บท
ตั้งค่า

บทที่ ๕ แค่พอสะกิด

ในวันงานเลี้ยง

จางซูอี้ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อลุกขึ้นมาแต่งตัวให้ตนเอง โดยเน้นไปที่ความสง่างาม เสื้อผ้าเรียบหรูเย็บอย่างประณีต ทว่าดูอ่อนโยน ไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไป และที่สำคัญเลยคือ... การแต่งหน้าให้ขาววอกจนเหมือนตูดลิงอันนี้รับไม่ได้จริง ๆ เห็นแล้วเสียดายความงามที่แม่ให้มาเลย ‘คนไอไหรก็หม้ายโรนิ! ไซร้แค่หม้ายใช้ความสวยที่มีอยู่ให้มันดี ๆ นิ เจ็บหัวเลย หรอยหนัดสาวนี่!’

ก๊อก ก๊อก ก๊อก!

“ได้เวลาเจ้าค่ะคุณหนู”

“อืม ขอบใจมากเสี่ยวฉี”

“คุณหนูคิดดีแล้วหรือเจ้าคะที่จะไป...” ใจจริงเสี่ยวฉีไม่อยากให้คุณหนูตนเองต้องไปเจอกับสตรีที่ดีแค่ต่อหน้า ทว่าลับหลังกลับจ้องจะทำร้ายคุณหนูของนางอยู่ร่ำไป

“เจ้าเองก็อย่าได้กังวลไปเลย ไม่เชื่อใจข้าหรือ? หืม...”

“บ่าวเชื่อใจคุณหนูอยู่แล้ว แล้วบ่าวเกรงว่าทางนั้นจะมีแผนการมากมายรออยู่”

“แน่นอนว่ามันต้องมีอยู่แล้ว แต่ข้าไม่ใช่คนที่จะกลับไปโง่งมดั่งเช่นคนก่อนหน้าเสียหน่อย เรื่องแค่นี้ข้ารับมือได้สบาย”

“แต่ถ้า...”

“เรื่องมันยังไม่เกิด เจ้าเองก็อย่างเพิ่งกังวลไปก่อน”

“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ”

จางซูอี้นึกขำอย่างเอ็นดูในความช่างห่วงและความกังวลแทนนางในครั้งนี้ ทำไมเจ้าของร่างคนเก่ามันถึงได้ตาถั่วนักนะ คนที่ห่วงใยจริงหวังดีจริง ๆ แท้จริงแล้วคอยอยู่ข้างกายเสมอมา

“เอาล่ะ ข้าไปหาท่านพ่อกับท่านแม่ก่อน ออกไปสายคงไม่เป็นไรหรอกกระมัง ข้ามิใช่ตัวเด่นของงานเสียหน่อย แต่เอ๊ะ! หรือว่าใช่กันนะ...” ร่างบางเอ่ยขึ้นพลางกลั้วหัวเราะอารมณ์ดี

“โถ่ คุณหนูก็...”

จางซูอี้เดินออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังห้องโถงรับแขก ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาวันนั้นก็ผ่านมาหลายวันแล้ว นางแทบไม่ค่อยได้เจอพวกเขาเลย ในเมื่อหายดีแล้วทั้งยังจะออกไปงานเลี้ยงอีก ก็ควรจะบอกกล่าวพวกเขาไว้บ้าง เพียงครู่เดียวจางซูอี้ก็มาถึง พบว่าทั้งบามารดาอยู่กันพร้อมหน้า ยกเว้นก็เพียงแต่พี่ชายคนโตอย่างจางหวังหย่ง

“อี้เอ๋อร์คารวะท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าค่ะ” จางซูอี้หยอบกายลงเล็กน้อย

“อี้เอ๋อร์ ลูกหายดีแล้วหรือ? เป็นอย่างไรบ้างไหนขอแม่ดูหน่อยว่าหายดีแล้วจริง ๆ หรือเปล่า” จางฟางหรงเมื่อเห็นบุตรสาวเดินเข้ามา ก็พุ่งพรวดหาบุตรสาวจับนางพลิกไปมาด้วยความห่วงใย ทั้งยังรัวคำถามจนจางซูอี้ไม่รู้ว่าจะเลือกตอบข้อไหนก่อนดี

“น้องหญิง เจ้าถามเยอะขนาดนั้นแล้วลูกจะตอบคำถามเจ้าได้อย่างไรเล่า” จางชิงเฉิงกล่าวอย่างขำขันกับท่าทางของภรรยา

“อ๊ะ! จริงด้วย แหม่ท่านพี่ก็...”

“ลูกหายดีแล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ท่านพ่อ”

“แน่ใจนะ เจ้ามิได้โกหกเพื่อให้แม่สบายใจ”

“ลูกพูดจริงเจ้าค่ะ ดูสิเจ้าคะข้าแข็งแรงมาก ๆ ทั้งยังหายดีสนิทเลย” จางซูอี้หมุนตัวไปมาให้ดู

“อืม หากหายดีแล้วพ่อก็เบาใจ อีกอย่างถ้าพี่ใหญ่เจ้ารู้ข่าวคงดีใจน่าดู”

“เอ๊ะ! แล้วพี่ใหญ่ไปไหนหรือเจ้าคะ ลูกยังไม่เจอพี่ใหญ่เลย” ในครั้งก่อน ๆ นางยังมิได้ดูหน้าอีกฝ่ายให้ชัด ๆ เลย แอบเสียดายเล้กน้อยแฮะ

“ว่าแต่ ลูกแต่งตัวงดงามเช่นนี้จะไปไหนหรือ?” จางชิงเฉิงเอ่ยถามบุตรสาวทันทีเมื่อสังเกตเห็น

“ลูกได้รับเทียบเชิญจากจวนตระกูลหลิวเจ้าค่ะ ก็เลยว่าจะไปดูสักหน่อย”

“แต่เจ้ายังไม่... เฮ้อ! อี้เอ๋อร์เจ้าอย่าหาว่าแม่ก้าวก่ายเรื่องของเจ้าเลยนะ แต่แม่ดู ๆ แล้วเด็กคนนั้นมิได้หวังดีกับบุตรสาวของแม่เลยสักนิดเดียว” คนเป็นมารดาอย่างนางมีหรือจะมองไม่ออกว่าว่าคนที่เข้าหาบุตรสาวเป็นคนเช่นไร ทว่ากลายเป็นบุตรสาวนางเองที่ตามเล่ห์เหลี่ยมอีกฝ่ายไม่ค่อยทัน ทั้งยังโดนยุแยงให้ทำแต่เรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียง คนเป็นมารดาเห็นแล้วมันช้ำใจ

“ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่มิต้องห่วงไปลูกมีวิธีรับมือ ท่านพ่อเองก็มิต้องกังวลนะเจ้าคะ ข้ารู้ดีว่าตอนนี้สิ่งใดควรหรือไม่ควร ข้าจะไม่กลับไปโง่งมซ้ำสองแน่นอน” จางซูอี้ให้คำมั่นแก่ทั้งสอง

“หากเจ้ายืนยันเช่นนั้นพ่อกับแม่ก็จะไม่ห้าม”

“ขอบคุณที่เข้าใจลูกนะเจ้าคะ”

“แล้วเจ้าจะไปยามใดหรือ?” จางฟางหรงเอ่ยถาม เพราะถ้าเป็นงานเลี้ยงน้ำชาของเด็กสาววัยนี้เกรงว่าคงใกล้เวลาแล้วกระมัง

“ไปตอนนี้เจ้าค่ะ”

จวนตระกูลหลิว

ทันทีที่จางซูอี้ปรากฏตัวในงานเลี้ยง บรรดาคุณหนูทั้งหลายที่มาร่วมงานต่างพากันจับกลุ่มซุบซิบเสียงเบา

“นั่นใช่คุณหนูจางซูอี้หรือ? เหตุใดวันนี้นางถึงได้ดูแตกต่างไป?”

“ข้าเองก็เห็นด้วยกับเจ้านะ นางดูแปลกตาไปเลย น่าสงสัย”

“ข้าว่า นางคงคิดแผนการมาทำให้พวกเราลำบากอีกเหมือนเคยกระมัง”

จางซูอี้แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินไม่สนใจ ร่างเพรียวระหงเดินเข้าไปหาเจ้าของงานอย่างหลิวเหมยอิงด้วยความสง่างาม ก่อนจะยิ้มบาง ๆ

“คุณหนูหลิว วันนี้เจ้าช่างดูงดงามมากจริง ๆ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลจนหลิวเหมยอิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงสติกลับมาแล้วตอบกลับ

“ขอบใจเจ้ามากนะ ซูอี้” หลิวเหมยอิงพยายามเก็บซ่อนความประหลาดใจ

“เรียกข้าว่า คุณหนูจางน่าจะเหมาะสมกว่านะ คุณหนูหลิว” กล่าวจบจางซูอี้ก็ปลีกตัวเดินออกไปหาที่นั่งของตนทันที

งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างสงบสุข หลายคนแปลกใจที่จางซูอี้ไม่ก่อเรื่องดั่งแต่ก่อน ร่างบางระหงนั่งจิบน้ำชาอย่างสบายอารมณ์ โดยไม่สนใจข้องแวะกับผู้ใดให้มากความ อาจจะมีบ้างที่มีคนเข้ามาพูดคุยด้วย ทว่านางก็ตอบกลับไปอย่างนุ่มนวลและมีเหตุผล จนคนที่ต้องการกลั่นแกล้งนางเหมือนเมื่อก่อนทนไม่ไหวก็ล่าถอยไปเองด้วยความฉงนใจ

“วันนี้คุณหนูจางดูเปลี่ยนไปจริง ๆ”

“ข้าก็ว่าเช่นกัน นางเปลี่ยนไปจนข้านึกทึ่ง”

ในขณะที่งานเลี้ยงน้ำชาดำเนินไปได้ด้วยดี ทว่าในช่วงท้ายของงาน หลิวเหมยอิงกลับเริ่มแผนการเดิมที่นางวางไว้อีกครั้ง ด้วยการแสร้งพูดคุยกับกลุ่มคุณหนูคนอื่น ๆ เสียงดัง

“ข้าล่ะสงสารคุณหนูบางคนจริง ๆ ที่ไม่รู้จักวางตัวดี ๆ คิดว่าทำเช่นนี้แล้วว่าที่คู่หมั้นจะหันมามองหรือ... ทั้งที่เขาไม่เคยมองนางด้วยซ้ำ เรียกว่าไม่เคยอยู่ในสายตาเลยยังง่ายกว่าอีก” พูดจบหลิวเหมยอิงก็ป้องปากหัวเราะเบา ๆ

คำพูดนั้นชัดเจนดูก็รู้ว่าเจาะจงมาที่ผู้ใด จบประโยคนั้นบรรยากาศในพลันเริ่มตึงเครียด หลายคนแอบปรายตามองมาที่จางซูอี้เป็นระยะ เกรงว่านางจะอาละวาดทำลายข้าวของ ทว่ากลับผิดคาด

จางซูอี้หัวเราะเบา ๆ ในใจก่ อนจะยิ้มบาง ๆ แล้วลุกขึ้นยืน “คุณหนูหลิว เจ้าคิดว่าข้าสมควรเป็นตัวตลกให้พวกเจ้าเช่นนั้นหรือ?” นางถามเสียงเรียบ แต่แฝงความคมกริบ นัยน์ตาเรียวหงส์หรี่มองเจ้าของงานอย่างลึกล้ำ

หลิวเหมยอิงชะงัก เมื่อจู่ ๆ จางซูอี้ปล่อยแรงกดดันออกมา “ข้าเปล่าเจาะจงผู้ใด...”

“เป็นช่นนั้นก็ดี เพราะข้าคิดว่า... สตรีที่ชอบแสร้งทำเป็นคนดี แต่กลับลอบแทงข้างหลังผู้อื่นตลอดเวลานั้น ช่างดูน่ารังเกียจและสะอิดสะเอียนมากกว่า”

คำพูดของจางซูอี้ทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงกว่าเดิม เหล่าคุณหนูทั้งหลายต่างมองหน้ากันไปมา หลิวเหมยอิงกัดฟันแน่น ยิ้มไม่ออกพยายามระงับอารมณ์ตนเองมิให้นิสัยที่แท้จริงเผยออกมา

จางซูอี้ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหันไปพูดกับคนอื่น ๆ ในงาน “ข้ารู้ตัวว่าในอดีตได้ทำเรื่องแย่ ๆ ไว้มากมายนัก ทว่านับแต่นี้ไป “จางซูอี้” จะไม่ใช่ตัวตลกให้ผู้ใดมาหัวเราะเยาะอีก” น้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยอย่างเฉียบขาดและหนักแน่น

เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นความประหลาดใจในท่าทีที่สง่างามของจางซูอี้ ไม่มีใครคิดว่าคุณหนูจางที่แสนเอาแต่ใจจะเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้

หลิวเหมยอิงได้แต่มองจางซูอี้ด้วยความคับแค้นใจ ดวงตาปรากฏรอยอาฆาตมาดร้ายอย่างรุนแรง นางไม่คิดเลยว่าจางซูอี้จะกล้าลุกขึ้นมาพูดจาท้าท้ายตนเอง ทั้งที่ก่อนหน้านี่ออกจะเป็นตัวโง่งม

และวันนั้นเองที่จางซูอี้คนใหม่ก็เริ่มเป็นที่พูดและจับตามองของคนทั้งเมืองหลวง ร่างบางระหงยกยิ้มอย่างพอใจในผลลัพธ์ครั้งนี้ และนี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น นางจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตัวเองและเอาคืนคนที่เคยทำให้จ้าของ่างเก่าต้องเจ็บปวด

“ชีวิตนี้เป็นของข้า นับจากนี้ผู้ใดก็ไม่มีสิทธ์มาควบคุมได้อีก”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel