บทที่ 3 ทะลุมิติมาเป็นแม่แสนร้ายที่กำลังจะถูกหย่า 70s
บทที่ 3 ทะลุมิติมาเป็นแม่แสนร้ายที่กำลังจะถูกหย่า 70s
เมื่อตกลงกันได้แล้ว หลี่เจี้ยนกั๋วก็ออกไปทำงานที่หน่วยผลิต ก่อนหน้านี้เขาคือทหารที่อยู่ในกองทัพ แต่เพราะจ้าวฮุยมักจะไปหาเรื่องอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เขาถูกส่งมาประจำที่หน่วยผลิตของหมู่บ้านแทน เหมือนจะถูกลดตำแหน่ง แต่ก็ยังใส่เครื่องแบบทหารไปทำงาน และได้รับสวัสดิการของกรมทหาร
จ้าวฮุยเดินเข้าครัวโดยหวังว่าจะทำอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ลูกทั้งสองคนได้กินก่อน แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับว่างเปล่า ข้าวสารหมด อาหารไม่มี แม้แต่ต้นหอมสักต้นก็ไม่เหลือ
“อ้าว ไม่มีอะไรเลยแบบนี้ แล้วฉันจะทำอาหารให้ลูกทั้งสองยังไง เธอโคตรเลวเลยนะจ้าวฮุย เอาแต่ความสุขและความสบายของตัวเอง ส่วนลูกทั้งสองและสามีกลับผอมแห้งไม่ต่างกับตะเกียบเดินได้ ฉันไม่เคยเจอใครเห็นแก่ตัวและชั่วเหมือนเธอเลย”
หญิงสาวด่าเจ้าของร่างอย่างไม่เกรงใจ แต่ก็เงียบไปอึดใจหนึ่ง เพราะรู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังด่าตัวเอง
แต่ในขณะนั้นเอง เธอรู้สึกเย็นยะเยือกทั่วทั้งร่าง จึงหลับตาลง และเมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าได้โผล่มายังอีกสถานที่แห่งหนึ่ง เมื่อมองดูรอบ ๆ ก็พบว่านี่คือโกดังเก็บของขนาดใหญ่ ที่เธอเตรียมไว้รับมือภัยพิบัติในโลกเดิม ทั่วทั้งพื้นที่โกดังทั้งหมดเต็มไปด้วยเสบียง และยังมีห้องทำงานของเธออยู่ในที่แห่งนี้ด้วย
“หรือว่านี่คือมิติ” เธอถามตัวเองอย่างตื่นเต้น ก่อนจะเดินสำรวจทุกอย่างอีกครั้งตามความเคยชิน
ซึ่งในโกดังนี้แบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นโซนอาหาร โซนยา โซนเครื่องนุ่งห่ม สุดท้ายคือโซนเครื่องมือช่างและเครื่องมือพกพา แล้วยังมีพวกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งเล็กและใหญ่ หนังสือคู่มือ อีกทั้งยังมีเมล็ดพันธุ์ชั้นดี
ดวงตาของหญิงสาวเปล่งประกายยินดีทันที เพราะทรัพยากรเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้เธอเอาตัวรอดหรือมีอาหารกินเท่านั้น แต่เธอสามารถสร้างอาณาจักรของตัวเองได้อีกครั้ง
“ด้วยยุคนี้ที่หลายอย่างขาดแคลน หากฉันผลิตมันออกมาได้ รับรองว่ารวยเละ โดยไม่ต้องอาศัยให้ใครช่วยเหลือเลย”
จ้าวฮุยพูดกับตัวเองอย่างดีใจ แต่เมื่อดึงสติตัวเองกลับมา และนึกถึงใบหย่าที่ฉีกทิ้งก็ถอนหายใจออกมา แล้วพูดกับตัวเองอีกครั้ง
“ช่างเถอะ ในเมื่อตัดสินใจเป็นจ้าวฮุยแล้ว ฉันย่อมต้องรักษาครอบครัวนี้ไว้ให้ดี อย่างน้อยก็เพื่อชีวิตที่ดีของเด็กทั้งสองคน”
หลังจากสำรวจทุกอย่างจนพอใจแล้ว จึงออกมาจากมิติ แล้วลงมือทำความสะอาดห้องครัวอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
เมื่อครัวสะอาดแล้ว เธอจึงแอบเอาข้าวสารออกมาใส่ถัง รวมถึงหยิบเครื่องปรุงทุกอย่างออกมาจัดเรียงไว้อย่างครบถ้วน
‘ในเมื่อยังไม่ออกจากบ้าน จะทำอาหารจานเนื้อเดี๋ยวจะผิดสังเกต สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือข้าวผัดไข่ อย่างน้อยก็ให้เด็กทั้งสองคนได้กินก่อนดีกว่า’ หญิงสาวคิดอย่างรอบคอบ
ดังนั้นจึงเริ่มจากการหุงข้าวเป็นอันดับแรก เมื่อข้าวสุกจึงได้ทำข้าวผัดไข่ออกมาสองจาน ก่อนจะเดินถือออกมาที่หน้าบ้าน แล้ววางจานข้าวไว้บนโต๊ะ
“ต้าเป่า มู่เฉิน มากินข้าวก่อนเถอะลูก ข้าวผัดไข่ร้อน ๆ หากข้าวเย็นมันจะไม่อร่อยนะ” เธอกวักมือและเรียกลูกทั้งสองคนที่เล่นอยู่ใต้ต้นไม้ด้วยรอยยิ้ม
กลิ่นข้าวผัดไข้ทั้งสองจาน โชยมาเตะจมูกของทั้งสองคน จนหลี่ต้าเป่าและหลี่มู่เฉินต้องหันมาสบตากัน แม้จะยังหวาดกลัวก็ตาม แต่ท้องทั้งสองร้องขึ้นมา จึงมีท่าทีลังเล
“มากินเถอะ แม่ทำให้ลูกทั้งสองคนนั่นแหละ รีบมากิน เดี๋ยวแม่จะไปซื้อของที่สหกรณ์สักหน่อย ที่ผ่านมาแม่ไม่เคยทำอาหารหรือเอาของดี ๆ มาให้พวกลูกกินเลย นับแต่วันนี้แม่จะหาของดี ๆ ให้ลูกกิน ร่างกายของลูกทั้งสองจะได้แข็งแรง” เธอบอกอย่างอ่อนโยนออกไปอีกครั้งและตั้งใจหาข้ออ้างออกจากบ้าน เพื่อจะเอาเนื้อสัตว์และอาหารดี ๆ ในมิติ ออกมาให้ลูกทั้งสองและสามีได้กิน
เมื่อถูกเรียกอีกครั้ง หลี่ต้าเป่าจึงจูงมือน้องชายมานั่งลงที่โต๊ะ แล้วยื่นตะเกียบให้น้อง
“กินเถอะอาเฉิน แม่ทำข้าวผัดไข่ให้กินเรากิน” เขาบอกน้องอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันมาถามบางอย่างกับแม่ “หากพวกเราทำข้าวหก แม่จะตีพวกเราไหม” ถามแล้วก็ก้มหน้าลงอย่างหวาดกลัว
จ้าวฮุยได้ยินคำถามของลูกก็รู้สึกเจ็บในอก ด้วยความสงสารกับสิ่งที่เด็กทั้งสองต้องพบเจอก่อนหน้านี้ ตอนที่เจ้าของร่างยังอยู่
เธอจึงเอ่ยอย่างอ่อนโยนพร้อมกับลูบหัวสองพี่น้องเบา ๆ เพื่อส่งความอบอุ่นไปให้
“แม่จะทำโทษพวกเราทำไม ถ้าทำข้าวหกก็แค่เก็บกวาดหรือเช็ดออกก็หมดเรื่องแล้ว พวกลูกยังเป็นเด็ก กินอาหารหกบ้างมันก็คือเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ แม่สัญญาว่าไม่ตีหรือดุด่าลูกอีก เราจะคุยกันด้วยเหตุผล ที่ผ่านมาแม่ขอโทษด้วยนะ” เธอตัดสินใจที่จะพูดคุยกับลูกและขอโทษทั้งสองคนอย่างจริงใจ
หลี่ต้าเป่าลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายเขาก็พยักหน้าให้น้องชาย
