บท
ตั้งค่า

บทที่ ๓ ฟื้นขึ้นในร่างนางร้าย

ขมิ้นตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงง พยายามลุกขึ้นนั่งแต่ก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเจ็บปวดที่ศีรษะ แล้วยังไม่ทันได้ตั้งตัว สายตาก็ปะทะเข้ากับเพดานไม้แกะสลักอย่างวิจิตร หรูหราราวกับหลุดออกมาจากซีรีส์ย้อนยุคเรื่องโปรดของเธอ

“นี่มันที่ไหน…” ขมิ้นพึมพำ ก่อนจะเหลือบไปเห็นสาวใช้สองคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง พวกเธอร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางพึมพำอะไรบางอย่าง

“คุณหนูซูอี้ ฟื้นเถอะนะเจ้าคะ! ฮืออ นายท่านคงต้องหัวใจสลายแน่หากคุณหนูเป็นอะไรไป!”

คำพูดของสาวใช้ทำให้ขมิ้นชะงัก ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นวาบขึ้นมาในอก “ซูอี้?” ชื่อนี้คุ้นหูอย่างน่าประหลาด

เธอพยายามรวบรวมสติ มองดูรอบตัว ห้องนอนที่เธออยู่ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์โบราณ ผ้าม่านสีแดงสดตัดกับลวดลายทองคำ แม้แต่ผ้าปูเตียงยังปักลายดอกเหลียนฮวาด้วยฝีมือประณีต ทำให้รู้ได้ว่า ครอบครัวนี้รักและเอาใจใส่เจ้าของร่างมากๆ

เธอหันกลับมามองมือตัวเอง มือเรียวเล็กขาวผ่องไม่ใช่มือของคนที่ผ่านการทำงานหนักแบบเธอ

“นี่มัน… เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” เธอพึมพำออกมา

ทันใดนั้น ภาพความทรงจำแปลกประหลาดก็ไหลทะลักเข้าสู่หัวราวกับกระแสน้ำเชี่ยว เธอเห็นชีวิตของหญิงสาวที่ชื่อ “ซูอี้” บุตรสาวคนเล็กแห่งสกุลจาง นิสัยเอาแต่ใจ ขี้วีน ขี้แกล้ง และเป็นตัวร้ายอันดับหนึ่งที่ใครๆ ต่างเอือมระอา ที่สำคัญ ซูอี้ยังเป็นคนที่หมายมั่นปั้นมือจะครอบครองหัวใจของ “หานเจี้ยนหลิน” พระเอกตัวจริงที่แสนสมบูรณ์แบบ

“บ้าบอ! ฉัน… ทะลุมิติมาเป็นนางร้ายเหรอเนี่ย!?” ขมิ้นอุทานเสียงหลง นี่มันพล็อตยอดฮิตที่เธออ่านมานับไม่ถ้วน แต่ไม่คิดว่าวันนี้เธอจะกลายมาเป็น ‘นางร้าย’ ด้วยตัวเอง ‘อัยย๊ะ! ชาดหรอยโถกใจขมิ้นหลาวเด้’

สาวใช้ทั้งสองสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นคุณหนูของตนลุกพรวดพราดขึ้นมา ทั้งยังพูดภาษาแปลกประหลาด ดวงตาของขมิ้นลุกวาว ในเมื่อทะลุมิติมาแล้ว เธอคงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนชะตาของนางร้ายผู้นี้

“เอาล่ะ ซูอี้คนนี้จะไม่เป็นนางร้ายอีกต่อไป!” ขมิ้นประกาศเสียงหนักแน่น ในใจพลางคิดว่าเธอจะคว้าหัวใจพระเอกสุดหล่อมาให้ได้ แต่อย่างน้อยก็ขอไม่ให้ชีวิตจบแบบนางร้ายในนิยายล่ะนะ!

ส่วนพระเอกต่อให้เย็นชาสักแค่ไหน เธอก็จะพิชิตใจเขามาให้ได้ ว่าแล้วก็เป็นลมอีกสักรอบเถอะไม่ไหวแล้ว

คร่อกกก!

หลังขมิ้นหมดสติไปอีกรอบนานนับสองชั่วยาม ทำเอาคนในจวนพากันวิ่งวุ่นวายตามหาหมอมาตรวจดูอาการของบุตรสาวตนเอง ที่อยู่ ๆ ก็เกิดอาการหมดสติไปอีกครั้ง หลังกลับมาจากออกไปข้างนอกช่วงสาย ๆ ของวันนี้ และเป็นที่น่าแปลกใจอย่างมาก ตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมา ซูอี้มักจะหมดสติอยู่บ่อยครั้ง แต่กลับไม่พบอาการเจ็บป่วยอะไรเลย เหล่าหมอต่างพากันงงงวยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับบุตรสาวของนายท่านชิงเฉิง ไม่ว่าใครมารักษายังไงก็ไม่สามารถรักษาได้

จนชิงเฉิงกับฟางหรงคู่สามีภรรยาเริ่มหมดหวัง ทว่ากลับมีเสียงบุตรชายดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ทำไมเราถึงไม่ลองไปที่วัดผิงอันเล่า ลูกได้ข่าวว่าหลวงพ่อท่านกลับมาจากปฏิบัติธรรมแล้ว”

“จริงหรืออาหย่ง เจ้ามิได้ล้อแม่เล่นใช่หรือไม่?” เสียงสั่นเครือถามย้ำในสิ่งที่บุตรชายกล่าวมาอย่างมีความหวัง

“ลูกมิกล้าล้อเล่นกับเรื่องแบบนี้หรอกขอรับ”

“ท่านพี่!” ฟางหรงเงยหน้าขึ้นมองสามี นัยน์ตาทอประกายอย่างมีความหวัง

“พี่รู้แล้ว อาหย่งเจ้าอยู่ทางนี้ก็ดูแลบ้านและน้องสาวเจ้าให้ดี ๆ ล่ะ” ชิงเฉิงเอ่ยกับภรรยาเสียงอ่อน ก่อนหันไปฝากฝังเรื่องที่บ้านแก่บุตรชายแทนในระหว่างที่เขาและภรรยาไม่อยู่

“ท่านพ่อโปรดวางใจ ลูกจะอยู่ดูแลน้องให้ดีที่สุด ท่านพ่อ ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง รักษาตัวด้วย”

“อืม ไปเถิดน้องหญิง หากชักช้ากว่านี้เกรงว่าตอนกลับจะมืดค่ำเอาเสียก่อน”

“ก็จริงอย่างที่ท่านพี่กล่าวมา” ฟางหรงเห็นด้วยกับสามี จึงได้ผละตัวออกไปตระเตรียมข้าวของ เพื่อนำไปทำบุญในครั้งนี้ด้วย ปล่อยให้สองพ่อลูกได้พูดคุยกันต่อ

เมื่อเห็นว่าภรรยาเดินออกไปแล้ว สองพ่อลูกก็หันมาพูดคุยปรึกษาเส้นทางค้าขายของแต่ละพื้นที่ ไว้เป็นเส้นทางค้าขายในอนาคตข้างหน้า รวมไปถึงเหตุการณ์แปลกประหลาดของบุตรสาว รอไม่นานฟังลงก็เตรียมของเสร็จ สองสามีภรรยาจึงออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังวัดผิงอันด้วยความหวัง ในใจก็ได้แต่ภาวนา หวังว่าในการไปครั้งนี้จะได้เจอหลวงพ่อ หาทางแก้ไขเรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับบุตรสาว

สองสามีภรรยาเร่งรีบเดินทางไปวัดผิงอันด้วยความร้อนใจ เมื่อถึงวัดก็มุ่งตรงไปยังจุดหมายปลายทาง ไปถึงพบว่ามีสามเณรมายืนรอพวกตนอยู่

“หลวงพ่อท่านรออยู่ เชิญด้านใน”

“ขอบคุณขอรับ”

ในขณะที่สองสามีภรรยากำลังก้าวเข้ามาด้านใน พบว่าพระท่านนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เหมือนรู้ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะมา

“มาถึงกันแล้วรึโยม นั่งก่อนสิ มิต้องรีบร้อนไป ถึงอย่างไรการมาถึงของนางก็ถือว่าเป็นเรื่องดีต่อพวกท่าน ทำใจให้สงบเถิด” หลวงพ่อกล่าวบอกเสียงราบเรียบ ก่อนเอ่ยไม่กี่ประโยคแล้วเดินกลับเข้าไปนั่งสมาธิตามเดิม ปล่อยให้สองสามีภรรยาจมอยู่กับความคิดของตนเอง

จวนสกุลจาง

ชิงเฉิงหลังกลับจากวัดอันผิง ก็เรียกบุตรชายเข้าพบที่ห้องหนังสือ พูดคุยปรึกษาเรื่องราวที่เจอในวันนี้ให้บุตรชายฟังทั้งหมด

“ท่านพ่อว่าอี้เอ๋อร์…”

“หากเป็นจริงดั่งที่พระท่านว่า มันก็มิได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะถึงอย่างไรอี้เอ๋อร์ก็คือบุตรสาวสกุลจางของเรา”

“ข้อนี้ลูกเองก็เห็นด้วยกับท่านพ่อ ไม่ว่าอย่างไรนางก็ยังเป็นน้องสาวของข้าด้วยเช่นกัน”

“เหลือก็เพียงแต่มารดาเจ้า เฮ้อ...”

“ทำไมล่ะขอรับ!?”

“ก็ตั้งแต่กลับจากวัดอันผิง เหมือนจะดูเซื่องซึมลงไปถนัดตา เอาแต่เก็บตัวเงียบ” ยิ่งภรรยาคู่ชีวิตแปลกไปเช่นนี้ เขาก็ยิ่งกังวลใจและเป็นห่วง เกรงว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะกระทบกระเทือนจิตใจนางมากก็น้อย นับว่าไม่บ่อยที่นางจะมีอาการแบบนี้

“หรือว่าท่านแม่จะคิดมากเรื่องอี้เอ๋อร์ เลยทำใจไม่ได้กัน”

“พ่อเองก็คิดเหมือนเจ้านั่นแหละอาหย่ง”

“แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะท่านพ่อ” สองพ่อลูกต่างกังวลใจไม่ต่างกัน

“พ่อเองก็จนปัญญา คงทำได้แค่ค่อย ๆ ปลอบใจแม่เจ้าไปเรื่อย ๆ”

เห้อ... คงทำได้แค่ค่อย ๆ อธิบายเรื่องราวก่อนหน้าให้ฟังอย่างใจเย็นสินะ ช่างปวดใจนักยามเห็นภรรยาแสนรักมีแต่ความเศร้าโศก แต่อย่างไรอี้เอ๋อร์ก็ยังคงเป็นคนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แค่ดวงจิตนางกลับมาหลอมรวมกันอีกครั้งเท่านั้นเอง แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายไปบ้าง อย่างไรก็เป็นบุตรสาวเขาอยู่ดี

ในขณะที่สองพ่อลูกกำลังกังวลเป็นห่วง อีกฝ่ายผู้เป็นภรรยาหรือมารดากลับเข้าห้องไปตั้งสติตนเองอีกครั้ง ไม่คิดเลยว่าบุตรสาวนางจะมีชะตาชีวิตเช่นนี้ ฟางหรงซับน้ำตาตรงหางตา พลางนึกสงสารในโชคชะตาชีวิตของอี้เอ๋อร์ แต่ก็ดี! อย่างน้อยนางก็ได้บุตรสาวกลับมา ฟางหรงตรึกตรองความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ผุดลุกขึ้นมุ่งหน้าไปห้องครัวทำเอาสาวใช้ข้างกายถึงกับงุนงง

“นายหญิงจะไปไหนหรือเจ้าคะ” เหมยฮั่วขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย

“ก็ไปทำหมูตุ๋นสมุนไพรให้อี้เอ๋อร์บำรุงร่างกายอย่างไรล่ะ นางตื่นมาจะได้มีของอร่อย ๆ กิน”

“ประเดี๋ยวบ่าวช่วยอีกคนนะเจ้าคะ”

“อืม”

ฟางหรงเดินเข้าครัวไปยังอารมณ์ดี แตกต่างจากเหตุการณ์ที่สองพ่อลูกกำลังนั่งหน้าดำคร่ำเครียดเป็นกังวลว่านางจะคิดมากและไม่สบายใจเรื่องบุตรสาว ทว่า พวกเขากลับไม่ได้รู้เลยว่า คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาหรือมารดามิได้คิดมากและรู้สึกกังวลขนาดนั้นเลย นางกลับมีความสุขเต็มเปี่ยมเพราะถึงอย่างไรจะบุตรสาวคนใหม่หรือคนเก่าก็ยังคงเป็นคนคนเดียวกัน เพราะฉะนั้นนางจะมานั่งกังวลทำไมให้เสียสุขภาพจิต

ทางสองพ่อลูก

“บุตรสาวข้าเป็นอย่างไรบ้าง” เสียงชายวัยกลางคนเอ่ยคาดคั้นเอาคำตอบทันทีเมื่อหมอชราหันมา ความกดดันที่แผ่ออกมาชวนให้คนเป็นหมอนั้น ถึงกับเหงื่อแตกพลั่กมือไม้สั่นจนแทบคุมไม่อยู่ 'นี่มันเวรกรรมอะไรของเขากันนะ'

“คือว่า..."
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel