ตอนที่4
ตอนที่ 4 คืนที่ฝนตก
สายฝนโปรยกระหน่ำลงมา เสียงฟ้าร้องครืนดังก้อง สายลมค่ำคืนพัดกระหน่ำจนผ้าม่านบาง หน้าต่างไม้เก่าไหวสะบัดตามแรงลม
หลิงอันก้าวเข้ามาในห้องด้วยลมหายใจแผ่วและเร่งฝีเท้า มือเล็กประคองถ้วยยาสมุนไพรอุ่น ๆ ไว้แน่น นางก้าวตรงไปยังโต๊ะไม้เก่า ก่อนวางถ้วยยาลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง ก่อนจะรีบก้าวตรงไปยังบานหน้าต่างไม้เก่าที่เริ่มมีเม็ดฝนกระเด็นเข้ามา มือเล็กทั้งสองรีบปิดบานหน้าต่างลงให้สนิท แม้เสียงฝนและเสียงลมพัดยังดังลอดเข้ามา แต่ความเย็นจัดก็ลดลงเล็กน้อย
เมื่อหันกลับมา แววตาของนางสั่นไหวทันทีที่เห็นเหอหยางยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติงบนเตียง นางเร่งก้าวเข้าไปนั่งเคียงข้างเขาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เหอหยาง… เหอหยาง… ”
ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงลมหายใจที่เบาจนแทบจับไม่ได้
หลิงอันเอื้อมมือเล็กไปแตะหน้าผากเขาใจนางพลันหายวาบ เพราะตอนนี้กายเขาเย็นเฉียบราวน้ำแข็ง นางขมวดคิ้วแน่นริมฝีปากเอ่ยพึมพำอย่างวิตก
“ทำไมถึงได้เย็นขนาดนี้”
ความกังวลแล่นวาบจนแทบยืนไม่อยู่ นางรีบลุกขึ้น ก้าวตรงไปยังประตูก่อนจะเปิดประตูออกไปทันที แต่พอประตูเปิดออก สายฝนพลันกระหน่ำลงมาจนร่างเล็กชะงักงัน เสียงฟ้าร้องดังไม่ขาดสาย หัวใจนางสั่นไหวด้วยความลังเลใจหากออกไปตอนนี้ พายุที่โหมกระหน่ำขนาดนี้นางคงมองไม่เห็นทางเป็นแน่อีกทั้งดึกขนาดนี้แล้วอาจมีอัตราย
แต่พอนางเหลียวกลับไปมองร่างของบุรุษที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ความลังเลก็พลันสลายไปความคิดหนึ่งผุดขึ้นอย่างแน่วแน่ อย่างไรก็ช่วยเขาแล้วก็คงต้องช่วยให้ถึงที่สุดแล้ว ริมฝีปากนางเม้มแน่น นัยน์ตาสั่นวาบด้วยความตั้งใจ
นางวิ่งออกไปอย่างไม่ลังเล สายฝนสาดซัดใส่ใบหน้างามและร่างกายบอบบางจนเปียกปอน อาภรณ์บางเบาแนบชิดผิวจนหนาวสะท้าน แต่หลิงอันไม่หยุดฝีเท้า นางเร่งวิ่งไปตามเส้นทางลูกรังที่เต็มไปด้วยโคลน มุ่งหน้าไปยังเรือนของหมอจางซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
หลิงอันวิ่งฝ่าพายุจนมาถึงหน้ารั้วเรือนของหมอจางในหมู่บ้าน แต่ประตูใหญ่กลับปิดสนิท นางไม่รีรอมือเล็กที่สั่นเทาทั้งจากความหนาวและความหวาดหวั่นรีบยกขึ้นทุบแผ่นไม้รั้วเรือนสุดแรง เสียงเคาะประตูดังปสานกับเสียงฟ้าที่กำลังคำราม
“ท่านหมอจาง! ท่านอยู่หรือไม่? ได้โปรดช่วยข้าด้วย!
ท่านหมอจาง!! ได้โปรด ช่วยด้วย!!”
เสียงร้องของนางสั่นเครือ แต่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นร้อนใจ มือเล็กทุบลงบนแผ่นไม้แข็งนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ภายในเรือนยังคงเงียบงัน
สายฝนกระหน่ำลงมาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ร่างเล็กของหลิงอันสั่นเทา เส้นผมแนบใบหน้าด้วยความเปียกปอน อาภรณ์ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน แต่แม้เสียงจะเริ่มแหบหาย นางก็ยังไม่ยอมแพ้ยังคงตะโกนเรียกอย่างมีความหวัง
“หมอจาง!! ได้โปรดช่วยคนด้วย!!”
เสียงสุดท้ายแทบไม่ต่างจากกระซิบ นางตะโกนอย่างหมดแรง ในที่สุด นางก็หมดแรงทรุดลงกับดินโคลนอย่างไร้เรี่ยวแรง มือที่เคยทุบประตูก็ล่วงลงแนบพื้นดิน สั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ
หลิงอันยังกัดฟันฝืนทั้งที่ริมฝีปากซีดเขียว เอ่ยเสียงพร่าแผ่วเบา
“หมอจาง ได้โปรดช่วยคนด้วย… ”
ลมหายใจนางหอบสั่น สายฝนยังคงสาดซัดไม่ขาดสาย ทว่าจะหนาวเพียงใดหรือสิ้นเรี่ยวแรงเพียงใด แต่นางไม่คิดจะละทิ้งความหวังที่มีอยู่เพื่อช่วยชีวิตบุรุษที่นางช่วยชีวิตเขาเอาไว้
เสียงทุบประตูที่อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ท่ามกลางสายฝนพรำและฟ้าคำราม ดูเหมือนในที่สุดก็ดังไปถึงหมอจางที่อยู่ด้านใน
แอ๊ด เสียงประตูเปิดออกอย่างเชื่องช้า แสงตะเกียงนวลส่องลอดออกมาในความมืด ก่อนร่างชราของหมอจางค่อย ๆ ก้าวออกมาอย่างระแวดระวัง
“ผู้ใดกัน… มาโวยวายยามวิกาลเช่นนี้…”
ถ้อยคำยังไม่ทันจบ ดวงตาของหมอจางก็เบิกกว้างทันทีเมื่อเห็นร่างเล็กของหญิงสาวที่คุกเข่าจมโคลนอยู่หน้าประตู อาภรณ์ของนางเปียกชุ่มจนแนบกาย เส้นผมพันกันยุ่งเหยิงกับใบหน้าซีดเซียว ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความเหน็บหนาว
เขารีบก้าวออกจากเรือน คว้าตะเตียงในมืออีกข้างก็เอื้อมไปประคองแขนสตรีตรงหน้าให้ยืนขึ้น หลิงอันพยายามรวบรวมแรงสุดท้ายของตนเองเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา
“หมอจาง… ได้โปรดช่วยเขาด้วย… ”
หมอจางชะงักไปเพียงกระพริบตาเดียว ก็จำนางได้ นางคงมาขอความช่วยเหลือให้กับบุรุษที่วันนั้นเขาไปช่วยชีวิตเอาไว้ เขาถอนหายใจแผ่วก่อนจะพยักหน้าตอบแล้วพยุงนางขึ้นอย่างมั่นคงด้วยสองมือแล้วหันไปตะโกนกลับเข้าไปในเรือน
“เสี่ยวเหม่ยเอากล่องยามา!”
“เจ้าค่ะ”
เด็กสาวตัวเล็กในวัยสิบสองขวบวิ่งออกมาพร้อมกับกล่องยาของหมอจางผู้เป็นปู่ของนาง ก่อนทั้งสองจะก้าวเดินกลับไปยังเรือนของหลิงอันโดยมีตะเกียงค่อยส่องสว่าง สายฝนก็ค่อย ๆ หายไปเหลือเพียงสายลมและเสียงคำรามของท้องฟ้าเป็นระยะ ๆ เท่านั้น
….
