกไปอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณที่คุณชายหานอุตส่าห์เป็นห่วงมาถามไถ่”

คำพูดที่นุ่มนวลและมีมารยาทของนางทำให้หานเจี้ยนหลินนิ่งชงักไปชั่วครู่ ในใจของเขาอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ เพราะจางซูอี้ที่เขาเคยรู้จักนั้นช่างต่างจากหญิงสาวตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง

“หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อนเจ้าค่ะ” นางกล่าวพร้อมกับยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้ร่างสูงยืนมองตามหลังไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก แม้จะนึกหาคำตอบทว่าก็ไม่มีคำตอบ

หลังจากกลับจากงานเลี้ยงในครั้งนี้ จางซูอี้ยังคงเดินหน้าวางแผนเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างต่อเนื่องโดยไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า นางเริ่มจากการเรียนรู้เรื่องมารยาท กิริยาวาจา การดูแลเรือน และการเรียนรู้วิชาความรู้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการบัญชี การอ่านตำรา หรือแม้แต่ศิลปะการปักผ้า ทั้งยังมีการฝึกต่อสู้ที่นางพอมีพื้นฐานมาจากอีกโลก

ข่าวลือเกี่ยวกับคุณหนูจางคนใหม่เริ่มแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง บางคนไม่เชื่อ บางคนคิดว่านางเสแสร้ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ชื่อเสียงของนางก็เริ่มดีขึ้นอย่างช้า ๆ

หลายวันต่อมา บิดาของจางซูอี้ได้สั่งให้นางไปส่งของขวัญที่จวนของหานเจี้ยนหลิน เนื่องจากทั้งสองตระกูลยังมีความคิดที่จะให้มีการหมั้นหมายอยู่

“อี้เอ๋อร์ อยู่หรือไม่?” เสียงทุ้มติดแหบของจางชิงเฉิงดังขึ้นหน้าเรือนบุตรสาว

“ลูกอยู่เจ้าค่ะ ท่านพ่อรอสักครู่นะเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าออกไป” จางซูอี้รีบแต่งกายให้เรียบร้อย ก่อนหน้าก็กำชับให้เสี่ยวฉียกน้ำชาไปรอที่โต๊ะใต้ต้นเหมยข้างเรือน

“เชิญนายท่านจางทางนี้เลยเจ้าค่ะ” บ่าวสาวคนสนิทของจางซูอี้ทำหน้าที่ได้อย่างไม่มีที่ติ นางผายมือเชิญเจ้านายให้เดินนำไปก่อนอย่างสงบเสงี่ยม เมื่อถึงที่หมายก็ลงมือจัดวางกาน้ำชา พร้อมจานขนมที่คุณหนูของนางชอบ ก่อนจะถอยร่นออกมายืนห่าง ๆ เว้นระยะความเป็นส่วนตัวให้ผู้เป็นนาย

ใช้เวลาไม่นานจางซูอี้ก็มาถึง ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับบิดา มือเรียวบางยกกาน้ำขึ้นรินใส่จอกก่อนจะหยิบยกไปวางตรงหน้าบิดา “น้ำชาเจ้าค่ะท่านพ่อ”

“ขอบใจ” จางชิงเฉิงลูบศีรษะบุตรสาวด้วยความอ่อนโยน ไม่ว่าก่อนหน้าบุตรสาวคนนี้จะดื้อรั้นสักเพียงใด หรือเคยสร้างเรื่องราวให้ตัวเองเสียหายด้วยวาจาของผู้อื่น แต่เมื่อย้อนกลับมามองในวันนี้แล้ว ความรู้สึกไม่สบายใจที่เคยกดทับทั้งหมด เหมือนได้ยกออกจากอกอย่างไร้ความกังวล

“ว่าแต่ท่านพ่อมาหาลูก มีเรื่องอันใดหรือเปล่า”

“อ่อ ก็ไม่มีอะไรมากมายหรอก พ่อแค่อยากวานเจ้าช่วยเอาของขวัญไปมอบให้แก่จวนตระกูลหานหน่อย” ตอนพูดเขาแอบลอบสังเกตท่าทีของบุตรสาวไปในตัว

ทว่าจางซูอี้ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะนางรู้ดีว่าการหลบหนีปัญหาไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก “หากท่านพ่อกล่าวมาเช่นนั้น ก็เอาตามที่ท่านพ่อว่าเลยเจ้าค่ะ ว่าแต่จะให้ลูกไปตอนไหน”

“อีกหนึ่งก้านธูป”

“เจ้าค่ะ ลูกทราบแล้ว”

เมื่อไปถึงจวนของหานเจี้ยนหลิน ก็ว่าพบเขากำลังฝึกเพลงกระบี่อยู่ที่ลานกว้างเปลื่อยช่วงอก แสงแดดยามเช้าทำให้เหงื่อที่เกาะอยู่บนหน้าผากของเขาส่องประกาย บุรุษหนุ่มตรงหน้าดูสง่างามราวกับเทพเซียน ไหนจะแผงอกล่ำ ๆ นั่น มันช่างขาวเจิดจ้าเสียเหลือเกิน ‘เห็นแล้วน้ำลายหกข้างปากเลย แผล่บ! เก็บน้ำลายกอนใดใจบาว ๆ ตกใจขวัญสูญเหม็ด’ งู้ยย! ตั้งสติแปป

“คุณชายหาน ข้านำของขวัญมามอบให้เจ้าค่ะ” จางซูอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ

หานเจี้ยนหลินหันมามองนางด้วยสายตาราบเรีบยไม่บ่งบอกความรู้สึกใด ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “วางไว้ตรงนั้นเถอะ”

“เจ้าค่ะ”

ร่างบางวางของขวัญลงบนโต๊ะอย่างเบามือ ก่อนจะหันหลังเตรียมจะกลับจวนทันทีที่เสร็จธุระตามที่ท่านพ่อไหว้วานไว้ แต่แล้วเสียงของหานเจี้ยนหลินก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“เดี๋ยวก่อน” เขาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงสงบราบเรียบไร้ซึ่งโทสะ

จางซูอี้ถึงกับชะงักหยุดฝีเท้า หันกลับไปมองเขาด้วยความงุนงง เครื่องหมายคำถามฉายชัดอยู่ในแววตา “มีอะไรรึเจ้าคะ?” พลางเลิกคิ้วสงสัย

หานเจี้ยนหลินเดินเข้ามาใกล้ ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องมาที่นางอย่างพินิจพิจารณา “เจ้า… เปลี่ยนไปมาก”

ร่างเพรียวระหงยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบ “ผู้คนย่อมเปลี่ยนแปลงได้เสมอเจ้าค่ะ ก็เหมือนกับกาลเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง”

หานเจี้ยนหลินมองนางนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่เชื่อสายตา “ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะเปลี่ยนไปได้แค่ไหนกัน”

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวระหว่างจางซูอี้และหานเจี้ยนหลิน เส้นทางการเปลี่ยนแปลงตนเองของนางยังอีกยาวไกลนัก แต่ในขณะเดียวกัน จางซูอี้ก็ไม่รู้เลยว่าแผนการของนางกำลังจะพัวพันกับหัวใจของพระเอกหนุ่มโดยไม่รู้ตัว…

“จะคอยดูข้าอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นก็ดูให้ดีแล้วกัน คุณชายหาน” ร่างบางพึมพำเบา ๆ พลางยิ้มอย่างมั่นใจ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากจวนของเขาไปด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

หลังจากตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่ ขมิ้นในร่างของจางซูอี้ก็เริ่มต้นเส้นทางการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างจริงจัง เป้าหมายแรกของนางคือการแก้ไขชื่อเสียงที่ย่ำแย่ในสายตาของผู้คน และที่สำคัญคือการหลุดพ้นจากวังวนความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดกับหลิวเหมยอิงและหานเจี้ยนหลิน ถึงนางอยากจะคว้าหัวใจเขา แต่ทว่าหากอีกฝ่ายยังคงมีใจให้สตรีอีกนาง เป็นเช่นนี้แล้วก็ต้องถอยออกมาตั้งหลักเสียก่อน ‘แต่ใช่ว่าข้าคนนี้จะยอมแพ้แต่แรกเริ่มหรอกนะ’

“ชีวิตนี้ต้องไม่เป็นเหมือนในนิยายที่ข้าเคยอ่านอีกต่อไป!” จางซูอี้ยืนอยู่หน้ากระจก นัยน์ตาของเธอเต็มไปด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่น ก่อนจะหันไปสั่งเสี่ยวฉี บ่าวรับใช้ที่ยังคงประหลาดใจกับท่าทีแปลกใหม่ของนายสาว

“เสี่ยวฉี นำตารางงานของข้าวันนี้มาให้ข้าดูซิ”

เสี่ยวฉีทำหน้าตื่นตกใจ เธอไม่คุ้นเคยกับคุณหนูที่ดูเป็นการเป็นงานเช่นนี้ แต่ก็รีบไปหยิบสมุดตารางนัดหมายมาให้

“วันนี้… ท่านมีนัดกับร้านตัดเสื้อ ร้านเครื่องประดับ ว่าแต่ช่วงเย็นคุณหนูจะไปงานเลี้ยงน้ำชาของคุณหนูหลิวเหมยอิงหรือไม่เจ้าคะ”

เมื่อได้ยินชื่อของหลิวเหมยอิง ขมิ้นก็แค่นยิ้มออกมาเบา ๆ อย่างที่คนอื่นไม่ทันสังเกต “งานเลี้ยงน้ำชาอย่างนั้นหรือ? ใช่ว่าเพิ่งจะผ่านไปกี่วันเองหรอกรึ! นางก็ช่างขยันจัดงานเลี้ยงน้ำชาเสียเกิน ปฏิเสธไปข้าไม่ว่าง!"
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel