ตอนที่ 6 การเปลี่ยนแปลง
ตอนที่ 6 การเปลี่ยนแปลง
หลินฟงถอดใจยอมเดินจากมาอย่างหัวเสียปากต่อว่าด่าทอท่านหมอไม่หยุดหย่อน
“หมู่บ้านนี้เป็นอะไรไปกันหมด ข้ายังไม่มีผื่นขึ้นเสียหน่อยก็กล่าวหาว่าข้าติดโรคจากอวิ๋นหนิงอย่างนั้นหรือ ? ไร้เหตุผลเสียจริง” เขาบ่นจนมาถึงเรือน ครั้นนั้นเองเขาเห็นภรรยาของตนเองเดินไปเดินมาหน้าเรือนใบหน้าเคร่งเครียดราวกับมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
“ท่านพี่แย่แล้วเจ้าค่ะ แย่แล้ว!!”
“เกิดอะไรขึ้น!!”
“ข้าไปซื้อไม้ฟืนไม่มีผู้ใดขายให้ แถมยังข้าวสารหรือของใช้ต่าง ๆ ในตลาดล้วนไม่มีผู้ใดขายให้ข้าแม้สักอีแปะเดียวเจ้าค่ะ พวกเขาทำราวกับว่าข้าเป็นตัวประหลาด หรือเพราะเรื่องอวิ๋นหนิงเจ้าคะ”
อวี้เฉินรีบเข้าไปบอกสามีอย่างร้อนอกร้อนใจ นั่นหมายความว่าต่อจากนี้นางกับสามีต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากไร้อาหารไร้ข้าวสาร หรือแม้แต่ไม้ฟืนที่ต้องใช้ทุก ๆ วัน
“โธ่เว้ย ! เพราะนังอวิ๋นหนิงผู้เดียวที่ทำให้ครอบครัวเราเป็นเช่นนี้ นางช่างเป็นตัวกาลกิณีเสียจริง ตายไปแล้วยังไม่พ้นทำเรื่องเดือดร้อนให้ผู้อื่น อึก ..โอ๊ย !!” จู่ ๆ หลินฟงเกิดปวดและเสียวสันหลังวาบราวกับหลังหัก อวี้เฉินใบหน้าซีดเผือดตกใจรีบเข้าไปประคองสามีทันที
“ท่านพี่เป็นอะไรไปเจ้าคะ เข้าเรือนก่อนอย่าพึ่งโมโหไปมากกว่านี้เลยเจ้าค่ะ” หลินฟงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเข้าไปในห้องนอน อวี้เฉินรีบหายามาให้เขากินบรรเทาอาการ
ดวงตะวันบ่ายคล้อยอวี้เฉินครุ่นคิดหาหานทางรอด นางต้องออกไปแบกไม้ฟืนด้วยตนเองอย่างทุลักทุเล คนที่ไม่ได้ทำงานมานานและร่างกายอ่อนเพลียปวดไปหมดทั้งตัวไม่ต่างจากสามีเพียงแบกไม้ฟืนมาเพียงสองท่อนก็หมดแรงเสียแล้ว นางจึงตัดสินใจเขียนจดหมายไปบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวให้ซ่งเถาได้รับรู้และช่วยแก้ปัญหา หากอยู่เช่นนี้มีหวังนางกับสามีได้ตายเป็นแน่ !
หลายวันต่อมา
ฝั่งด้านอวิ๋นหนิง
ยามนี้แปลงดินบริเวณเรือนของนางปราศจากต้นหญ้า พื้นที่รกร้างยามนี้กลายเป็นพื้นที่ไร้ต้นหญ้า อวิ๋นหนิงสูดลมหายเข้าใจลึก ๆ รับอากาศบริสุทธิ์แม้ว่าจะไม่ดีเท่าอากาศในมิตินักแต่ก็นับว่าดีกว่าหมู่บ้านเดิมที่นางอยู่
“อวิ๋นหนิงเจ้าจะทำเช่นไรต่อไปหรือ?” เสียงของซูหนานอวี้ดังขึ้น นางเดินมาหาอวิ๋นหนิงพร้อมนำน้ำดื่มมาให้บุตรสาวที่เอาแต่คลุกอยู่กับแปลงดิน
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าคิดว่าข้าจะปลูกผักเจ้าค่ะ วันก่อนข้าไปเดินตลาดชิงเหยา มีผักหลายอย่างที่ข้าไม่เห็นที่นี่หากข้าเพาะปลูกและนำไปขายคงขายได้เจ้าค่ะ”
“แล้วเมล็ดพันธุ์เล่าเจ้าจะไปหาที่ใดกัน !”
“สิ่งนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากสำหรับข้าเจ้าค่ะ วันนี้อยากกินไก่ตุ๋นอร่อย ๆ กับน้ำแกงร้อน ๆ ฝีมือท่านแม่เหลือเกิน ดูสิเจ้าคะมิใช่เพียงแค่ข้าอยากนะ เจ้าตัวน้อยนี่ก็อยากเช่นกัน”
“จิ จิ เจ้าอยากผู้เดียวไม่ต้องไปพูดว่าหลานของข้าอยากข้าก็ทำให้เจ้าเสมอ เจ้าเองก็อย่าทำงานหนักเกินไปอย่าลืมว่าตนเองมิได้ตัวคนเดียวเข้าใจหรือไม่ ?”
“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ ข้ารู้แล้ว ข้าจะจ้างชาวบ้านมาช่วยเจ้าค่ะ”
“ดีเช่นนั้นแม่จะไปซื้อไก่ที่ตลาดแล้วกลับมาทำอาหาร”
“เดินทางดี ๆ นะเจ้าคะ”
หลังจากมารดาเดินทางไปตลาด อวิ๋นหนิงก็เข้าไปในเรือน หน้าจอโปรแกรมสว่างขึ้นต่อหน้านาง นางได้ทำภารกิจเพื่อแลกแต้มในทุกๆ วัน ตอนนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่นางสามารถนำแต้มไปแลกมาใช้ได้ นางยิ้มกว้างเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุดออกจากระบบ และนำน้ำผุวิเศษออกมาใส่อ่างน้ำผสมให้เจือจาง เพื่อให้ผักที่นางปลูกงดงามและแข็งแรงเติบโตเร็วกว่าที่ใด ทว่าจะให้เติบโตเร็วเหมือนในมิติก็คงมิได้ ชาวบ้านอาจจะสงสัยในตัวนาง นางจึงนำน้ำพุมาผสมน้ำข้างนอกมิติให้เจือจาง
3 ปีต่อมา
อวิ๋นหนิงคลอดบุตรสาวแสนน่ารัก น่าทะนุถนอม นามว่าซูหลี่เหม่ย ผิวกายขาวราวหิมะ แก้มแดงระเรื่อเหมือนมะเขือเทศทว่าใบหน้ากลมดิกราวกับซาลาเปา เป็นเด็กที่อุดมสมบูรณ์มากกว่าเด็กในหมู่บ้านหยุนซีในรุ่นเดียวกันทั้งหมด เพราะได้รับการบำรุงเป็นอย่างดีจากของในมิติและยังมีน้ำพุวิเศษที่อวิ๋นหนิงดื่มทุกวัน ทำให้ร่างกายของซูหลี่เหม่ยไม่เคยเจ็บป่วยและแข็งแรงกว่าผู้ใด
ยามนี้นางมิใช่อวิ๋นหนิงชาวบ้านธรรมดาแต่เป็นเจ้าของโรงพักม้า มีโรงน้ำชาและยังมีโรงเตี๊ยมไว้ให้ผู้ที่มาเยือนวังหลวงได้พักผ่อนอีกด้วย
นางร่ำรวยจากการขยันและของในมิติ นางจิตใจดีเมตตาชาวบ้านทุกคนจึงชื่นชอบและยกย่องเลื่อมใสนาง
“หลี่เหม่ยอย่าวิ่งสิเดี๋ยวก็ล้มหรอก”
“ท่านแม่ ท่านแม่ ดูสิเจ้าคะข้าได้อะไรมา” เด็กหญิงตัวน้อยอายุเพียงสองขวบกว่า ๆ เอ่ยวาจาเจี้ยวจ้าว ชูมือขึ้นให้ท่านแม่ได้ดูอย่างตื่นเต้นและอยากได้ยินคำชมจากมารดาแต่เมื่ออวิ๋นหนิงเห็นใบหน้าของนางกลับซีดเผือดตื่นตระหนก
“หลี่เหม่ยเอาทิ้งเดี๋ยวนี้นะ !! เจ้านี่นะเหตุใดไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดเลยสักนิดเฮ้อ ! เป็นเช่นนี้พรุ่งนี้เจ้าไม่จับงูมาให้ข้าหรอกหรือ?”
“เจ้าตัวนี้ออกจะน่ารักดูสิท่านแม่ ดูสิเจ้าคะดวงตากลมโต ตัวสีเขียวแถมยังอ้วนด้วย มันน่ารักเหมือนข้าเลย”
“หลี่เหม่ยแม่บอกให้เจ้าเอาทิ้งเดี๋ยวนี้” อวิ๋นหนิงเอ่ยเสียงเข้มใบหน้าเริ่มบึงตึง เด็กหญิงตัวน้อยรีบโยนหนอนน้อยน่ารักทิ้งไป ยืนก้มหน้าเบะปากคล้ายจะร้องไห้ออกมา
“อวิ๋นหนิงเจ้านี่นะ ดุหลี่เหม่ยของข้าได้อย่างไร หลี่เหม่ยมาหายายเร็วเข้า”
“ท่านแม่ เพราะท่านแม่ให้ท้ายเช่นนี้อย่างไรเจ้าคะ หลี่เหม่ยถึงได้ไม่เกรงกลัวข้า ”
"แล้วเจ้าต้องการให้ลูกของเจ้าเกรงกลัวเจ้าไปทำไมกัน ความสุขของลูกคือความสุขของแม่ เจ้าไม่เห็นหรือยามที่หลี่เหม่ยได้สิ่งที่ถูกใจใบหน้าของนางปริ่มด้วยความรอยยิ้มมีความสุขมากเพียงใด" หลี่เหม่ยไปยืนหลบอยู่หลังท่านยายชะเง้อมองหน้ามารดาอีกครั้ง
“เฮ้อ !! ก็ข้ากลัวว่าวันหนึ่งนางไม่เกรงกลัวสิ่งใดจนไปจับเอางูมาแล้วถูกงูกัด ข้ากลัวจะเสียนางไปต่างหากถึงได้เข้มงวดกับนางเช่นนี้ หลี่เหม่ยมานี่มา” นางเรียกบุตรสาวตัวน้อย หลี่เหม่ยค่อย ๆ เดินออกมาจากหลังท่านยาย ค่อย ๆ เดินเข้าไปหามารดา อวิ๋นหนิงยกกายของนางมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน
“ที่แม่ดุด่าเจ้าเพราะเป็นห่วงเจ้า หนอนหรือสัตว์อื่น ๆ ล้วนมีพิษและอันตราย หากวันหนึ่งเจ้าไม่ระวังอาจจะเกิดเรื่องร้ายได้ แม่มีอะไรจะให้ เจ้าจงไปในห้องนอน ในนั่นอาจจะมีสิ่งที่น่าเล่นมากกว่าเจ้าหนอนน้อยของเจ้า” หลี่เหม่ยเด็กหญิงใบหน้าเศร้าเมื่อครู่พลันส่งประกายสายตาแวววาว
“จริงหรือคะท่านแม่ ข้ารักท่านแม่ที่สุดเลย” เด็กน้อยกอดคอมารดาขยับไปหอมแก้มครั้งแล้วครั้งเล่า ทำเอาอวิ๋นหนิงยิ้มกว้างอารมณ์ขุ่นมัวเมื่อครู่หายไปฉับพลัน
“แม่เองก็รักเจ้าเช่นกัน ไปสิไปดูกับท่านยาย แม่มีอะไรต้องทำอีกมากมายแล้วเย็นนี้เราจะไปเดินเล่นกันดีหรือไม่”
“เจ้าค่ะ” อวิ๋นหนิงวางหลี่เหม่ยลง เด็กน้อยคว้ามือท่านยายให้เดินตามตนเองไปที่ห้องอย่างตื่นเต้น
