ตอนที่ 3 เริ่มแผนการ
ตอนที่ 3 เริ่มแผนการ
เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้าของอวี้เฉิน อาการที่อวิ๋นหนิงกล่าวมาเหมือนว่านางกำลังจะมีอาการนั้นขึ้นมา ช่วงสามวันที่ผ่านมา นางตื่นขึ้นมารู้วสึกปวดเมื่อยร่างกายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และนางไม่ได้รู้สึกเพียงผู้เดียวเหมือนได้ยินสามีของนางบ่นก่อนนอนและตื่นในทุก ๆ เช้า ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวในใจ
“ไม่หรอกจะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าจะไปตามหมอมารักษาเจ้า” จิตใจของอวี้เฉินว้าวุ่นร้อนรน เดินฝ่าพายุออกไปเรียกท่านหมอประจำหมู่บ้านมาตรวจร่างกาย จนได้คำตอบจากท่านหมอ มิอาจจะรักษาได้ อย่างที่อวิ่นหนิงกล่าวมา อวี้เฉินกลับเรือนอย่างร้อนใจ รีบเข้าไปหารือเรื่องนี้กับหลินฟงสามีของนาง
“อะไรนะ!! อวิ๋นหนิงติดโรคร้ายอย่างนั้นหรือ? จะให้นางมาปล่อยเชื้อโรคใส่เราไม่ได้ ตอนนี้ซ่งเถายังไม่ได้ดี เราต้องมีชีวิตอยู่รอดจนกว่าบุตรชายจะได้รับตำแหน่ง รีบไล่นางออกจากเรือนเราไป อย่าให้มาตายที่นี่เด็ดขาดจะไปตายที่ใดก็ไป”
“แต่ว่าท่านพี่อาการที่นางเอ่ยมานั้น เอ่อ...เริ่มแรกมีอาการปวดเมื่อยร่างกาย หลายวันมานี้เราเองก็มีอาการเช่นกันมิใช่หรือ”
“ฮูหยินเจ้าคิดมาก อย่าได้เป็นกังวลเกินไปรีบจัดการขับไล่ให้นางกลับเรือนนางเสีย เอาสินเดิมเพียงเล็กน้อยคืนนางไปด้วยจะได้ไม่ติดค้าง”
“เจ้าค่ะ” อวี้เฉินก้มหน้ายอมทำตามคำสั่งของสามีแม้จะเกิดความกังวลในใจ
ตึง ตึง เสียงฝีเท้าเดินมาถึงหน้าห้องของอวิ๋นหนิง นางนั่งเฝ้าคอยแม่สามีกลับมาอย่างใจจดใจจ่อไม่ว่าจะยุคสมัยใดผู้คนมักจะซื้อได้ด้วยเงินตรา มื้อวานอวิ๋นหนิงไปหาหมอประจำหมู่บ้าน เพื่อแลกกับการให้เขาหลอกลวงแม่สามีนางต้องใช้สมุนไพรหายากที่เพาะปลูกในแปลงดินใช้น้ำพุรดจนเติบโตในเร็ววัน และเงินจำนวนหนึ่งเป็นสินน้ำใจ ทำให้ท่านหมอไม่อาจจะปฏิเสธคำขอของนางได้
“ท่านแม่ไหนเจ้าคะหมอประจำหมู่บ้าน แค่ก ๆ ข้าเหนื่อยเหลือเกิน ดูเหมือนผื่นจะขึ้นมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ท่านแม่ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากตาย ท่านพี่ซ่งเถาข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน” อวิ๋นหนิงยื่นมือไปหาอวี้เฉินอย่างไร้เรี่ยวแรงสั่นเทาริมฝีปากแห้งเผือด
“อย่า..อย่าเข้ามาใกล้ข้านะ!!”
“เหตุใดท่านแม่ถึงเอ่ยเช่นนั้นเจ้าคะ หรือว่าข้าติดโรคระบาดจริง ๆ ฮื้อ ฮื้อ แล้วเช่นนี้จะทำเช่นไรเจ้าคะ ”
กริ่ง..กริ่ง เสียงเหรียญหลายตำลึงถูกโยนลงพื้นต่อหน้าอวิ๋นหนิงอย่างรังเกียจ
“จะทำเช่นไรได้อีก เจ้ารีบออกจากเรือนตระกูลเว่ยไปซ่ะ ข้าไม่อยากติดโรคร้ายจากเจ้า สินเดิมของเจ้าข้าจะคืนให้ อีกอย่างเจ้าเอ่ยก็ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับเว่ยซ่งเถาบุตรชายของข้า ไม่ต้องรอเขากลับมาหย่าหรืออย่างไร หากเจ้ารักซ่งเถาบุตรชายของข้า เจ้าเองก็คงคิดได้ว่าการที่เจ้าออกไปจากเรือนหลังนี้ เจ้าเองก็รู้มิใช่หรือว่าซ่งเถารักบิดามารดาเพียงใด จงออกไปจากเรือนหลังนี้แต่โดยดีเถิด”
ดวงตาของอวิ๋นหนิงเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาแดงก่ำ ค่อย ๆ ลุกเก็บเงินที่ถูกแม่สามีโยนลงพื้นอย่างช้า ๆ
“ท่านแม่ข้าเข้าใจดีเจ้าค่ะ ในสิ่งที่ท่านทำลงไปเพื่อครอบครัว ข้าเป็นห่วงท่านพ่อท่านแม่เหลือเกิน แต่หากข้ายังอยู่ที่นี่พวกท่านทั้งสองจะติดโรคระบาดกับข้าได้ ข้าลำบากใจจริง ๆ ที่ต้องเดินออกจากเรือนหลังนี้ ฝากบอกท่านพี่ซ่งเถาด้วยนะเจ้าคะ หากชาติหน้ามีจริงข้าขอกลับมาเป็นภรรยาของเขา กลับมารับใช้ดูแลท่านพ่อท่านแม่อีกครั้ง” ร่างเล็กสั่นเทาร้องไห้สะอึกสะอื้น ทว่าในใจกลับโลดแล่นหัวใจเต้นแรงระรัวที่จะพาตัวเองกับลูกในท้องออกจากเรือนนรกหลังนี้ แต่ต้องแสร้งทำอาลับอาวรณ์ต่อสามีเสียหน่อย
“ข้ารู้แล้ว ข้าจะแจ้งเรื่องนี้ต่อซ่งเถาเอง เขาคงภูมิใจในตัวเจ้าที่ดูแลพ่อแม่สามีเป็นอย่างดี”
“เช่นนั้นข้าขอลานะเจ้าคะ ท่านแม่จงดูแลตนเองกับท่านพ่อให้ดีขอให้ท่านทั้งสองสุขภาพแข็งแรงยั่งยืนนานนะเจ้าคะ” อวิ๋นหนิงโค้งศีรษะลงอย่างนอบน้อม นางแอบแสยะยิ้มที่เอ่ยไปนั้นเพราะต้องการให้พวกเขาอยู่รอดูวันที่นางจะใช้ความสำเร็จของนางมาแก้แค้นทุกคนต่างหากนางไม่ได้ห่วงใยจากใจจริงเสียหน่อย เดินอย่างไร้เรี่ยวแรงเก็บเสื้อผ้าเท่าที่มีเดินออกไปจากเรือนท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมา แต่นั้นไม่ได้ทำให้ร่างเล็กย่อท้อเลยแม้แต่น้อยที่คืออิสรภาพของนาง นางไม่ได้เจ็บป่วยหรือติดโรคระบาดแต่นี่คือแผนการออกจากเรือนตระกูลเว่ยอย่างที่นางไม่ต้องถูกชาวบ้านต่อว่า ว่าทอดทิ้งพ่อแม่สามี นางครุ่นคิดตามความทรงจำเจ้าของร่างกลับกระท่อมหลังน้อยที่มีมารดาของนางอยู่ที่นั่น
“ซูอวิ๋นหนิง เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไรเข้ามาเร็วเข้า เร็วเข้าแม่จะเอาผ้าห่มมาห่มให้เจ้าเองดูสิลูกคนนี้โตขนาดนี้ยังนุ่งห่มผ้าผืนบางเดินผ่าหิมะอย่างไม่เป็นห่วงตนเองได้อย่างไร สุขภาพของเจ้าต้องรู้สึกดูแล…”มารดาของซูอวิ๋นหนิงเห็นบุตรสาวรีบร้อนกวักมือให้นางเข้ามาในเรือนปากแม้จะบ่นแต่การบ่นนี้คือความเป็นห่วงอย่างแท้จริง ซูอวิ๋นหนิงกอดร่างของมารดาแน่น ทำให้นางตกใจเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถามอีกครั้ง"ซูอวิ๋นหนิงหรือว่าเจ้าถูกครอบครัวนั้นทำร้ายจิตใจมาหรือ ? จู่ ๆ เจ้าถึงมากอดข้าเช่นนี้"
“ข้าคิดถึงท่านแม่เจ้าค่ะ คิดถึงเหลือเกิน” น้ำตาของนางไหลรินอาบแก้มแม้มิใช่ชีวิตของนางจริง ๆ แต่นางเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันเหตุใดถึงรู้สึกเจ็บแปลบไปทั้งหัวใจ สั่นสะท้านเมื่อคิดถึงเรื่องราวของอวิ๋นหนิงมารดาผู้นี้รักนางมากกว่าผู้ใด ถูกทุบตีอย่างไร้ปรานีในชีวิตครั้งก่อน
“เด็กน้อยเอ๋ยเมื่อไหร่จะเติบโตเสียที เข้ามาโผล่กอดมารดา บอกคิดถึงเช่นนี้ชาวบ้านมาเห็นคงคิดว่าเจ้าถูกพ่อแม่สามีหรือสามีรังแกมา ”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ครั้งหนึ่งเคยเป็นเช่นนั้นแต่ต่อจากนี้จะไม่มีสิ่งนั้นเกิดขึ้นอีกแล้ว” ก่อนจะมาถึงเรือนนี้อวิ๋นหนิงได้ดื่มน้ำพุวิเศษเพื่อรักษาผิวกายทำให้ยามนี้ร่างกายของนางไม่มีผื่นแดงตามตัว เพราะกลัวมารดาจะเป็นห่วงและร้อนใจออกไปตามท่านหมอมาตรวจร่างกายของนางจริง ๆ
