บท
ตั้งค่า

บทที่ 6: ขึ้นเขาหาของป่าและราตรีที่ชวนให้ใจสั่น

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า หมู่บ้านซิงหัวยังคงปกคลุมด้วยม่านหมอกจางๆ อากาศเย็นยะเยือกในยามเช้าแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าฝ้ายบางๆ จนขนลุกชัน

ซูเจิน ยืนมองก้นถังข้าวสารที่เหลือข้าวเพียงหยิบมือเดียว เธอถอนหายใจยาว พลางหันไปมอง ลู่เฟิง ที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงเตา เพราะฤทธิ์ยาแก้ไข้และน้ำเกลือล้างแผลเมื่อวาน และ แม่หลิว ที่กำลังนั่งสานตะกร้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"เสบียงหมดเกลี้ยงแล้ว" ซูเจินพึมพำ "ขืนรอส่วนแบ่งจากคอมมูนคงอดตายก่อนแน่"

เธอตัดสินใจคว้าตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นสะพายหลัง แล้วเดินไปสะกิด ลู่ชิง ที่กำลังกวาดลานบ้าน

"อาชิง ไปกับพี่หน่อย"

"ไปไหนจ๊ะพี่สะใภ้?" เด็กสาวถามตาแป๋ว

"ขึ้นเขา ไปหาของดีกัน" ซูเจินยิ้มมุมปาก แววตามุ่งมั่น

ณ ป่าท้ายหมู่บ้าน

สภาพป่าในยามฤดูแล้งดูแห้งแล้งจนน่าใจหาย ใบไม้แห้งกรอบร่วงหล่นเกลื่อนพื้น ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นตายซาก ชาวบ้านหลายกลุ่มเดินสวนลงมาด้วยตะกร้าที่ว่างเปล่า ต่างส่ายหน้าบ่นพึมพำว่า "ไม่มีอะไรเหลือแล้ว" "แม้แต่รากไม้ก็ถูกขุดไปหมด"

ลู่ชิงเดินตามหลังพี่สะใภ้ต้อยๆ ใบหน้าหมองคล้ำ "พี่สะใภ้จ๊ะ คนอื่นเขาหากันไปหมดแล้ว เราจะเจออะไรเหรอจ๊ะ?"

ซูเจินหันมาขยิบตาให้ "คนอื่นมองหาแต่สิ่งที่พวกเขารู้จัก แต่พี่มองหาสิ่งที่พวกเขามองข้าม ตามมาเถอะน่า"

ซูเจินไม่ได้พาเดินตามเส้นทางปกติที่ชาวบ้านใช้ แต่เธอใช้ความรู้เรื่องภูมิศาสตร์สังเกตทิศทางลมและความชื้น พาเดินลัดเลาะเข้าไปในดงหนามที่รกทึบ ซึ่งชาวบ้านมักหลีกเลี่ยง

"ระวังหนามนะอาชิง" ซูเจินแหวกกิ่งไม้แห้งออก ทันใดนั้น สายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับพืชคลุมดินสีเขียวเข้มกลุ่มใหญ่ที่ขึ้นหนาแน่นอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่

"เจอแล้ว!"

ซูเจินรีบวางตะกร้า นั่งลงแล้วเริ่มถอนพืชพวกนั้นอย่างรวดเร็ว

"นี่มัน 'ผักเบี้ยใหญ่' (หม่าฉือเซี่ยน) นี่จ๊ะ?" ลู่ชิงทำหน้าเหยเก "แม่บอกว่ามันเป็นวัชพืช เอาไว้ให้หมูกิน คนไม่กินกันหรอกจ้ะ มันเหม็นเขียว"

"นั่นเพราะพวกเขาทำไม่เป็นต่างหาก" ซูเจินหัวเราะ มือยังคงเด็ดผักอย่างคล่องแคล่ว "เจ้าผักนี่น่ะ ของดีเลยนะอาชิง มันช่วยแก้ร้อนใน ลดการอักเสบ แถมยังมีกรดไขมัน เอ้อ มีสารอาหารที่ทำให้สมองดีด้วย ถ้าเอาไปลวกน้ำร้อนแล้วตากแห้ง เก็บไว้กินหน้าหนาว หรือเอามาผัดใส่น้ำมันกากหมู อร่อยจนลืมเนื้อเลยล่ะ"

ลู่ชิงมองพี่สะใภ้อย่างทึ่งๆ พี่สะใภ้คนนี้รู้ไปหมดทุกอย่างจริงๆ

หลังจากเก็บผักเบี้ยใหญ่จนเต็มตะกร้า ซูเจินก็พาเดินลึกเข้าไปอีก คราวนี้จมูกของเธอได้กลิ่นหอมชื้นๆ ของเชื้อรา

"หยุดก่อน" ซูเจินยกมือห้าม เธอเดินย่องเข้าไปที่โคนต้นสนใหญ่ที่ล้มพาดขวางทางอยู่ เธอค่อยๆ เกลี่ยใบไม้แห้งที่ทับถมกันอยู่ออก

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ เห็ดสีน้ำตาลเข้มดอกใหญ่ อวบอ้วน เนื้อแน่น ราวกับร่มคันจิ๋วที่กางออกรับความชื้น มันขึ้นเรียงรายกันเป็นแพ

"ว้าย! พี่สะใภ้ถอยออกมาเร็ว! นั่นมันเห็ดพิษ!" ลู่ชิงร้องเสียงหลง จะดึงแขนพี่สาวออก "สีตุ่นๆ แบบนี้ ผู้เฒ่าบอกว่ากินแล้วเมาตาย!"

"ชู่ว" ซูเจินยิ้มกว้าง แววตาเป็นประกายวาววับยิ่งกว่าเจอทอง "นี่ไม่ใช่เห็ดพิษจ้ะอาชิง นี่คือราชาแห่งเห็ด 'เห็ดสน' (ซงหรง) ต่างหาก!"

ในยุคปัจจุบัน เห็ดชนิดนี้มีราคาแพงระยับ แตในยุค 70 ที่ความรู้ยังไม่แพร่หลาย ชาวบ้านที่ไม่รู้จักจึงมองข้ามมันไปอย่างน่าเสียดาย

"มันกินได้จริงๆ เหรอจ๊ะ?" ลู่ชิงถามเสียงอ่อย

"ยิ่งกว่ากินได้อีก รสชาติมันเหมือนเนื้อไก่ฉีก หอมหวาน ยิ่งเอาไปต้มซุปนะ รับรองว่าพี่ชายเราต้องหายวันหายคืนแน่นอน"

สองพี่น้องช่วยกันเก็บเห็ดใส่ตะกร้าจนล้น ซูเจินยังสอนลู่ชิงให้รู้จัก 'เก๋ากี้ป่า' และ 'สมุนไพรตังกุย' ที่ขึ้นแซมอยู่ตามซอกหินอีกด้วย

เมื่อทั้งคู่เดินลงจากเขา ตะกร้าบนหลังก็หนักอึ้งไปด้วยเสบียงที่คนอื่นมองข้าม ชาวบ้านที่เดินสวนมาต่างมองด้วยสายตาดูแคลน เมื่อเห็นว่าในตะกร้ามีแต่วัชพืชและเห็ดหน้าตาประหลาด

"ดูสะใภ้ตระกูลลู่สิ สงสัยจะหิวจนหน้ามืด เก็บหญ้าให้หมูกินไปให้ผัวกินซะแล้ว" ป้าข้างบ้านกระซิบกระซาบนินทา

ซูเจินได้ยินแต่ไม่สนใจ เธอเชิดหน้าขึ้น เดินฮัมเพลงกลับบ้านอย่างสบายใจ 'เดี๋ยวก็รู้ว่าใครกันแน่ที่หน้ามืด ของดีขนาดนี้ ต่อให้เอาทองมาแลกก็ไม่ยอม!'

ช่วงเย็น ณ บ้านตระกูลลู่

กลิ่นหอมของ 'ซุปเห็ดสน' ลอยอบอวลไปทั่วบ้าน มันเป็นกลิ่นหอมที่ลึกล้ำและยั่วน้ำลายยิ่งกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก

บนโต๊ะอาหารมื้อเย็นวันนี้ มีผักเบี้ยใหญ่ลวกราดน้ำปรุงรสเปรี้ยวเค็มกำลังดี และชามซุปเห็ดร้อนๆ ควันฉุย

"นี่มัน" แม่หลิวตักซุปเข้าปาก ดวงตาเบิกโพลง "น้ำแกงอะไรทำไมหวานคล่องคอขนาดนี้? ใส่ผงชูรสไปทั้งกระป๋องรึเปล่า?"

"ไม่ได้ใส่สักเม็ดจ้ะแม่" ซูเจินตอบยิ้มๆ คีบเห็ดใส่ถ้วยให้ลู่เฟิง "ความหวานจากเห็ดล้วนๆ กินเยอะๆ นะคะคุณ เห็ดนี่บำรุงกำลัง เลือดลมจะได้ไหลเวียนดี แผลจะได้หายไวๆ"

ลู่เฟิงมองเห็ดในถ้วย แล้วเงยหน้ามองภรรยาที่กำลังสาละวนตักข้าวให้ทุกคน แววตาของเขาซับซ้อนขึ้นทุกที

นอกจากอาหารอร่อยแล้ว วันนี้เขายังเห็นซูเจินนั่งล้างผักดองผักอยู่หน้าบ้านทั้งบ่าย เธอเอาผักเบี้ยใหญ่มาตากแห้งเพื่อถนอมอาหารเก็บไว้กินหน้าหนาว ความรอบคอบและขยันขันแข็งแบบนี้ มันคือคุณสมบัติของแม่ศรีเรือนที่หาตัวจับยาก

[ ติ๊ง! ] [ ลู่เฟิง: -65% ➔ -60% ]

ตกดึก ช่วงเวลาแห่งความระทึกใจ

พระจันทร์ลอยเด่นกลางเวหา บรรยากาศภายในห้องนอนเงียบสงัดจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไร

บนเตียงเตาที่อุ่นสบาย ซูเจิน และ ลู่เฟิง นอนเคียงข้างกันโดยมีหมอนข้างเก่าๆ ใบหนึ่งวางกั้นกลางไว้เป็นเส้นแบ่งเขตแดน

ลู่เฟิงนอนตัวตรงแด่ว มือประสานกันไว้ที่หน้าท้อง ลมหายใจสม่ำเสมอแต่แฝงความเกร็งเครียด ส่วนซูเจินนอนตะแคงข้าง จ้องมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสามีผ่านความมืด

แสงจันทร์ที่ลอดเข้ามาตกกระทบสันจมูกโด่งและขนตายาวงอนของเขา ทำให้ชายหนุ่มดูหล่อเหลาราวกับรูปสลัก ซูเจินอดชื่นชมในใจไม่ได้ 'จะว่าไปตานี่ก็หล่อเหมือนกันนะเนี่ย เสียดายที่ปากแข็งไปหน่อย'

ความเงียบทำให้ซูเจินเริ่มรู้สึกอยากแกล้งคน เธอนึกถึงเหตุการณ์ "จุ๊บ" เมื่อวานแล้วก็อดหมั่นเขี้ยวไม่ได้ ยิ่งเห็นเขานอนตัวแข็งเป็นท่อนไม้แบบนี้ ยิ่งน่าแกล้งเข้าไปใหญ่

'แหม เป็นผัวเมียกัน นอนห่างกันเป็นวาแบบนี้ เดี๋ยวผีบ้านผีเรือนก็หัวเราะเยาะแย่'

ไวเท่าความคิด ซูเจินแกล้งทำเป็นละเมอ เธอขยับตัวข้ามหมอนข้าง พลิกตัวเข้าไปเบียดชิดกับร่างหนาของลู่เฟิง

"อืม หนาวชะมัด" เธอพึมพำเสียงงัวเงียปลอมๆ

วินาทีต่อมา เธอก็วาดแขนเรียวเล็กขึ้นไปพาดกอดรอบเอวสอบของเขาอย่างถือวิสาสะ แถมยังแกล้งเอาขาข้างหนึ่งก่ายเกยขึ้นไปบนขาขวาข้างที่ไม่เจ็บของเขาอีกด้วย!

กึก!

ร่างของลู่เฟิงกระตุกเฮือก แข็งทื่อเป็นหินไปในทันที!

เขาเบิกตาโพลงในความมืด หัวใจเต้นกระหน่ำรัวเร็วราวกับกลองรบ ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก!

กลิ่นกายหอมละมุนของหญิงสาวลอยมาแตะจมูก สัมผัสนุ่มนิ่มของร่างกายที่เบียดชิดแนบแน่นทำให้เลือดลมในกายชายหนุ่มสูบฉีดพล่าน เขาไม่เคยใกล้ชิดกับสตรีเพศขนาดนี้มาก่อน ตั้งแต่แต่งงานกับซูเจินพวกเราก็ไม่เคยมีอะไรกัน ยิ่งเป็น "ซูเจินคนเดิม" ที่เขาเคยตั้งแง่รังเกียจ สถานการณ์ตอนนี้มันจึงปั่นป่วนความรู้สึกเขาจนแทบระเบิด

"ซู ซูเจิน" ลู่เฟิงเรียกชื่อเธอเสียงแหบพร่า พยายามจะใช้นิ้วจิ้มไหล่เธอให้ตื่น "คุณ ถอยออกไป"

"งื้ม หมอนข้าง อุ่นจัง"

ซูเจินไม่ถอย แถมยังซุกหน้าลงกับแผงอกกว้างของเขา ถูไถแก้มเบาๆ เหมือนลูกแมวขี้อ้อน

ลู่เฟิงกลั้นหายใจหน้าแดงก่ำในความมืด ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขารู้ดีว่าควรจะผลักเธอออกไป แต่ มือไม้กลับไม่มีแรงเอาเสียเลย

ความอบอุ่นจากร่างกายของเธอที่ส่งผ่านมา มันช่วยไล่ความหนาวเหน็บและความว้าเหว่ที่กัดกินหัวใจเขามาตลอดหลายปี มันเป็นความรู้สึกที่ไม่เลวร้ายเลยสักนิด

ชายหนุ่มนอนตัวแข็งทื่อ ปล่อยให้ภรรยาตัวแสบ กอดก่ายอยู่แบบนั้น เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นวางลงบนท่อนแขนเล็กที่พาดอยู่บนเอวของเขา ตั้งใจจะดึงออก

แต่เมื่อสัมผัสโดนผิวเนียนละเอียด มือหนาของเขากลับชะงัก

เขาไม่ได้ดึงออก แต่กลับวางมือทาบทับลงไปเบาๆ โดยไม่รู้ตัว ราวกับยอมจำนนต่อพันธนาการอันแสนหวานนี้

ในความมืดนั้น มุมปากของลู่เฟิงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัว

ทันใดนั้น!!!

[ ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง! ]

เสียงสัญญาณแจ้งเตือนระบบดังรัวเร็วในหัวของซูเจินราวกับแจ็คพอตแตก!

[ ตรวจพบปฏิกิริยาทางเคมีที่รุนแรง! ] [ ลู่เฟิง: -60% ➔ -50% ] [ ยินดีด้วย! ค่าความสัมพันธ์เข้าสู่ระดับ "เปิดใจยอมรับ" ]

[ ระบบห้างสรรพสินค้า: ปลดล็อก! ] [ คุณสามารถนำสินค้าออกจากมิติได้แล้ว (ภายใต้เงื่อนไขจำกัด) ]

ซูเจินที่แกล้งหลับอยู่ถึงกับเบิกตาโพลงในอ้อมกอดสามี เธอแทบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

'กรี๊ดดด! สำเร็จ! ในที่สุดฉันก็มีข้าวกินแล้ว! แถมยังมียาด้วย! ฮ่าๆๆ ไอ้คนปากแข็ง เสร็จโจรล่ะทีนี้!'

เธอแอบเงยหน้ามองเสี้ยวหน้าของลู่เฟิงที่นอนหลับตาพริ้มแต่หูแดงเถือก เธออมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด

"ขอบใจนะ สามี" เธอกระซิบเสียงเบาหวิวที่ไม่มีใครได้ยิน

คืนนี้ คงเป็นคืนแรกที่บ้านตระกูลลู่จะหลับฝันดี และพรุ่งนี้เช้า ชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไปตลอดกาล ด้วย "ห้างสรรพสินค้า" ที่กำลังจะเปิดทำการ!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel