บท
ตั้งค่า

บทที่ 14 เล่านิทาน

เล่านิทาน

ทุกวันหลินเสี่ยวเฉินยังคงใช้ชีวิตตามเดิมอย่างเคร่งครัด ตอนเช้าตื่นก่อนแสงแรกของวันจะโผล่พ้นขอบฟ้า รีบออกเดินเข้าเมืองเพื่อไปทำงานที่ร้านอาหารของเถ้าแก่หลิว ชีวิตประจำวันของเขาแทบไม่มีช่วงเวลาให้หยุดพัก ตั้งแต่ก้าวเข้าไปในร้านเขาต้องวิ่งวุ่นอยู่กับงานสารพัด ไม่ว่าจะจัดโต๊ะ เช็ดถ้วยชาม ล้างผัก หั่นเนื้อ เตรียมเครื่องปรุงหรือยกอาหารไปส่งให้ลูกค้า แต่ถึงจะเหนื่อยเพียงใดหลินเสี่ยวเฉินก็ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองเสียเวลาแม้แต่น้อยเพราะในใจของเขามีเป้าหมายใหญ่ที่ชัดเจนอยู่เสมอคือจะต้องสร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัวให้ได้

บ้านหลังเก่าของตระกูลหลินเริ่มทรุดโทรมลงทุกวัน เสาไม้บางต้นมีรอยแตกร้าว ผนังหลายด้านผุกร่อนเพราะลมฝน หลังคาที่มุงไว้อย่างหยาบ ๆ ก็รั่วซึมแทบทุกครั้งเมื่อฝนตกหนัก หลินเสี่ยวเฉินเห็นสภาพนั้นแล้วอดร้อนใจไม่ได้ ยิ่งนึกถึงบิดาที่เพิ่งฟื้นไข้และยังต้องพักรักษาตัวอยู่ในบ้านหลังนั้นก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่อาจปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ทำอะไรได้อีก

แม้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาจะพยายามเรียกรอยยิ้มจากผู้คนรอบตัวอย่างเต็มที่ ทั้งช่วยพูดหยอกพ่อครัวให้บรรยากาศในครัวผ่อนคลาย เล่าเรื่องขบขันให้เสี่ยวเอ้อในร้านหัวเราะหรือแม้แต่พูดให้เถ้าแก่หลิวอารมณ์ดีแต่ผลที่ได้ก็ยังไม่มากพอสำหรับสิ่งที่เขาต้องการ วัสดุสำคัญที่สุดในการสร้างบ้านคือไม้ไผ่ และเขาต้องใช้มันจำนวนมากเกินกว่าจะสะสมได้จากคะแนนเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวัน

คืนนั้นหลังกลับถึงบ้านหลินเสี่ยวเฉินนั่งอยู่ลำพังใต้ชายคากระท่อมมองดูเงาตะเกียงน้ำมันสั่นไหวไปมาตามแรงลม เขาใช้ปลายไม้ขีดตัวเลขลงบนพื้นดินคำนวณจำนวนไม้ไผ่ที่ต้องใช้ในใจซ้ำไปซ้ำมา ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นชัดว่า หากยังใช้วิธีเดิมเขาคงต้องรออีกนานหลายเดือนกว่าจะเริ่มสร้างบ้านได้

ทันใดนั้นเองความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว หากทำให้คนยิ้มทีละคนมันช้าเกินไป แล้วถ้าทำให้คนจำนวนมากหัวเราะพร้อมกันเล่า?

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้เขาก็นึกถึงภาพเด็ก ๆ ในเมืองที่มักรวมตัวกันเล่นอยู่แถวลานตลาดทุกเย็น เด็กเป็นกลุ่มคนที่หัวเราะง่ายที่สุด ขอเพียงมีเรื่องสนุกให้ฟังหรือสิ่งแปลกใหม่ให้ดูพวกเขาก็พร้อมจะมีความสุขทันที

ดวงตาของหลินเสี่ยวเฉินเป็นประกายขึ้นมา

วันรุ่งขึ้นหลังเลิกงานจากร้านอาหารเขาไม่ได้รีบกลับหมู่บ้านเหมือนเช่นเคยแต่เปลี่ยนเส้นทางไปยังลานกว้างข้างตลาดแทน ที่นั่นเต็มไปด้วยเด็กเล็กเด็กโตวิ่งเล่นกันอย่างคึกคัก เสียงหัวเราะใส ๆ ดังระงมอยู่ทั่วบริเวณเด็กบางคนกำลังเล่นไล่จับ บางคนกำลังหมอบเล่นลูกหินอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ขณะที่อีกกลุ่มกำลังล้อมวงแบ่งขนมแห้งกันกิน

หลินเสี่ยวเฉินยืนมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปหาเด็กกลุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด “พวกเจ้าอยากฟังนิทานหรือไม่”

คำถามสั้น ๆ นั้นทำให้เด็กหลายคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยและอยากรู้ เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งรีบถามกลับทันทีว่าเป็นนิทานเรื่องอะไร

“ลิงจอมเจ้าเล่ห์หลอกเสือเจ้าป่า” หลินเสี่ยวเฉินตอบพร้อมยกยิ้ม

เพียงได้ยินชื่อนั้น เด็ก ๆ ก็เริ่มส่งเสียงฮือฮา บางคนรีบวิ่งไปลากเพื่อนจากอีกมุมลานมาเพิ่ม ไม่นานนัก เด็กกว่ายี่สิบคนก็มานั่งล้อมรอบตัวเขาเป็นวงใหญ่

เมื่อเห็นว่าทุกคนพร้อมแล้วหลินเสี่ยวเฉินจึงนั่งลงบนก้อนหินเตี้ยกลางลาน สูดหายใจลึกก่อนเริ่มเล่านิทานด้วยน้ำเสียงชวนติดตาม เขาไม่ได้เล่าเรียบ ๆ แบบคนอ่านหนังสือ แต่ใส่ทั้งน้ำเสียง สีหน้า และท่าทางลงไปเต็มที่ ยามเป็นเสียงลิงก็แหลมเจื้อยแจ้ว

“กาลครั้งหนึ่ง…มีลิงตัวหนึ่งฉลาดมาก แต่มันชอบแกล้งชาวบ้าน วันหนึ่งมันแอบเอาพริกไปยัดใส่ชามน้ำแกงของเสือเจ้าป่า แล้วพอเสือซดน้ำแกงเข้าไป…” หลินเสี่ยวเฉินทำหน้าตาเหมือนเสือเผ็ดจนตาเหลือก “มันร้องว่า โอ๊ย! ใครเอาไฟมาใส่ปากข้า! ร้อนจะตายอยู่แล้ว!”

เด็กทั้งวงหัวเราะลั่นทันที บางคนถึงกับล้มกลิ้งบนพื้น หลินเสี่ยวเฉินเล่าต่ออย่างลื่นไหล ยิ่งเล่า เด็ก ๆ ยิ่งตื่นเต้น เมื่อหลินเสี่ยวเฉินเล่าถึงฉากสุดท้ายที่เสือกระโดดลงบ่อโคลนทั้งตัวเพื่อดับความเผ็ดจนตัวดำมอมแมม เด็กทั้งวงก็หัวเราะลั่นพร้อมกันจนคนขายของในตลาดหลายคนหันมามอง

ในจังหวะนั้นเองเสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นในหัวของเขา [ทำให้ผู้อื่นมีความสุขสำเร็จ 23 คน ได้รับคะแนนความสุข 230 คะแนน]

“สนุกมาก!”

“อีกเรื่อง! อีกเรื่อง!”

“พี่เสี่ยวเฉิน เล่าอีกสิ!”

เสียงเด็ก ๆ พากันร้องขอไม่หยุด หลินเสี่ยวเฉินแทบต้องกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ เพียงช่วงเวลาไม่นานเขาได้คะแนนมากกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก

หลังนิทานจบเด็ก ๆ ต่างยังไม่ยอมแยกย้าย หลายคนพากันร้องขอให้เขาเล่าต่อ บ้างก็ขยับเข้ามาใกล้อีกเพราะกลัวจะฟังไม่ทัน หลินเสี่ยวเฉินปล่อยให้พวกเขางอแงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกมือห้ามด้วยท่าทางเคร่งขรึมแบบแกล้ง ๆ

“วันนี้พอแค่นี้ก่อน หากเล่าหมดวันนี้พรุ่งนี้พวกเจ้าจะฟังอะไรอีกเล่า”

เด็ก ๆ พากันส่งเสียงอื้ออึงด้วยความเสียดาย เด็กหญิงคนหนึ่งถึงกับรีบยกมือถามทันที “พรุ่งนี้ท่านจะมาอีกใช่หรือไม่”

“มาแน่นอน” หลินเสี่ยวเฉินตอบพลางยิ้ม “พรุ่งนี้ข้าจะเล่าเรื่องใหม่ที่สนุกกว่าเดิม พวกเจ้าต้องพาเพื่อนมาด้วยนะ ยิ่งมากยิ่งสนุก”

เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งยกมือขึ้นถามบ้าง “พาพี่ชายมาด้วยได้ไหม”

“ได้หมด ยิ่งเยอะยิ่งดี” หลินเสี่ยวเฉินตอบยิ้ม ๆ

“ข้าจะไปชวนคนทั้งซอยมาเลย”

“ข้าจะพาน้องสาวมาด้วย”

“ข้าจะไปเรียกเพื่อนบ้าน”

เสียงเด็ก ๆ ดังระงมด้วยความตื่นเต้น

หลินเสี่ยวเฉินมองภาพนั้นด้วยความพอใจ แผนของเขากำลังไปได้สวย หากพรุ่งนี้เด็กมาเพิ่มเป็นสี่สิบคนเขาก็จะได้สี่ร้อยคะแนน ความหวังที่จะสร้างบ้านก็ใกล้เข้ามาแล้ว

ก่อนจากกันหลินเสี่ยวเฉินยังเอ่ยทิ้งท้ายไว้อีกประโยคหนึ่งว่า หากพรุ่งนี้ใครพาเพื่อนมาฟังเพิ่มเขาจะเล่าเรื่องพิเศษให้ฟังอีกหนึ่งตอน คำพูดนั้นยิ่งกระตุ้นให้เด็ก ๆ ตื่นเต้นกันใหญ่ หลายคนรีบรับปากว่าจะไปชวนเพื่อนทั้งตรอกทั้งซอยมาให้มากที่สุด

ระหว่างเดินกลับหมู่บ้านในยามเย็น แสงสุดท้ายของวันทอดยาวเหนือทุ่งเกาเหลียงที่ไหวเอนตามแรงลม หลินเสี่ยวเฉินเปิดดูคะแนนสะสมในระบบอีกครั้ง ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทำให้หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความหวัง

เมื่อกลับถึงบ้านเด็กชายเก็บสีหน้าเรียบเฉยไว้ดังเดิม ไม่เอ่ยถึงเรื่องในเมืองแม้แต่คำเดียว เพียงพูดคุยกับมารดาและพี่สาวเล็กน้อย เอาเงินค่าจ้างที่ทำงานมาได้วันนี้ให้พี่สาวเก็บไว้จากนั้นจึงเข้าไปดูอาการบิดาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่ลึกลงไปในใจเขารู้ดีว่าความหวังของบ้านหลินกำลังเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นทีละน้อยแล้ว อีกไม่นานบ้านหลังใหม่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel