ตอนที่ 4 โจ๊กรากบัว
ตอนที่ 4 โจ๊กรากบัว
เมื่อแบกรากบัวกลับมาถึงกระโจม จูหรุ่ยก็คิดหาวิธีต่อไปทันที
“เจิ้งอันมีอะไรที่เราสามารถใช้บดหัวบัวได้บ้าง?”
เจิ้งอันมองไปรอบๆ ในกระโจมที่แทบไม่มีอะไร
“ข้าจะไปหาแผ่นหินที่ใช้บดธัญพืชจากโรงครัวเก่ามาขอรับ”
เจิ้งอันออกไปอย่างรวดเร็วและกลับมาพร้อมกับแผ่นหินลับมีดขนาดใหญ่สองแผ่นที่หักแล้วและเปื้อนคราบเขม่า เขาหาผ้าสะอาดมาเช็ด
จูหรุ่ยเป็นคนปอกเปลือกหัวบัวออก ส่วนเจิ้งอันนำหัวบัวที่ปอกแล้วมาถูลงบนแผ่นหินอย่างช้าๆ เนื้อบัวที่แข็งเริ่มกลายเป็นน้ำแป้งสีขาวขุ่นที่ไหลออกมาพร้อมกับกากใย
ทั้งสองคนผลัดกันบดหัวบัวอย่างไม่หยุดหย่อน แขนของจูหรุ่ยชาและปวดร้าวไปหมด แต่การได้เห็นน้ำแป้งสีขาวขุ่นที่ไหลรวมกันในภาชนะชั่วคราวเป็นหม้อเหล็กเก่าๆ ที่เจิ้งอันหามาได้ ก็เป็นแรงผลักดันให้นางทำต่อไป
เมื่อบดหัวบัวเสร็จแล้ว จูหรุ่ยก็ตักน้ำสะอาดใส่หม้อเหล็กยกไปตั้งบนเตาไฟ แล้วเทน้ำแป้งบัวที่บดได้ลงไปอย่างช้าๆ จากนั้นนางก็คนมันอย่างต่อเนื่องด้วยทัพพีไม้ที่เจิ้งอันหามาได้
“ถ้าต้มแบบนี้ แป้งบัวจะพองตัว และทำให้มีปริมาณมากขึ้น และยังย่อยง่ายด้วย เหมาะสำหรับคนป่วย” จูหรุ่ยอธิบายให้เจิ้งอันฟัง เพื่อครั้งต่อไปเขาจะได้ทำตาม
ไม่นานนัก น้ำแป้งสีขาวขุ่นก็เริ่มข้นขึ้น กลายเป็นโจ๊กเหลวๆ ที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ กลิ่นหอมนี้เป็นกลิ่นหอมเฉพาะตัวของรากบัว
เมื่อโจ๊กหัวบัวเริ่มเดือดและข้นได้ที่ จูหรุ่ยก็หยุดคน
“เจิ้งอัน...เอาถ้วยดินเผาที่สะอาดที่สุดมาให้ข้าหนึ่งใบ”
เจิ้งอันส่งถ้วยที่ดูดีที่สุดในกระโจมมาให้ จูหรุ่ยตักโจ๊กหัวบัวเหลวๆ ส่วนหนึ่งใส่หม้ออีกใบ และเคี่ยวต่อไป...นางยืนเคี่ยวและคนอยู่หน้าเตาไฟต่อไปอีกพักใหญ่ จนกระทั่งโจ๊กที่เหลืออยู่เริ่มจับตัวเป็นก้อนที่เหนียวกว่าเดิมมาก มันไม่เป็นโจ๊กเหลวแล้ว แต่มันกลายเป็นเหมือนแป้งเหนียวๆ ใสๆ
“อี้เหนียง... ทำไมท่านถึงเคี่ยวมันจนเหนียวขนาดนั้นขอรับ” เจิ้งอันถามอย่างไม่เข้าใจ ทั้งที่นางเพิ่งบอกเขาว่าอย่าทำให้โจ๊กเหนียวมาก
จูหรุ่ยตักแป้งเหนียวข้นนั้นใส่ลงในถ้วยดินเผาแล้ววางมันไว้ต่างหาก
“ส่วนนี้สำหรับท่านอ๋อง”
จากนั้นจูหรุ่ยก็ตักโจ๊กบัวใส่ในถ้วยหลายใบที่เตรียมไว้สำหรับทหารที่ป่วยลงใส่ถังไม้ใบใหญ่
“เจิ้งอัน...เจ้าไปที่กระโจมพยาบาล แจกจ่ายโจ๊กพวกนี้ให้ทหารที่ป่วยหนักที่สุดก่อนเป็นอันดับแรก บอกพวกเขาว่านี่คือยาสมุนไพรที่ช่วยบำรุงกำลัง ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดว่ามันคืออะไร และมาจากไหน” จูหรุ่ยกำชับอีกครั้ง เพราะกลัวว่าคนซื่อตรงหน้าจะหลุดปากพูด
“ขอรับอี้เหนียง” เจิ้งอันรับคำสั่งด้วยแววตามุ่งมั่น ก่อนจะแบกถังถ้วยโจ๊กบัวที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกจากกระโจม
เมื่อเหลืออยู่เพียงลำพัง จูหรุ่ยก็กลับไปนอนพักผ่อนบนเตียงอย่างเงียบๆ และรอการกลับมาของเจิ้งอัน
ไม่นานเจิ้งอันก็กลับมา แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความตื้นตัน “อี้เหนียง!...มีทหารหลายคนที่อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่ได้กินโจ๊กขอรับ บางคนลุกขึ้นนั่งได้แล้ว"
จูหรุ่ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ดีมาก!”
หลังจากนั้น จูหรุ่ยก็ยืนขึ้น นางรวบรวมเรี่ยวแรงที่กลับคืนมา แล้วถือถ้วยโจ๊กบัวที่เคี่ยวจนข้นเหนียวนั้นเดินตรงไปยังกระโจมใหญ่ของเซิ่นฮ่าวหนานอีกครั้ง
เมื่อมาถึงหน้ากระโจมใหญ่ ทหารยามสองคนยังคงยืนเฝ้าประตูด้วยท่าทางที่อ่อนแรงยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีก
“ข้าจะเข้าไป” จูหรุ่ยกล่าวเสียงเรียบ
ทหารยามที่เห็นจูหรุ่ยเดินถือถ้วยเข้ามาก็รู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งท่านอ๋อง
“ท่านอ๋องสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าไปขอรับ”
จูหรุ่ยไม่สนใจ นางแทรกตัวเข้าไปในกระโจมโดยที่ทหารยามไม่มีแรงพอจะขวางได้
เซิ่นฮ่าวหนานยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะเหมือนเดิม ใบหน้าของเขายังคงซีดเซียว และเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“เจ้าอีกแล้วรึ จูหรุ่ย! ข้าบอกว่าไม่ให้เจ้าเข้ามารบกวนข้า!”
จูหรุ่ยเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเขาอย่างไม่เกรงกลัว นางวางถ้วยโจ๊กบัวที่เคี่ยวจนข้นเหนียวลงบนโต๊ะข้างๆ แผนที่การรบที่ถูกกางออก
เซิ่นฮ่าวหนานก้มหน้ามองถ้วยนั้นอย่างสงสัย กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ลอยขึ้นมาแตะจมูก
“นี่คืออะไร?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เป็นโจ๊กที่ทำจากรากบัว หม่อมฉันพบในสระบัวร้างหลังเขาเพคะ มันช่วยให้อุ่นท้องและย่อยง่าย”
เซิ่นฮ่าวหนานเงยหน้ามองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน เขาสังเกตเห็นว่านางดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ใบหน้ามีสีเลือดฝาดเล็กน้อย ไม่เหมือนเมื่อเช้าที่ดูเหมือนศพเดินได้ เขามองจ้องที่ดวงตาของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบช้อนไม้ที่จูหรุ่ยนำมาด้วย ตักโจ๊กรากบัวคำเล็กๆ เข้าปาก
รสชาติหวานหอมและนุ่มนวลละลายในปากของเขา มันไม่ใช่รสชาติของอาหารชั้นเลิศ แต่เป็นรสชาติที่ทำให้ชีวิตกลับมามีความหวัง
เซิ่นฮ่าวหนานเงียบไปนาน เขากินโจ๊กบัวในถ้วยนั้นอย่างช้าๆ โดยที่สายตาไม่ได้ละไปจากจูหรุ่ยเลย
เมื่อกินเสร็จแล้ว เขาวางช้อนลงอย่างเบามือ แล้วมองจูหรุ่ยด้วยสายตาที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย
“รากบัวพวกนี้มีมากแค่ไหน?”
“มากพอที่จะช่วยชีวิตทหารทุกคนในค่ายได้เป็นเวลาสองถึงสามวันเพคะ ถ้าหากเรากินแบบประหยัดที่สุด” จูหรุ่ยตอบตามตรง “แต่นั่นเป็นเพียงแค่การยืดเวลาเท่านั้น เราต้องหาอาหารอื่นมาทดแทน”
เซิ่นฮ่าวหนานพยักหน้าช้าๆ อย่างพอใจ เขาหยิบแผ่นแป้งจี่ที่เหลืออยู่แผ่นสุดท้ายบนโต๊ะขึ้นมา
“เจ้าเอาไปสิ!” เขายื่นแป้งจี่แผ่นสุดท้ายให้แก่นาง
จูหรุ่ยรับแป้งจี่แผ่นนั้นมาอย่างเงียบๆ นางรู้ว่านี่คือการยอมรับจากเขา
“ขอบพระทัยเพคะ”
จูหรุ่ยถือแผ่นแป้งจี่แผ่นสุดท้ายที่เซิ่นฮ่าวหนานมอบให้เดินออกมาจากกระโจมของเขาอย่างเงียบๆ นางไม่ได้กินมันทันที แต่นำมันกลับไปที่กระโจมเพื่อเก็บไว้กินในยามฉุกเฉิน เพราะนางรู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การมีอาหารสำรองแม้เพียงน้อยนิดก็หมายถึงความอยู่รอดที่ยาวนานขึ้น
