ตอนที่2สามีจ๋ากลับบ้านกันนะ
ตอนที่ 2 สามีจ๋ากลับบ้านกันนะ
ชูเฟย ตัวละครที่บังเอิญช่วยชีวิตของ องค์ชายสาม หลี่หานเซียนผู้ไร้ใจที่ตกจากหน้าผาจนสูญเสียความทรงจำ แต่พอความทรงจำของเขาฟื้นคืน กลับตัดความสัมพันธ์กับนางโดยสิ้นเชิงโดยมอบทองคำให้นางไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยนางที่มีรักมั่นคงต่อเขาจึงเสียใจจนตรอมใจตาย
“โง่สิ้นดี!! เจ้าไม่เอาข้าเอาเอง… เงินน่ะข้าขอละกัน!”
ซื่อหลันเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม แววตาประกาย
ชูเฟยที่นั่งอยู่เคียงข้างนางสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตากลมใสฉายแววฉงน ก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว
“หลิงอัน… เจ้า… ”
ซื่อหลันยกสายตาขึ้นมองนางพร้อมรอยยิ้มบาง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ พลันคิดในใจ หลิงอันก็หลิงอันเถิด จากนั้นริมฝีปากน้อยแดงระเรื่อจึงขยับเอ่ยถาม
“นี่เราจะไปไหนกัน?”
ชูเฟยยกยิ้มละไม ก่อนกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงยินดี
“ไปคัดเลือกตัวที่วังหลวง”
หลิงอันพยักหน้าอย่างเข้าใจ วันนี้ก็คือวันที่นางได้รับเลือกสินะ หลิงอันเป็นเด็กกำพร้าอาศัยอยู่กับท่านลุงท่านป้า นางจึงพยายามอย่างมากเพื่อจะได้เข้าวัง ตามเนื้อเรื่อง หยางกุ้ยเฟยเป็นคนมาเลือกเองพระนางชอบดอกโบตั๋นสีชมพูที่สุด เพราะข่าวที่นางได้รับมานี้เลยทำให้นางได้รับเลือกสินะ
หลิงอันทอดสายตามองสตรีตรงหน้า แววตาครุ่นคิด หรือข้าจะช่วยให้นางได้เข้าวังไป มิแน่อาจเปลี่ยนชะตาให้นางไม่ต้องตายเพราะความรักก็ได้ ในเนื้อเรื่องเพราะ หลิงอันทะเยอทะยานอยากไต่เต้า แต่ดูเหมือน ชูเฟยเพียงอยากใช้ชีวิตเป็นเพียงนางกำนัลเท่านั้น นางอาจมีชีวิตที่วาดฝันไว้ นางถอนหายใจแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ
“ชูเฟย เจ้าอยากเข้าวังหรือไม่”
ชูเฟยยิ้มอ่อน ก่อนจะพยักหน้ารับ
“อยากสิ ข้าพยายามอย่างมากเพื่อจะได้เข้าวังไปเป็นนางกำนัลในวัง ใช้ชีวิตสุขสบาย”
หลิงอันส่ายหัวช้า ๆ เอ่ยขึ้น
“มันไม่ได้สวยงามอย่างที่เจ้าวาดฝันไว้นะ ในวังหลวงเต็มไปด้วยอัตราย เจ้าไม่เข้าใจ”
นางยังกล่าวไม่ทันจบ เสียงโกลาหลด้านนอกก็แทรกขึ้น รถม้าหลายคันหยุดเรียงราย เสียงขานเร่งยิ่งทำให้ลานด้านหน้าวุ่นวายขึ้นทันตา
“เร็วเข้า รีบลงมาเสีย เดี๋ยวจะคลาดเวลา!”
ชูเฟยยิ้มบาง ก่อนรีบก้าวลงจากรถม้าไปก่อนส่วนหลิงอันก็รีบตามลงไป เห็นเบื้องหน้าเป็นเหล่าสาวงามมากมายเบียดเสียดกันอยู่ใต้เงากำแพงวังหลวงสูงตระหง่าน ประหนึ่งยอดเขาเหยียดสู่ฟ้า
หลิงอันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเร่งฝีเท้าก้าวฝ่าฝูงชนเข้าไปหาชูเฟยที่กำลังเข้าแถวรอส่งป้ายประจำกาย นางคว้าข้อมือชูเฟย ดึงออกมาจากแถวพลางเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น
“หากเจ้าอยากให้ได้รับเลือกจริง ๆ ในรอบปักผ้า เจ้าก็ปักลายดอกโบตั๋นสีชมพู ข้าได้ยินข่าวลับจากขันทีในวัง วันนี้หยางกุ้ยเฟยจะทรงเป็นผู้คัดเลือกด้วยพระองค์เอง พระนางทรงโปรดปรานโบตั๋นสีชมพูเป็นพิเศษ”
ชูเฟยตาเป็นประกาย พยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มแห่งความหวัง
“ขอบใจเจ้ามาก หลิงอัน”
หลิงอันถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะสบตาชูเฟยอย่างจริงจัง มือเล็กทั้งสองยื่นไปกุมมือนางอย่างห่วงใยแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ชูเฟย จำไว้นะ อย่าเชื่อใจใคร แม้พวกเขาดีด้วยแค่ไหน คนที่จะไม่หักหลังเจ้า มีแค่เจ้าเท่านั้น นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่เจ้าต้องจดจำเอาไว้ ในวังหลวงเต็มไปด้วยเล่ห์กล และ คนแย่งชิงอำนาจ”
ชูเฟยพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มที่ไร้เดียงสา
หลิงอันสบตานางก่อนจะพยักหน้าตอบแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อน
“เจ้าเข้าไปก่อนเถิด ส่วนป้ายประจำกายของข้าไม่รู้หายไปไหน ข้าต้องไปตามหามันก่อน”
“อืม”
ชูเฟยตอบรับ พลางหมุนกายกลับเข้าไปต่อแถว
หลิงอันยืนมองแผ่นหลังบางนั้น แววตาสั่นไหวเล็กน้อย นางเอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว
“ชูเฟย ขอให้เจ้าได้รับเลือกเข้าวังนะ หากเจ้าได้รับเลือกเข้าไปเป็นนางกำนัลในวังชะตาชีวิตของเจ้าอาจเปลี่ยนไป และจะได้ไม่ต้องทรมานกับความรักจอมปลอมและจบชีวิตอย่างอนาถทั้งที่ยังสาวอยู่”
กล่าวจบ นางก็หมุนกายออกไปอย่างรวดเร็ว
…..
สามวันต่อมา…
เรือนไม้เก่าริมชานเมืองหลวง
บรรยากาศเงียบสงบท่ามกลางสายลมบางเบา ยอดไม้รอบเรือนพลิ้วไหวดังแผ่ว
หลิงอันยืนกวาดลานเรือนไม้เก่าของบิดาและมารดาของตนเองอยู่ หลังจากกลับมาจากวังหลวงนางก็ขออนุญาตท่านลุงกลับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายที่เรือนเก่าของบิดาของตนเอง แม้ท่านลุงจะไม่ค่อยเห็นด้วยแต่เห็นว่านางนั้นตั้งใจมุ่งมั่นจึงยอมให้มา
ฝุ่นไม้เก่าแล่นฟุ้งไปตามแรงลม นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นทอดมองตำแหน่งของพระอาทิตย์ แสงสีทองสาดต้องดวงหน้าอ่อนหวาน
คงถึงเวลาแล้วสินะ… นางครุ่นคิดในใจ ก่อนริมฝีปากจะคลี่ยิ้มบางอย่างคาดหวัง
หลิงอันวางไม้กวาดพาดไว้ข้างเสาเรือนอย่างเรียบร้อย จากนั้นก็ก้าวเดินตรงไปยังประตูรั้วเรือนเก่า มือขาวผ่องเอื้อมไปผลักบานประตูให้เปิดออกก่อนจะก้าวออกไปนอกเรือนเดินตามทางที่คดเคี้ยวไป
หลิงอันเร่งก้าวเท้าตามทางทอดยาวไปทางทิศเหนือ เสียงสายลมพัดใบไม้ดังแผ่ว นางทอดสายตามองไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้าพลันคิดในใจ ตามเนื้อเรื่องหลังจาก ชูเฟยออกมาจากวังก็เดินทางมาที่นี่เพื่อ มาเซ่นไหว้หลุมศพของ บิดาและมารดาของ หลิงอัน ตามที่ หลิงอันขอไว้ เพราะหลิงอันนั้นได้รับเลือกเข้าวัง ถ้านับแล้วก็เป็นวันนี้สินะ บุรุษผู้นั้นพลัดตกหน้าผา แล้วลอยตามสายน้ำมา… หากเป็นจริง เขาย่อมต้องอยู่ไม่ไกลจากลำธารสายนี้แน่
เมื่อคิดดังนั้น นางก็เร่งฝีเท้าจนชายกระโปรงสะบัดไหวเบา ๆ ไม่นาน เสียงไหลรินของสายน้ำก็ชัดขึ้นเรื่อย ๆ หลิงอันเดินผ่านแนวพุ่มไม้ ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ริมลำธาร สายน้ำสะท้อนแสงตะวันระยิบระยับน้ำใสสะอาด
นางกวาดสายตาไปทั่วสองฝั่งลำธาร เงาร่มแมกไม้ทอดลงบนผืนดินครึ่งสว่างครึ่งเงา แสงแดดยามสายพุ่งตรงเข้าดวงตานางจนนางต้องยกมือขึ้นบังแดด พลางเพ่งมองให้ถนัดตา
แล้วในพริบตานั้นเอง นัยน์ตานางพลันไหววูบ ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมลำธาร เงาร่างหนึ่งทอดตัวนิ่ง ไม่ไหวติง เปรอะเปื้อนเลือดบางส่วนบนอาภรณ์
ริมฝีปากหลิงอันคลี่ยิ้มบางทันทีด้วยความดีใจ นางไม่ลังเลรีบย่อตัวลง วิ่งกึ่งก้าวกึ่งเร่งตรงไปยังร่างนั้นทันที ชายกระโปรงพลิ้วสะบัดตามแรงลม เสียงฝีเท้าของนางดังเบา ๆ บนผืนดินชื้น
หลิงอันเร่งก้าวตรงเข้าไปยังร่างที่ทอดตัวนิ่ง อยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ริมลำธาร เสียงน้ำไหลดังแผ่ว นางเห็นคราบเลือดไหลเปื้อนอาภรณ์บุรุษผู้นั้นจนพื้นดินใต้กายเปียกชุ่ม ก็ถึงกับชะงักเท้าเล็กน้อย ดวงตากลมเบิกขึ้นเล็กน้อย
ริมฝีปากน้อยขยับพึมพำแผ่วเบา
“เลือดมากเพียงนี้… ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าเนี่ย”
นางค่อย ๆ ย่อกายลง นั่งลงข้างเขาอย่างระวัง มือเล็กเอื้อมไปแตะไหล่กว้างของบุรุษผู้นั้น ก่อนจะสะกิดเบา ๆ
“นี่… ท่านได้ยินข้าหรือไม่”
เสียงนางเอ่ยขึ้นแผ่วเบา แต่แฝงความกังวลในใจ หลิงอันรีบขยับตัว โน้มกายเข้าไปใกล้อีกนิด มือเรียวที่สั่นน้อย ๆ ยื่นไปแตะปลายจมูก เพียงเสี้ยววินาทีนางก็ผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอก ใปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นของเขาแผ่วเบา
“ยังไม่ตาย… ”
นางดึงมือกลับ ก่อนจะใช้แรงทั้งหมดที่มี ลากร่างสูงใหญ่ของเขาออกจากพื้นดินริมน้ำที่เปียกชื้น กว่าจะพิงเขาไว้กับต้นไม้ใหญ่ นางถึงกับหอบจนทรุดตัวนั่งลงข้าง ๆ เขา ไหล่บางกระเพื่อม เล็กน้อยจากความเหนื่อย
หลิงอันหันไปมองใบหน้าคมของเขาอย่างตั้งใจ เงาใบไม้ทอดผ่านสันจมูกคมและริมฝีปากกระชับแน่นของบุรุษนั้น ทำเอานางถึงกับเบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนริมฝีปากจะเผยรอยยิ้มออกมาอย่างลืมตัว
“อืม… หล่อจริงด้วย มิน่าเล่า ชูเฟยถึงได้หลงนัก”
นางเอ่ยขึ้นพึมพำเสียงแผ่วเบา
ร่างเล็กขยับเข้าไปใกล้อีก ก่อนจะค่อย ๆ ประคองร่างสูงใหญ่นี้ให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดีใจ
“สามีจ๋า กลับบ้านกันนะ”
…..
