เจ้าอาจเปลี่ยนใจ
“ได้ๆ ข้าจะอดทนถึงตอนเข้าหอ จากนั้นข้าจะขอเขานอนยาวไปเลยสองวัน!!” สาวใช้ต่างพากันหัวเราะด้วยความขบขัน แต่ใครเลยจะรู้ว่านางทำจริง
วันนี้ทั้งวันนางถูกจับเข้าพิธีตั้งแต่ใกล้รุ่ง จวนสกุลเหลียงไม่ใช่จวนจริงๆที่เขาเคยพำนัก แต่เป็นจวนที่ฮ่องเต้ประทานให้เป็นของขวัญวันแต่งงานของท่านแม่ทัพใหญ่ที่ได้ตราประดับยศเลื่อนขันเป็นขุนนางลำดับที่หนึ่ง “หนิงกวนโหว” เรื่องนี้สร้างความฮือฮาให้ชาวบ้านไม่น้อย
“เจ้าอย่าเสียใจไปหลินเอ๋อร์ แม้เป็นถึงขุนนางอันดับหนึ่ง แต่ก็ต้องอาศัยอยู่ไกลและกันดาร สู้เจ้าไม่ได้สักนิด หากเจ้าแต่งงานกับหม่าหล่ง อีกไม่นานเขาจะสอบเป็นโหวกั๋วกง เหมือนบิดาของเขายามนั่นเจ้าต้องมีคนอิจฉามากกว่านังลูกอนุ!!” เฟิ่งหรั่นและอาซานที่ได้ยินฮูหยินใหญ่เอ่ยเช่นนั้นตอนพิธีรับเกี้ยวถึงกับอดใจไม่ไหว ดีที่หยางเค่ออิ่งเรียกเตือนสติเอาไว้ก่อน
“ขี้อิจฉาจริงๆเชียว ข้าจะไม่กลับมาเหยียบจวนหยางอีก ต่อให้ภายหน้าต้องอดตายก็จะภักดีเพียงคุณหนูรอง!!” นางยิ้มให้กับคำพูดของเฟิ่งหรั่น มีมิตภาพแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
เพราะการจะได้เลื่อนขั้นมาเป็นหนิงกวนโหวได้นั้น ต้องทำการปกป้องแผ่นดินมาถึงสิบรุ่นด้วยกัน สกุลเหลียงเป็นเช่นนั้น และยังยืนหยัดที่จะปกป้องใต้หล้าแม้จุดที่ถูกส่งไปจะอยู่ในที่ที่ส่วนใหญ่จะมีผลกระทบเรื่องภัยแล้งก็ตาม เขาทำหน้าที่นั้นได้อย่างดี ควรค่าแก่การเลื่อนขั้นเป็นขุนนางระดับ1
“เชิญท่านแม่ทัพเปิดหน้าเจ้าสาว” เสียงแม่สื่อเอ่ยบอกขั้นตอนพิธีสุดท้ายคือการเข้าหอ
“ช่างเหมาะสมกันราวกิ่งทองกับใบหยก บัดนี้ฟ้าดินและเหล่าทวยเทพเป็นพยาน สมรสพระราชทานนี้เคียงคู่กันตราบชั่วดินสิ้นฟ้า” เสียงอวยพรกึกก้อง ก่อนนางและสามีหมาดๆจะยกเหล้ามงคลขึ้นจิบ อาหารและขนมมงคลถูกวางละลานตา เมื่อผู้ใหญ่ออกไปหมด บ่าวรับใช้จัดการล็อคห้องหอทันทีตามประเพณี
“เอ่อ ท่านข้า…ขออาบน้ำก่อนได้หรือไม่ คือ..หิวจนใส้จะขาดแต่ข้าก็พร้อมนอนเลยหากกินอิ่ม” ตอนนี้ตานางจะปิดอยู่แล้วใครจะคิดว่าพิธีมันจะยาวนานเช่นนี้
“ง่วงหรือ” เหลียงหย่งฉีทวนคำอย่างประหลาดใจ
“ง่วงมากเจ้าค่ะ แต่ข้าก็หิว ท่านพี่ ข้าตัดสินใจไม่ได้ว่าข้าจะทำสิ่งใดก่อนดี” ริมฝีปากบางที่ทาสีฉาดสีแดงเชอรี่เริ่มเบะออก หากเป็นภพก่อนนางจะตีโพยตีภายให้พี่เลี้ยงมาถอดชุดให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
“คืนนี้จะไม่มีใครผสมน้ำให้อาบ เจ้ากินอาหารพวกนี้เสีย แล้วค่อยถอดชุดคลุมขึ้นไปนอนดีหรือไม่” เขาเอ็นดูนางเหลือคนา ความรู้สึกดีๆเพิ่มพูนกว่าวันที่เขาลงไปช่วยนางที่ตกน้ำเสียอีก
“ท่านโกรธหรือไม่ จริงๆเฟิ่งหรั่นสอนข้าเรื่องปฏิบัติตัวยามเข้าหอแล้ว แต่ยกยอดไปไว้วันอื่นได้หรือไม่เจ้าคะ” นางกลัวเขาไม่พอใจและพาลโกรธเคืองจนเอานางกลับไปให้คนใจร้ายบ้านใหญ่รุมทำร้ายนางอีก จึงรีบพูดเพราะนางพึ่งกินยาไปตอนอยู่ในเกี้ยว ดันลืมไปเสียได้ว่า…ยามันมีฤทธิ์ทำให้ง่วง!!
“ข้าไม่โกรธ เซี่ยเฟ่ยแจ้งแก่ข้าแล้วว่าเจ้ามีไข้ รีบกินเสีย เจ้าควรนอนอย่างเต็มที่” ทันทีที่เขาบอกว่าเข้าใจนางรีบโกยอาหารเข้าท้องด้วยความหิว ก่อนจะตามด้วยเหล้ามงคลอีกอึกใหญ่ เขามองภาพตรงหน้าด้วยความเพลิดเพลิน
“ขอตัวเจ้าค่ะ” นางปลดเสื้อคลุมออกจากตัว เหลือไว้เพียงชุดด้านในที่เป็นเกาะอกและเสื้อกับกระโปรงตัวบางเท่านั้น เครื่องหัวที่ไม่ได้โหมแต่งไม่เป็นปัญหา นางรวบทุกอย่างกองไว้ที่โต๊ะเครื่องแป้งก่อนปล่อยผมสวยออกจนเต็มแผ่นหลัง จากนั้นจึงล้มตัวลงนอน
ภาพบาดแผลริ้วแดงที่เต็มแผ่นหลังบอบบาง ยาวเลยไปจนถึงในล่มผ้าทำเขาสงสาร ชะตาชีวิตนางเป็นเช่นไรเขารับรู้จากสหายคนสนิทที่เป็นพี่ชายต่างมารดาของนางมาทั้งหมด หากนางจะซนไปบ้างเขาก็ไม่ถือโทษ และยินดีจะค่อยๆให้นางปรับตัว เพราะขาดมารดาค่อยบอกกล่าวนางจึงมีชะตาย่ำแย่เช่นนี้
“ข้าขอเพียงให้เจ้าอดทนผ่านพ้นภัยแล้งที่จะมาถึงไปให้ได้ก็พอ” ทุกปีที่ค่ายทหารของเขานั้นประสบภัยแล้งหนักเสมอ อย่างต่ำคือสามเดือนอย่างรุนแรงคือ5เดือน และดูเหมือนกับว่า ปีนี้จะรุนแรง!!
“ข้าช่วยท่านได้ ข้าคิดว่าช่วยได้เจ้าค่ะ อย่าไล่ข้าออกจากจวนก็พอ ข้าจะช่วยท่านข้ากำลังศึกษาวิธีเจ้าค่ะ” นางไม่ได้ละเมอ แต่พูดทั้งที่หลับตา อยากคุยต่อกับเขาอีกหน่อยแต่หนังตานางเมื่อหย่อนลงแล้วเปิดไม่ขึ้นอีกเลย
“หึ พักผ่อนเสีย การเดินทางที่ยาวนานอาจทำเจ้าเปลี่ยนใจ”
