บทที่ ๔ ความจริงที่น่าสมเพช
“นางปลอดภัยแล้วขอรับ” ไยนายท่านจางชิงเฉิงถึงได้มีแรงกดดันมากมายถึงเพียงนี้ เกือบจะมิได้แก่ตายเสียแล้ว หมอชราถึงกับลอบปาดเหงื่อตรงขมับเบา ๆ
“ดี!!”
พอได้รับคำตอบจากหมอ ชิงเฉิงถึงกับถอนใจอย่างโล่งอก ในที่สุดบุตรสาวเขาก็ปลอดภัยหายห่วงเสียที เมื่อทุกอย่างไม่มีอะไรร้ายแรง แรงกดดันต่าง ๆ ก็พลันมลายหายไปทันที ราวกับว่าก่อนหน้านี้มิได้มีอันใดเกิดขึ้นมาก่อน
“อาชุน ไปส่งท่านหมอด้วย”
“ขอรับนายท่าน” อาชุนค้อมศีรษะรับคำสั่ง พร้อมกับเดินนำท่านหมอออกไปส่งทันที
ส่วนจางชิงเฉิงก็รีบไปบอกข่าวแก่ภรรยาและบุตรชายคนโตเพื่อให้ทั้งสบายใจ ว่าเรื่องราวทั้งหมดได้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีแล้ว นับต่อจากนี้ทุกสิ่งจะดีขึ้นอย่างแน่นอน
ณ เรือนดอกเหมย
ขมิ้นนั่งนิ่งอยู่บนเตียงมาสักพัก ดวงตากลมโตจ้องมองออกไปที่บานหน้าต่างห้องนอน แต่ภายในใจกลับเตลิดไปไกลกับความทรงจำที่ถาโถมเข้าใส่เธอมาอย่างไม่หยุดหย่อน ทำเอาเธอรู้สึกปวดหัวไม่น้อย
“ซูอี้… บุตรสาวตระกูลจาง” เธอพึมพำออกมาเบา ๆ ชื่อนี้ช่างเหมือนเป็นทั้งคำสาปและความเจ็บปวดเสียจริง
จางซูอี้คุณหนูเล็กตระกูลจาง สตรีที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงาม แต่ในขณะเดียวกันก็มีชื่อเสียงที่ย่ำแย่ในเมืองหลวง นางเติบโตมาด้วยความรักที่ตามใจเกินขอบเขต ทว่ากลับดื้อรั้นไม่ค่อยฟังคำสอนของบิดามารดาหรือคนรอบข้างที่หวังดีต่อตนเอง นางจึงกลายเป็นคนเอาแต่ใจ หยิ่งยโส ชอบสร้างเรื่องราววุ่นวายโดยไม่สนใจสายตาผู้อื่น และไม่นึกถึงจิตใจคนในครอบครัว
แต่ยิ่งเจาะลึกลงไปในความทรงจำ ขมิ้นก็พบว่าต้นเหตุของความหายนะในชีวิตนี้ของจางซูอี้มีชื่อว่า “หลิวเหมยอิง”
หลิวเหมยอิงคือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่จางซูอี้ไว้ใจมาโดยตลอด ทว่าการมองคนของร่างนี้ยังอ่อนด้อยนัก แม้แต่การเสแสร้งแกล้งทำดีก็ยังดูไม่ออก เพื่อนสนิทที่ทำทีว่าเป็นห่วงเป็นใย แต่เบื้องหลังกลับคอยปั่นหัว ยุแยง เป่าหู หลอกล่อให้เจ้าของร่างนี้ทำเรื่องแย่ ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“คุณหนูเจ้าคะ! ได้ยินหรือไม่ว่าบ่าวในจวนตระกูลหานกล่าววาจาใส่ร้ายท่านกันอย่างสนุกปาก”
“จริงหรือ? เช่นนั้นข้าจะไปจัดการเจ้าพวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงให้รู้สำนึก!”
ทุกคำยุแหย่จากหลิวเหมยอิง ซูอี้ในอดีตก็เชื่อสนิทใจ ไม่เคยระแคะระคายหรือเอะใจเลยสักนิดว่าหลิวเหมยอิงนั้นกำลังวางแผนทำลายชื่อเสียงของตนเองอย่างเงียบ ๆ และใจเย็น ขมิ้นละนับถือต่อความอดทนของหลิวเหมยอิง เพียงเพราะต้องการทำลายชื่อเสียงผู้อื่น ถึงกับยอมเก็บงำความรู้สึกอิจฉาริษยาได้อย่างแนบเนียน
และสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือเรื่องของ “หานเจี้ยนหลิน” ว่าที่คู่หมั้น ที่ทั้งสองครอบครัวเคยคิดจะให้หมั้นหมายกันตั้งแต่วัยเยาว์ จางซูอี้ เทิดทูนเขาราวกับเทพเซียนผู้สูงส่ง พยายามทำทุกอย่างให้เขาหันมามองนาง ทว่าหานเจี้ยนหลินกลับไม่เคยเห็นร่างบางอยู่ในสายตาเลยสักครั้ง
ในความทรงจำของจางซูอี้มีแต่ภาพของหานเจี้ยนหลิน ที่มักจะมอบสายตาอ่อนโยนให้แต่หลิวเหมยอิง ในขณะที่มองนางปรับเต็มไปด้วยความรำคาญ เอือมระอาและความเย็นชาที่มีให้
“เจ้ามันเป็นสตรีที่น่ารำคาญ จางซูอี้ข้าไม่มีวันรักคนอย่างเจ้า สตรีที่มีแต่ความอิจฉาริษยา ระรานคนอื่นไปทั่ว” วาจาแสบร้อนนั้นทิ่มแทงหัวใจร่างบางระหงอย่างไม่ทันตั้งตัว มันทั้งเจ็บและจุกในอก จนแทบไม่สามารถพูดออกมาเป็นคำพูดได้เลย
ขมิ้นลุกขึ้นยืน ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความรู้สึกหลากหลายปะปนกันไป ปกติเธอไม่ใช่คนอ่อนไหวเป็นคนตลกด้วยซ้ำไป แต่ในตอนนี้เมื่อต้องเห็นชีวิตที่น่าสงสารของจางซูอี้ มันก็ทำให้เธออดที่จะสงสารสตรีผู้โง่เขลาในอดีตไม่ได้ ทำไมกันนะทั้งที่ครอบครัวต่างก็รักกันดี แต่เป็นเพราะความดื้อรั้นนางถึงไม่ยอมฟังคำเตือนหรือคำติของครอบครัวเลย
“น่าสมเพชสิ้นดี” ขมิ้นอดไม่ได้ที่จะต่อว่าร่างนี้ น้ำเสียงของเธอแฝงความเด็ดเดี่ยว
ในเมื่อเธอได้มีโอกาสทะลุมิติมาเกิดใหม่อยู่ในร่างของจางซูอี้ เธอจะไม่ยอมปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามบทบาทของนางร้ายที่ถูกเขียนขึ้นมาอีกต่อไป และจะต้องไม่พบจุดจบที่แสนโหดร้ายเด็ดขาด
“เอาว่ะ! ถึงพันพรือก็มาอยู่ในร่างนี้แล้ว ลองแลมันสักยก ให้มันรู้ไปถิว่าอิไปหม้ายรอด ขมิ้นสาอย่างผ่านหลอดอยู่แล้ว หรอยหนัดเหนียนแหละสาวเหอ!” ขมิ้นพูดพึมพำเบา ๆ ให้กำลังใจตัวเองแล้วก็รู้สึกฮึกเหิมมีแรงผลักดันต่อที่จะเดินไปข้างหน้า ‘และนับต่อจากนี้เธอคือจางซูอี้บุตรสาวคนเล็กของตระกูลจาง อ้อ! ใช่เธอต้องเปลี่ยนการพูดด้วย อืม ๆ’
“อันดับแรกที่ต้องทำคือเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่เสียตั้งแต่วันนี้” อันดับแรกก็ต้องเริ่มปรับเปลี่ยนคำพูด จะมาฉัน ฉัน เธอ เธอ ไม่ได้แล้ว ต้องเป็น ข้า นาง เจ้าสินะ เพราะในซีรี่ย์ที่ดู ๆ มาก็น่าจะแบบนั้นหมด ‘เฮ้อ เป็นคนสวยแหลงยาก ลำบากใจแรงนิ! ท่องไว้ว่าตอนนี้ฉานคือจางซูอี้ ไม่ใช่ขมิ้น’
“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ยังปวดหัวหรือไม่สบายตรงที่ใดอีกหรือไม่?” เสียงของเสี่ยวฉีบ่าวสาวคนสนิทดังขึ้นพร้อมกับยิ้มบาง ๆ พลางยื่นถ้วยยาต้มให้อย่างระมัดระวัง “ระวังร้อนด้วยนะเจ้าคะคุณหนู”
“อืม” ร่างบางระหงรับถ้วยยามาดื่มอย่างไม่อิดออด แม้ว่ายาต้มนั้นขมบาดคอมากเพียงใดได้แต่ฮึบไว้ในใจ การกระทำในครั้งนี้ของนางได้ทำให้เสี่ยวฉีตกใจยิ่งนัก หากเป็นตอนปกติแล้วคุณหนูของนางต้องกรีดร้องโวยวายทำลายข้าวของและปัดถ้วยยาทิ้งอย่างแน่นอน
“เสี่ยวฉี” จางซูอี้เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ หลังจากดื่มยาจนก่อนวางถ้วยยาลงบนโต๊ะอย่างเบามือ “ข้าถามอะไรเจ้าอย่างสิ”
“อะไรหรือเจ้าคะ?” เสี่ยวฉีเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ก่อนหน้านี้ ข้าเคยทำอะไรบ้างที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น หรือทำให้คนอื่นเขามองว่าเป็นตัวลกทั้งยังเป็นคนโหดร้าย?”
คำถามนั้นทำเอาบ่าวคนสนิทอย่างเสี่ยวฉีตกใจสะดุ้งเฮือก รีบก้มหน้าหลบสายตาทันที “คือว่า... ขะ ข้าไม่กล้ากล่าวหาท่านหรอกนะเจ้าคะ”
“บอกข้ามาตามตรงเถอะ อย่าได้กลัว ข้าไม่ทุบตีหรือลงโทษอะไรเจ้าหรอกนะเสี่ยวฉี”
‘หรือว่าฟื้นขึ้นมาครั้งนี้คุณหนูได้เปลี่ยนไปแล้ว หากเป็นเช่นนั้นก็ดีสิ ในที่สุดคุณหนูของบ่าวก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเสียที’ เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของคุณหนู เสี่ยวฉีก็พร่างพรูลมหายจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยปาก “คุณหนูเคยบุกไปในงานเลี้ยงขุนนางท่านหนึ่ง... ทุบโต๊ะกลางงานเพียงเพราะท่านไม่พอใจที่คุณชายหานเจี้ยนหลินกล่าววาจาหวานกับคุณหนูหลิวเหมยอิงสหายสนิทของคุณหนู...” จากนั้นเสี่ยวฉีก็เล่าเรื่องราวทุกอย่างที่ตัวนางในอดีตได้กระทำมาทั้งหมดให้ฟัง
จางซูอี้ถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับอย่างคนหมดแรง ‘นี่มัน... บ้าชัด ๆ เลยนะ! งานช้างเลยทีนี้นางตายแน่ ๆ กว่าจะได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง’ หลังจากได้ฟังเรื่องราวการกระทำที่น่าอับอายทุกอย่างจากบ่าวคนสนิท นางก็ยิ่งแน่ใจว่า จางซูอี้คนเก่าได้สร้างวีรกรรมเอาไว้มากมายขนาดไหน อีกทั้งบางเรื่องก็มิใช่เรื่องราวเล็ก ๆ เสียด้วย ในตอนนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่ต้องทำคือการกอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมา แม้ว่ามันจะยากเย็นขนาดไหนก็ตาม
เช้าวันต่อมา
จางซูอี้เริ่มจากการปฏิบัติกับบ่าวไพร่ภายในเรือนอย่างอ่อนโยนและมีเหตุผล เลิกเอาแต่ใจ นางไม่โวยวายหรือกล่าวโทษบ่าวไพร่ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่หาเรื่องลงโทษลงบ่าวในเรือนเพื่อสนองความต้องการของตัวเองยามมีเรื่องไม่ได้ดั่งใจที่ต้องการ ทว่านางกลับค่อย ๆ อธิบายถามไถ่เรื่องราวทุกอย่างก่อนจะตัดสินใจ นางจะไม่ยอมทำพลาดเหมือนที่เจ้าของคนเก่าทำมาแน่นอน
“คุณหนูวันนี้ดูแปลก ๆ ไปนะ”
“ใช่ ข้าว่านางดูใจเย็นขึ้นและมีเหตุผลกว่าแต่ก่อนมาก”
“ข้าล่ะอยากให้คุณหนูเป็นอย่างนี้ตลอดไปเสียจริง ๆ แต่ก็นั่นแหละข้ากลัวว่าคุณหนูจะแกล้งทำให้พวกเราตายใจก่อนนี่สิ”
“เรื่องแบบนี้พวกเราก็ต้องดูกันไปเรื่อย ๆ ละนะ เฮ้อ...”
เสียงกระซิบกระซาบของเหล่าบ่าวไพร่ในเรือนดังขึ้นอย่างประหลาดใจในการเปลี่ยนแปลงของคุณหนูในจวน ใครจะไปคิดว่าเพียงล้มป่วยไม่เท่าไหร่จะทำให้คุณหนูนางจะมีท่าทีสงบเสงี่ยม มีเมตตาและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
จางซูอี้แอบยิ้มบาง ๆ ร่างบางรู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น และนางก็ต้องทำให้สำเร็จด้วย แม้ว่าบ่าวบางอาจจะระแวดระวังและไม่เชื่อใจในตัวนางก็ไม่เป็นไร ในสักวันหนึ่งพวกเขาจะเห็นเอง
ทว่าไม่ทันได้ผ่านพ้นไปถึงวัน กลับมีเรื่องราวเข้ามาหาอีกจนได้ ดูท่าว่าอีกฝ่ายคงจะเร่งรีบเสียเหลือ เมื่อบ่าวในเรือนนำเทียบเชิญจากจวนตระกูลหลิวมาให้ พบว่าหลิวเหมยอิงตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงน้ำชาขึ้นที่จวน เป็นงานรวมตัวกันของเหล่าคุณหนูจากตระกูลอื่น ๆ
เมื่อนางได้รับเทียบเชิญ ถึงกับหัวเราะเยาะในใจอย่างสมเพช คิดว่าคนอย่างนางจะรู้ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมในครั้งหรือ?
“งานที่เจ้าจัดขึ้นงั้นหรือหลิวเหมยอิง... ข้าจางซูอี้ไปแน่นอน”