ตอนที่ 5 ผลการกระทำ
ตอนที่ 5 ผลการกระทำ
ในเรือนหลังน้อยมีแสงจากเทียนสว่างไสวในยามราตรี สองแม่ลูกนั่งกินอาหารอย่างมีความสุข
“กินให้เยอะ ๆ นะเจ้าคะ รุ่งเช้ามีงานให้ท่านแม่ทำเยอะเลย หากเหนื่อยก็นั่งพัก ข้าต้องการให้ท่านแม่ช่วยดูคนงานเท่านั้นไม่ต้องออกแรงมากนะเจ้าคะ เก็บแรงเอาไว้ช่วยข้าดูแลเจ้าตัวเล็ก” อวิ๋นหนิงลูบท้องเบา ๆ รอยยิ้มปรากฎขึ้นบนใบหน้า
"อวิ๋นหนิงเจ้าเติบโตเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แม่คิดว่าเจ้าจะร้องไห้ฟูมฟายขี้แยเหมือนครั้งที่เจ้ายังเด็ก”
“ท่านแม่ในบางครั้งข้าก็ยังเป็นเด็กในสายตาท่านแม่ แต่ข้าเองก็อยากเข้มแข็งในสายตาของบุตรของข้าเช่นอย่างท่านแม่เจ้าค่ะ” อวิ๋นหนิงรีบคีบอาหารไปใส่จานของมารดาด้วยความรัก ต่อจากนี้ชีวิตของนางได้อุทิศให้มารดาและบุตรทั้งสอง ไม่ว่าผู้ใดนางจะไม่ยอมให้มาทำร้ายทั้งสองได้หากยังมีนางอยู่
ค่ำคืนยังคงหนาวเย็นแม้ว่าหิมะหยุดตกแล้ว อวิ๋นหนิงนำสินเดิมที่เป็นของใช้เครื่องประดับไปแลกแต้ม และใช้แต้มนำสิ่งของออกมาจากระบบมิติไม่ว่าจะเป็นฟูกหนานุ่ม ผ้าห่มผืนหนา ของใช้ต่าง ๆ ในเรือนแห่งนี้ และยังมีเครื่องเทศต่าง ๆ เพื่อปรุงอาหาร ยามแรกซูหนานอวี้เกิดความสงสัยในตัวของอวิ๋นหนิง ท่าทางนิสัยของนางเปลี่ยนไปราวกับคนละคน แต่นางคิดว่านี่คงเป็นเพราะอวิ๋นหนิงพบเจอเรื่องไร้ความยุติธรรมมา จึงทำให้นางแข็งแกร่ง ส่วนเรื่องของใช้มีบ้างที่นางสงสัยแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถาม อวิ๋นหนิงจึงแจ้งกับท่านแม่ว่า นางได้นำสินเดิมไปขายและซื้อของใช้พวกนี้มา หากท่านแม่รักนาง อยากให้มีชีวิตที่ดีขึ้นจงอย่าสงสัยในสิ่งของที่นางนำมาให้ สิ่งของพวกนี้นางได้มาอย่างบริสุทธิ์มิใช่ของขโมยมมาแน่นอน
“พรุ่งนี้ต้องเดินทางไปหาผู้ใหญ่บ้านแต่เช้า จะเพาะปลูกสิ่งใดค่อยคิดอีกที ต้องจัดการให้แปลงดินและพื้นที่เรือนหลังนี้สะอาดเสียก่อน วันนี้ต้องเข้าไปในมิติเสียหน่อยแล้ว ต้องเพาะปลูกพืชผักนำไปขายเพื่อหาเงินมาจับจ่าย หากจะใช้แต่สิ่งของแลกแต้มนั่นไม่ใช่วิธีการหาเงินที่ดีที่สุด เอาไว้แลกสิ่งของที่จำเป็นในยามคับขัน” อวิ๋นหนิงเริ่มวางแผน หลังจากที่ท่านแม่ของนางหลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยนางเข้าไปในมิติ เพาะปลูกข้าวโพด มันเทศ ผักกาด และยังปลูกสมุนไพรในแปลงดินขนาดหนึ่งหมู่ แปลงดินดำเหมาะแก่การปลูกผักแถมยังมีน้ำพุวิเศษนั่นอีก เพียงนำมารดน้ำผักที่นางพึ่งปลูกก็ผลิออกมาอย่างน่าเหลือเชื่อ อวิ๋นหนิงไม่รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย นางสนุกกับการเพาะปลูกในมิตินี้จริง ๆ
ฝั่งด้านเรือนตระกูลเว่ย
หลังจากที่อวิ๋นหนิงออกไปจากเรือน หน้าที่ในเรือนทุกอย่างจึงตกเป็นของอวี้เฉินทั้งหมด
“นี่เมื่อไหร่จะเสร็จข้าหิวจะตายอยู่แล้ว” เสียงเว่ยหลินฟงตะโกนเสียงดังเมื่ออาหารเช้ายังไม่เสร็จ
โคร้ม !! เสียงดังเอะอะในห้องครัวทำให้เขารีบเข้าไปดูภรรยาทันที
“เกิดอะไรขึ้น ชักช้าแล้วยังทำตัวซุ่มซ่าม!!”
“ท่านพี่ ช่วงนี้ดูเหมือนว่าร่างกายของข้าแปลกไปเจ้าค่ะ จู่ ๆ แขนของข้าก็ชาทั้งไปแขน ท่านพี่ตักอาหารไปกินเองเถิด แล้วอย่าลืมออกไปแบกฟืนด้วยนะเจ้าคะ ช่วงนี้หิมะหยุดตกแล้วคงออกเดินทางไปหาฟืนได้ง่าย ๆ” หลินฟงคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ
“อะไรกัน.. ทำไมข้าต้องทำงานอย่างนั้นด้วย เมื่อไม่กี่วันก่อนที่นังอวิ๋นหนิงออกไป เรือนแห่งนี้ไม่ใช่ว่ามีไม้ฟืนเต็มห้องเก็บฟืนหรอกหรือ?”
“ไม่มี!.. ไม่มีเจ้าค่ะไม่มีเหลือแม้สักท่อนเลย ไหนจะของในครัวอีก ข้าวสารในหม้อก็เริ่มหมดแล้ว”
“จะเป็นไปได้อย่างไรเมื่อก่อนไม่เห็นมีสิ่งใดขาดเหลือ”
“เพราะเมื่อก่อนเรามีอวิ๋นหนิงคอยจัดการ เรื่องค่าใช้จ่ายของใช้ในเรือนนางเป็นคนจ่ายทุกอย่างเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ !! เช่นนั้นเจ้าก็นำเงินที่มีออกไปซื้อไม้ฟืนจากชาวบ้านเสียและออกไปซื้อข้าวสารมากักตุนไว้ เรื่องแค่นี้ยังคิดไม่ได้ช่างน่าเหลือเชื่อหากเป็นเช่นนี้ไปตามอวิ๋นหนิงกลับมาไม่ดีหรือ”
“จะไปตามได้อย่างไรเจ้าคะ นางติดโรคร้ายตายไปเมื่อวันก่อน โชคดีจริง ๆ ที่เราขับไล่นางออกไปจากเรือน มิเช่นนั้นเราต้องทำศพให้นางเป็นเรื่องอัปมงคลแก่ตระกูลของเรา” หลินฟงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัยอีกครั้ง
“ฮูหยินมิใช่ว่าเจ้าเองก็ติดโรคระบาดจากนางหรอกใช่หรือไม่ ? เจ้าบอกว่าร่างกายของเจ้าไร้เรี่ยวแรง อวิ๋นหนิงก่อนที่จะมีอาการมากกว่านั้นนางบอกเจ้าว่ามีอาการอ่อนแรงก่อนมิใช่หรือ ?” หลินฟงถอยหลังสองก้าวทันทีเมื่อคิดถึงคำพูดที่อวี้เฉินบอกนางครั้นเมื่อก่อนที่อวิ๋นหนิงจะออกไปจากที่นี่
“ทะ..ท่านพี่ เหตุใดถึงทำราวกับข้าเป็นโรคร้ายเจ้าคะ ข้าไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อยแค่เหนื่อยเท่านั้นเอง พักสักหน่อยคงดีขึ้น ข้าไปพักก่อนนะเจ้าคะช่วงสาย ๆ ข้าจะออกไปตลาดตามที่ท่านพี่ให้จัดการ” อวี้เฉินลุกขึ้นเดินกลับห้องใบหน้าซีดเซียวหัวใจเต้นแรงระรัว มิใช่ว่านางไม่คิดกังวลใจ ยามนี้นางว้าวุ่นไปหมดกลัวว่าตนเองจะติดโรคร้ายจากอวิ๋นหนิงและตายก่อนที่บุตรชายจะได้ดี
ส่วนหลินฟงเริ่มยกมือของตนเองขึ้นมาดู ใบหน้าเคร่งเครียด เพราะเขาเองก็เริ่มมีอาการปวดข้อ ปวดเนื้อปวดตัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คราแรกคิดว่าเพราะตนเองนอนมากเกินไปและร่างกายเริ่มแก่ชรา แต่มาวันนี้เห็นท่าทีภรรยาเขาเริ่มเกิดความวิตกกังวลขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่หรอกน่า จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ข้าจะติดโรคจากนางได้อย่างไร ข้าจะตายไม่ได้” ในใจร้อนรุ่มพยายามครุ่นคิดหาทางออก ก่อนจะเดินกึ่งวิ่งออกจากเรือนไปหาท่านหมอให้ตรวจร่างกายให้แน่ชัดเพราะเขาเองก็ใกล้ชิดกับอวิ๋นหนิง มักใช้ให้นางนวดเท้าให้บ่อย ๆ หากติดด้วยการสัมผัสเขาเองก็คงจะไม่รอดเช่นเดียวกัน
เขามาหาหมอประจำหมู่บ้าน ท่านหมอเองก็หวาดกลัวไม่กล้าจะตรวจร่างกายให้หลินฟง แม้ว่าเขาจะรับเงินจากอวิ๋นหนิงมาแต่ทว่าอวิ๋นหนิงนางได้ตายจริง ๆ เช่นนั้นก็หมายความว่านางติดโรคระบาดจริง ๆ ทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะเปิดประตูต้อนรับคนตระกูลเว่ย
“ท่านกลับไปเถอะ ข้าไม่รับรักษา หากข้ารักษาท่าน แล้วเกิดติดโรคระบาดครอบครัวข้าก็ต้องติดด้วย ออกไปไกล ๆ จากเรือนของข้า”
ปัง ปัง ปัง !!
“บัดซบ นี่เจ้าเป็นหมอได้อย่างไรหากกลัวตายเช่นนี้ ข้าไม่ได้บอกว่าข้าติดโรคระบาดเสียหน่อย หากเจ้าไม่ตรวจจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นอะไร เปิดประตูให้ข้านะ เปิดเดี๋ยวนี้!!” หลินฟงทุบประตูเสียงดังสนั่นให้ท่านหมอเปิดประตูให้ตนเอง การกระทำนั่นทำให้ชาวบ้านต่างพากันออกมามุงดูและเมื่อเห็นว่าเป็นหลินฟงก็รีบพากันหลบหน้าเข้าเรือนปิดประตูแน่นหนา เพราะความกลัวจะติดโรคจึงรังเกียจเขาเหมือนกิ้งกือไส้เดือน
