ตอนที่ 2 บุตรสาวตระกูลใดกันแน่
ความเงียบหลังคำประกาศของท่านอ๋อง หนักอึ้งราวกับอากาศถูกกดทับ
หญิงสาวยังคงนั่งคุกเข่าอยู่กลางลาน หัวใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงของตัวเองชัดเจน เธอไม่แน่ใจว่าคำว่า ตัวเลือก เมื่อครู่ เป็นโอกาสหรือคำสั่งประหารที่เลื่อนเวลาออกไปกันแน่
“นำตัวนางไปพักที่ตำหนักรับรอง” ท่านอ๋องตรัสเสียงเรียบ
“จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น”
เพียงเท่านั้น ชะตาชีวิตของเธอก็ถูกกำหนดโดยไม่มีสิทธิ์คัดค้าน
สาวใช้สองคนเข้ามาประคองเธอลุกขึ้น แม้ท่าทางจะสุภาพ แต่แรงที่จับแขนกลับแน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายตัวไปอีกครั้ง
สายตานับสิบคู่ที่มองมา…ไม่ใช่แค่สงสัย
แต่เต็มไปด้วยความระแวง อิจฉา และไม่พอใจ
โดยเฉพาะสายตาของหญิงสาวในชุดแพรสีชมพูอ่อนที่นั่งอยู่แถวหน้า
ดวงตาคู่นั้นเย็นเฉียบ ริมฝีปากยกยิ้มบาง ๆ อย่างคนที่ไม่เชื่อแม้แต่คำเดียว
ตำหนักรับรองตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของวัง เงียบสงบกว่าที่เธอคิด แต่ความสงบกลับยิ่งทำให้ใจไม่เป็นสุข
“เปลี่ยนเสื้อผ้าให้นาง” เสียงสาวใช้อาวุโสเอ่ยสั่ง
ก่อนที่หญิงสาวจะทันได้ถาม ชุดผ้าไหมสีอ่อนก็ถูกวางลงตรงหน้า ลวดลายเรียบง่าย แต่เนื้อผ้าดีเกินกว่าจะเป็นของคนธรรมดา
“ข้า…ต้องใส่จริง ๆ หรือ” เธอถามอย่างลังเล
สาวใช้อาวุโสปรายตามอง “ในเมื่อได้รับพระอนุญาตให้เป็นตัวเลือกของท่านอ๋อง เสื้อผ้าเช่นนี้ก็ถือว่าเบาที่สุดแล้ว”
คำว่า เบาที่สุด ทำให้เธอขนลุกวาบ
หลังเปลี่ยนชุดเสร็จ เธอถูกพาไปนั่งรอในห้องโถงเล็กเพียงลำพัง ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้น
ประตูถูกเปิดออก
ชายชราสองคนในชุดขุนนางระดับสูงก้าวเข้ามา ตามหลังด้วยขันทีคนสนิทของท่านอ๋อง
“ชื่อ” ขุนนางคนหนึ่งถามโดยไม่เสียเวลานั่ง
หญิงสาวชะงักไปชั่วครู่ ก่อนตอบเสียงเบา “ข้า…จำไม่ได้”
คำตอบนั้นทำให้คิ้วของทั้งสองขมวดแน่น
“จำไม่ได้?”
“หรือไม่อยากบอก”
“ข้าไม่ได้โกหก” เธอรีบพูด “ข้าจำได้แค่ว่าตัวเองไม่ใช่คนที่นี่”
ขันทีคนสนิทหัวเราะเบา ๆ “คำพูดเช่นนี้ ฟังดูคล้ายบุตรสาวตระกูลลับที่ถูกปิดบังตัวตน”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นทันที “ตระกูลลับ?”
ขุนนางทั้งสองสบตากัน ก่อนหนึ่งในนั้นจะเอ่ยช้า ๆ
“ในแคว้นนี้ มีตระกูลหนึ่งที่หายไปจากบันทึกเมื่อสิบกว่าปีก่อน บุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลนั้น…ไม่มีใครรู้ชะตากรรม”
หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ
“ท่านอ๋องทรงสังเกต” ขันทีเอ่ยต่อ “การแต่งกายของเจ้า วัสดุแปลกตา วิธีพูดที่ไม่เข้ากรอบ และการปรากฏตัวอย่างไร้ร่องรอย ล้วนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”
“ข้าไม่ได้เป็นคนในตระกูลนั้น” เธอส่ายหน้า “ข้าแค่—”
“ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ” ขุนนางตัดบท “ต่อให้เจ้าไม่รู้ตัว แต่สายเลือดไม่อาจโกหกได้”
คำพูดนั้นทำให้เธอพูดไม่ออก
นี่มันอะไรกัน…
จากคนหลงเข้ามา กลายเป็นลูกหลานตระกูลลับ?
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” ขุนนางกล่าวเสียงหนักแน่น
“เจ้าจะถูกบันทึกในรายชื่อว่า ‘บุตรสาวตระกูลไม่ปรากฏนาม’”
“และนั่น” ขันทีเสริม “คือเหตุผลที่เจ้าไม่อาจออกจากวังได้อีก”
คำพูดนั้นเหมือนคมมีดเฉือนใจ
ประตูปิดลงอีกครั้ง เหลือเพียงความเงียบ และความจริงที่เธอไม่อาจปฏิเสธ—
เธอกำลังถูกดึงเข้าไปในเกมที่ตัวเองไม่รู้กติกา
ค่ำวันเดียวกัน ณ ตำหนักของท่านอ๋อง
ชายหนุ่มในชุดสีดำยืนมองเอกสารในมือ ดวงตานิ่งสนิท
“นางปฏิเสธทุกอย่าง” ขันทีรายงาน
“แต่ยิ่งปฏิเสธ ยิ่งน่าสงสัย”
ท่านอ๋องยกมุมปากเล็กน้อย “คนที่โกหก มักเตรียมเรื่องราวไว้ล่วงหน้า”
เขาวางเอกสารลงช้า ๆ
“แต่นาง…ว่างเปล่าเกินไป”
สายตาคมกริบทอดมองไปนอกหน้าต่าง
“ไม่ว่าจะเป็นใคร” เขากล่าวเสียงต่ำ
“ตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเข้ามาในพิธีเลือกมเหสี นางก็ไม่มีทางถอยได้แล้ว”
ในค่ำคืนเดียวกันนั้น หญิงสาวนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง นอกหน้าต่าง ลมหนาวพัดผ่านผ้าม่านเบา ๆ
ถ้าการถูกเข้าใจผิดว่าเป็นบุตรสาวตระกูลลับ…คือสิ่งเดียวที่ทำให้รอด
งั้นเธอจำเป็นต้องแสดงให้เหมือนว่า…เธอเป็นจริง ๆ
ดวงตาของเธอแข็งขึ้นเล็กน้อย
เพราะในวังแห่งนี้
คนที่อ่อนแอ…ไม่มีที่ยืน
