ตอนที่ 8 ขายไข่มุก ซื้อเกวียนเทียมวัว
คิมหันต์และอนันต์มุ่งหน้าตรงมายังร้านขายเครื่องประดับในตลาดทันที ทั้งสองชั่งใจว่าจะเข้าร้านไหนดีคิมหันต์จึงบอกกับผู้เป็นพี่ชายว่าหาก ร้านไหนพนักงานไม่มีสีหน้าดูถูกหรือพูดจาดูถูกทั้งสองคนให้เข้าไปร้านนั้น อนันต์เห็นด้วยกับน้องชายทันที ทั้งสองเดินไปที่ร้านขายเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในเมือง แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากซักถามอะไร พนักงานก็ไล่พวกเขาทั้งสองคนออกมาแล้ว
คิมหันต์จึงพาพี่ชายเดินไปที่ร้านใหญ่เป็นอันดับที่สองของเมืองพนักงานพูดจาดี และสุภาพกับเขาพี่น้องมาก และถามถึงความต้องการของเขาทั้งสองคน
“เชิญขอรับ ไม่ทราบว่าท่านต้องการเครื่องประดับชนิดใดขอรับที่ร้านของพวกเรามีมากมายให้เลือกสรรค์ตั้งแต่ราคาย่อมเยาไปจนถึงราคาแพงขอรับตามคุณภาพของงานและฝีมือของช่าง”
“ข้าสองคนไม่ได้มาซื้อเครื่องประดับหรอกข้ามีบางสิ่งที่ต้องการขายน่ะไม่ทราบว่าทางร้านจะรับซื้อหรือไม่”
“อะไรหรือขอรับ ขอข้าดูได้หรือไม่”
คิมหันต์เอาไข่มุกออกมาให้พนักงานดูหนึ่งเม็ด พนักงานเห็นก็ตกใจทันที สีของไข่มุกสวยงามมากเขาไม่รู้หรอกว่าทั้งสองคนไปเอามาจากที่ใด แต่ในเมื่อนำมาขายเขาคิดว่าเถ้าแก่เนี้ยต้องรับซื้อแน่ๆ จึงได้ให้ทั้งสองคน เข้ามานั่งรอในห้องพร้อมกับนำน้ำชามาให้ทั้งสองคนจิบก่อนจะหันหลังออกไปตามเจ้าของร้านมา
“พวกท่านตามข้ามานั่งรอข้างในก่อน ข้าจะไปเรียนเถ้าแก่เนี้ยให้”
“ขอบคุณมากขอรับ”
ทั้งสองนั่งรออยู่ไม่นานก็มีสตรีวัยกลางคนรูปร่างอวบอ้วนเดินเข้ามา พร้อมกับเอ่ยปากถามถึงไข่มุกทันที
“เด็กในร้านบอกข้าว่าพวกเจ้ามีไข่มุกมาขายเช่นนั้นหรือ เอาออกมาให้ข้าดูหน่อยสิ”
“นี่ขอรับ” คิมหันต์นำไข่มุกออกมาให้ดูอย่างละเม็ด
เมื่อเถ้าแก่เนี้ยเห็นถึงกับตาโตเท่าไข่ห่าน
“นี่มันงามมากพวกเจ้ามีมากน้อยเพียงใดข้ารับหมด พวกเจ้าบอกได้หรือไม่ได้ไข่มุกพวกนี้มาจากที่ใด”
“เรียนเถ้าแก่เนี้ยข้านั้นไม่ปิดบัง พวกข้าเป็นพรานป่ายากจน วันๆ ก็หาอาหารล่าสัตว์ในป่า พอดีภรรยาของข้าไปเจอหอยมุกในลำธารกลาง หุบเขาน่ะขอรับ แต่มีแค่ห้าตัวเท่านั้นพวกข้าหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอจึงได้มาเท่านี้”
“เฮ้อ ก็คงจะมีเท่านี้จริงๆ แหละ พวกเจ้าไม่รู้หรือไข่มุกพวกนี้แม้จะเป็นไข่มุกน้ำจืดแต่ถือว่าเม็ดสวย สีสวยสมบูรณ์นับว่าหายากพอสมควร สีชมพูข้าให้เม็ดละหนึ่งเงิน สีชมพูอมม่วงนับว่าหายากมาก ข้าให้เม็ดละสองเงิน ส่วนสีขาวมุกนี้มีขนาดเล็กข้าให้เม็ดละ ห้าสิบทองแดงพวกเจ้าเห็นเป็นเช่นไร”
“พวกข้ายินดีขายขอรับ”
“เช่นนั้น ก็เป็นเงินทั้งหมด ยี่สิบเจ็ดเงินกับห้าสิบทองแดงนะเจ้า”
“ขอบพระคุณเถ้าแก่เนี้ยมากขอรับ”
“ไม่เป็นไรๆ ถ้ามีอีกอย่าลืมข้าก็แล้วกัน”
“ขอรับ ถ้ามีอีกข้าจะต้องมาขายให้ท่านอีกแน่นอน พวกข้าขอตัวก่อน”
เมื่อออกมาจากร้านขายเครื่องประดับแล้ว อนันต์ถึงกับเข่าทรุดเลยทีเดียว คิมหันต์เห็นพี่ชายทรุดลงไปก็ตกใจเป็นอย่างมากพลางถามออกมาด้วยความร้อนรน
“พี่ใหญ่ท่านเป็นอะไร ท่านบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”
“ข้าไม่ได้เป็นอะไร ข้าแค่ดีใจและตกใจมากไปหน่อย”
“ท่านอย่าทำให้ข้าตกใจจะได้ไหมเล่า”
“ไปกันเถอะ แต่ว่าตอนนี้หาอะไรกินก่อนดีหรือไม่พี่ชักหิวแล้วกินเสร็จค่อยไปซื้อของ”
“ขอรับพี่ใหญ่”
จากนั้นทั้งสองคนเดินเข้าร้านบะหมี่และสั่งบะหมี่น้ำมาคนละชามเพราะทั้งสองคนคิดว่ากลับไปกินข้าวที่บ้านจะดีกว่า จ่ายค่าบะหมี่ไปชามละห้าอิแปะ สองชามสิบอิแปะจากนั้นทั้งสองมุ่งหน้าไปยังร้านขายผ้าห่มทันที คิมหันต์ซื้อผ้าห่มอย่างหนาและผืนใหญ่ทั้งหมด ห้าผืน
จากนั้นเสื้อกันหนาวสำหรับทุกคนและซื้อผ้าอย่างหนาไปให้พี่สะใภ้ตัดชุดเพิ่มด้วย จากนั้นเขานึกขึ้นได้ว่าต้องซื้อฟูกนอนเพิ่มเพราะที่บ้านทั้งเก่าทั้งบาง จึงได้ซื้อฟูกนอนอีกสองอัน จ่ายเงินค่าที่นอนและผ้าห่มไปทั้งหมดหนึ่งเหรียญเงินเลยทีเดียว ช่างแพงเอาเสียจริงแต่จะทำเช่นไรได้ในเมื่อเขาเลือกของที่ดีก็ต้องจ่ายแพงเป็นเรื่องปกติและฝากของทั้งหมดไว้ที่ร้านก่อน
จากนั้นเขามุ่งหน้าตรงไปยังร้านขายข้าวและธัญพืชรวมถึงแป้งต่างๆ ใบหม่อนบอกว่าให้ซื้อข้าวสารและพวกแป้งรวมถึงของจำเป็นไปกักตุนไว้เพราะถ้าเกิดเข้าหน้าหนาวแล้วราคาสินค้าคงจะเพิ่มขึ้น ถ้าเกิดหิมะตก เป็นเวลายาวนานนั่นหมายถึงอาหารจะไม่พอมีมากดีกว่ามีไม่พอ เขาจึงซื้อข้าวไปอีก 100 ชั่ง คิดเป็นเงิน 5,000 อิแปะหรือ 50 เหรียญทองแดง และก็เหมือนเดิมคือฝากไว้ที่ร้านก่อน ทั้งสองคนออกจากร้านขายข้าวแล้วมุ่งหน้าไปยังร้านขายวัวและเกวียนทันที
“คิม จะซื้อเกวียนขนาดใหญ่หรือเล็ก” อนันต์ถามน้องชาย
“ขนาดใหญ่สิพี่ใหญ่ ลูกข้าก็สามคนแล้วไหนจะลูกท่านอีกเวลาไปไหนมาไหนมันจะพอนั่งหรือข้าว่าซื้อใหญ่ไปเลย”
“อืม เอาตามเจ้าว่า วัวเอาสองตัวไหวหรือไม่วัวก็มีราคาแพงเหมือนกัน”
“ไหว เสร็จจากตรงนี้ต้องไปหาช่างไปซ่อมบ้านก่อนหรือเราจะซ่อมกันเองพี่ใหญ่”
“พี่ว่าซ่อมกันเองก่อนดีหรือไม่ เอาไว้ค่อยเอาแบบบ้านที่เมียเจ้า มาให้ช่างคำนวณราคา”
“เอาแบบนั้นก็ได้ เช่นนั้นวันนี้ก็ซื้อหลังคาฟางกลับไปด้วยจากนั้นค่อยเอาไม้ไผ่มาสานทำหลังคามุงทับกันก็น่าจะได้แล้ว”
ทั้งสองเดินมาไม่นานก็มาถึงร้านขายวัวและเกวียน คิมหันต์เลือกวัวตัวผู้มาสองตัวและเกวียนขนาดใหญ่หนึ่งคัน จากนั้นให้ทางร้านจัดการเทียมวัวให้เรียบร้อยถึงได้จ่ายเงินให้เจ้าของร้าน
“เชิญขอรับเชิญไม่ทราบว่าท่านต้องการ วัว หรือ ลาขอรับ” พนักงานในร้านออกมาต้อนรับ
“ข้าขอดูวัวก่อนก็แล้วกัน”
“ทางนี้เลยขอรับวัวหนุ่มอายุสองปี แข็งแรงสุขภาพดีมาก ท่านถูกใจตัวไหนบอกข้าได้เลยขอรับ”
“ตัวนั้นล่ะราคาเท่าไหร่” คิมหันต์ถามคนขาย
“ตัวนี้หรือขอรับ นับว่าท่านตาถึงยิ่งนัก ราคา 1 เงินขอรับ”
“แล้วตัวนั่นล่ะ สีน้ำตาลเข้มตรงนั้น”
“1 เงินเช่นกันขอรับ”
“อืมเช่นนั้นข้าเอาสองตัว และข้าต้องการเกวียนขนาดใหญ่ด้วย”
“เชิญทางด้านนี้ขอรับ มีให้เลือกหลายแบบหลายขนาดด้วยกัน”
“เอาคันนั้นก็แล้วกันมีหลังคาด้วยจะได้คุ้มแดดคุ้มฝนได้ ราคาเท่าไหร่หรือ”
“คันนี้ 8 ทองแดงขอรับ”
“รบกวนเทียมเกวียนให้ข้าด้วย”
“ได้ขอรับ รบกวนรอสักครู่นะขอรับ”
เมื่อจัดการเทียมเกวียนเข้ากับวัวเรียบร้อยแล้ว คิมหันต์จ่ายเงินไปทั้งหมด 2 เงินกับอีก 8 ทองแดง จากนั้นก็ขับเกวียนไปรับของตามร้านต่างๆ ที่ฝากไว้ ทั้งผ้าห่มฟูกนอนเสื้อกันหนาวข้าวสารและไม่ลืมที่จะแวะซื้อเครื่องปรุงต่างๆ ไปเพิ่มอีก เมื่อเอาของขึ้นเกวียนครบแล้วอนันต์ขับเกวียนไปซื้อหลังคาเพื่อไปซ่อมแซมบ้านทันที กว่าจะซื้อของครบก็เป็นเวลาเกือบจะเที่ยงแล้ว ทั้งสองคนรีบบังคับเกวียนกลับหมู่บ้านทันที
บ้านของทั้งสองตั้งอยู่เชิงเขาก่อนถึงหมู่บ้านนั่นเป็นเรื่องดีที่ไม่ต้องผ่านหมู่บ้านจะได้ไม่ต้องมีผู้ใดมาสอดรู้สอดเห็นและนำเรื่องของพวกเขาไปพูดให้คนบ้านนั้นฟัง ไม่ใช่ว่าเขากลัวคนพวกนั้นแต่ตอนนี้พี่สะใภ้กำลังตั้งท้องเมียของเขาก็เพิ่งคลอดเขากลัวว่าคนพวกนั้นจะมารังแกตอนที่เขาและพี่ชายไม่อยู่บ้าน
“ใบหม่อนพี่กลับมาแล้ว” คิมหันต์เมื่อลงจากเกวียนได้ก็ร้องหาภรรยาทันที
“ท่านพี่จะเสียงดังทำไมเจ้าคะเจ้าก้อนตกใจเดี๋ยวได้ร้องไห้บ้านแตกอีก”
“พี่ลืมตัวไปหน่อยพี่ขอโทษ”
“ทำไมกลับมาช้านักล่ะวันนี้”
“พอดีพี่ซื้อของหลายอย่างรวมถึงเกวียนและวัวด้วย พี่ไปช่วยพี่ใหญ่ยกของเข้าบ้านก่อน”
คิมหันต์ออกไปแล้วใบหม่อนเดินตามออกมาเจอพี่บัวตองพอดีทั้งคู่จึงเดินเข้าครัวเพื่อทำอาหารให้ทั้งสองคนเพราะรู้ว่าสามีพวกนางไม่มีทางที่จะกินมาจากในเมืองเพราะกลับมาเวลาอาหารเที่ยงพอดี ใบหม่อนปล่อยให้ บัวตองทำอาหารคนเดียวเพราะอาหารเที่ยงไม่ต้องทำอะไรมากแค่ผัดผักป่าเพิ่มอีกจานก็พอแล้วมื้อเช้านางทำไว้เยอะแต่สามีและพี่ชายไม่มีใครอยู่กินกันสักคนเพราะรีบเข้าเมืองไปขายของ
คิมหันต์และพี่ชายเดินเข้าบ้านไปล้างไม้ล้างมือเพื่อกินอาหารกลางวัน ทั้งสองคนกินอย่างหิวโหย จนอาหารทุกอย่างหมดถึงได้เลิกกิน
“ท่านพี่ซื้ออะไรมาบ้าง”
“พี่ซื้อข้าวสารเพิ่ม และพวกเครื่องปรุงต่างๆ เอามาเก็บไว้พี่จะค่อยๆ ทยอยซื้อทุกวันที่เข้าไปขายของ ส่วนผ้าห่มพี่ซื้อมา 5 ผืน ฟูกนอน 2 อัน เสื้อกันหนาวครบทุกคนและซื้อผ้าฝ้ายอย่างหนามาให้พี่สะใภ้ตัดชุดให้ทุกคนใส่ด้วย”
“เช่นนั้นวันนี้พวกท่านช่วยทำห้องเก็บเสบียงได้หรือไม่ เพราะในห้องครัวคงไม่พอเก็บของ ขยายออกไปไม่น่าจะยาก”
“ได้ พอดีพี่ซื้อหลังคาฟางมาด้วยกะว่าจะซ่อมหลังคาบ้านจากนั้นค่อยใช้หลังคาไม้ไผ่มุงทับชั้น”
“เอาตามที่ท่านพี่ว่าเลยเจ้าค่ะ ไข่มุกราคาดีหรือไม่เจ้าคะ”
“จริงสิ เม็ดละหนึ่งเงินเลยล่ะ ส่วนเม็ดเล็ก ห้าสิบทองแดงน่ะ”
“นับว่าดีมากแล้วเจ้าค่ะ เอาไว้เราค่อยไปหาอีก ท่านอย่าลืมทำคอกให้วัวและไก่ด้วยนะเจ้าคะ ท่านจะเอาไก่มาขังไว้ในครัวไม่ได้”
“โอ๊ะ พี่ลืมสนิทเลย พี่จะรีบไปทำเดี๋ยวนี้ นี่เงินที่เหลือวันนี้ 24 เงิน แบ่งให้พี่ใหญ่ 12 เงิน ก็เหลือ 12 เงิน”
“เจ้าค่ะ จะได้เก็บไว้ทำบ้าน ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่”
“เช่นนั้นพี่ไปทำคอกวัวกับเล้าไก่ก่อนนะ”
“เจ้าค่ะ” ใบหม่อนนั่งคิดหาหนทางทำเงิน ช่างยุ่งยากนักนางไม่เชื่อว่าในป่าจะไม่มีของล้ำค่าให้นำไปขายได้หรอกเพียงแต่ว่าลูกนางยังเล็กมาก ไม่สามารถจะทิ้งไว้กับพี่สะใภ้ได้นานๆ เฮ้อคงต้องค่อยเป็นค่อยไปสินะ
“พี่บัวตองข้าฝากพวกเจ้าก้อนหน่อยนะเจ้าคะ”
“เจ้าจะไปไหนอีกหรือใบหม่อน จะเข้าป่ารึ”
“เจ้าค่ะ ข้าจะไปดูเผื่อจะเจอเห็ดหรือของที่สามารถกินหรือขายได้ ข้าไปไม่นานหรอกพี่บัวตอง ข้าจะรีบกลับ”
“อืมได้ๆ เจ้าเองก็ระวังตัวด้วยล่ะ”
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะระวัง”
ใบหม่อนสะพายตะกร้าขึ้นหลัง พร้อมด้วยมีดปลายแหลมหนึ่งด้ามและธนูที่นางทำขึ้นพร้อมลูกที่ทำจากไม้ไผ่อีก 50 ดอก เดินเข้าป่าไป นางเดินตรงไปป่าอีกด้านที่ไม่ค่อยมีคนเข้าไปนัก เดินไปเรื่อยๆ ก็เจอเข้ากับเห็ดหอมและเห็ดหูหนูดำ นางเก็บเห็ดจนหมดแล้วจึงเดินต่อไม่นานก็เจอเข้ากับเห็ดสนเหลืองเกิดเป็นบริเวณวงกว้างนางเก็บจนหมดได้เต็มตะกร้าพอดี นางหันหลังเดินจะกลับบ้าน แต่สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับบางอย่างเข้า ทำให้นางต้องอดทนไม่กรี๊ดลั่นป่า นี่มันช่างเกินความคาดหมายจริงๆ
