ตอนที่ 5 หินวิเศษ
ตอนที่ 5 หินวิเศษ
รุ่งเช้าวันต่อมา แสงแรกของวันใหม่มาถึงอย่างเชื่องช้า ความหนาวยะเยือกไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย แต่บรรยากาศในค่ายทหารกลับแตกต่างไปจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง
จูหรุ่ยรีบตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้ามืด นางรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายอย่างชัดเจน แม้จะยังไม่แข็งแรงเต็มที่ แต่ความรู้สึกอ่อนเพลียจนแทบจะตายได้หายไปแล้ว นางหักแป้งจี่ที่เซิ่นฮ่าวหนานให้มากินครึ่งซีกเพื่อเพิ่มพลังงานก่อน
เมื่อจูหรุ่ยเดินออกมาจากกระโจม ทหารกลุ่มหนึ่งที่ซูบผอมแต่ดูมีชีวิตชีวากว่าเมื่อวาน ยืนรออยู่ข้างกระโจมของเซิ่นฮ่าวหนาน ทุกคนสวมชุดที่สกปรก แต่แววตาของพวกเขามีประกายแห่งความหวัง
“อี้เหนียง” เจิ้งอันกล่าวด้วยความเคารพ “ทหารสามสิบคนนี้อาการดีขึ้นมาก พวกเขามารวมตัวกันตามคำสั่งของท่านอ๋องขอรับ”
จูหรุ่ยพยักหน้าให้นายทหารเหล่านั้น ก่อนที่เซิ่นฮ่าวหนานจะเดินออกมาจากกระโจมในชุดเกราะบางส่วน ท่าทางของเขายังคงเคร่งเครียด แต่ดูสดชื่นกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองไปยังทหารกลุ่มเล็กๆ ที่ยืนอยู่
“ถวายพระพรท่านอ๋อง!” เสียงทหารทั้งสามสิบคนดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง แม้จะแผ่วเบา แต่ก็มีพลังมากกว่าเมื่อวาน
จูหรุ่ยและเซิ่นฮ่าวหนานเดินนำทหารสามสิบคนไปยังสระบัวร้างหลังเขา การเดินขึ้นเขาสำหรับจูหรุ่ยในวันนี้ไม่ได้หนักหนาสาหัสเหมือนเมื่อวานอีกแล้ว ในขณะที่เซิ่นฮ่าวหนานเดินนำหน้าด้วยก้าวยาวๆ อย่างมั่นคง
เมื่อพวกเขามาถึงสระบัวร้าง เซิ่นฮ่าวหนานถึงกับชะงัก สายตาของเขากวาดมองไปที่แอ่งโคลนที่มีรอยขุด
“นี่คือที่ที่เจ้าบอกว่ามีรากบัว?”
“ใช่เพคะ” จูหรุ่ยตอบ ก่อนจะชี้ไปยังรอยที่นางเคยขุดไว้เมื่อวาน “หัวบัวฝังอยู่ในโคลนแห้งพวกนี้เพคะ ท่านอ๋อง หัวของมันใหญ่มาก”
เซิ่นฮ่าวหนานสั่งการให้ทหารทุกคนลงไปขุดรากบัวทันที แม้ว่าพวกทหารจะยังอ่อนแรง แต่ความหวังที่จะได้อาหารมากินก็เป็นแรงผลักดันให้พวกเขามีแรงมากขึ้น หัวบัวขนาดใหญ่ถูกดึงขึ้นมาจากดินอย่างต่อเนื่อง ทุกคนต่างก็ส่งเสียงฮือฮาด้วยความตื่นเต้น
เซิ่นฮ่าวหนานจึงลงไปขุดช่วยพวกเขาอีกแรงโดยไม่ลังเล แม้จะเขาถึงเป็นอ๋องและแม่ทัพใหญ่ แต่เขาก็ไม่รังเกียจที่จะเปื้อนโคลนเพื่อให้ทหารของเขารอดตาย
จูหรุ่ยยืนมองเซิ่นฮ่าวหนาน ที่กำลังขุดหัวบัวอย่างบ้าคลั่ง
“ท่านอ๋อง...ท่านน่าจะพักบ้างนะเพคะ”
เซิ่นฮ่าวหนานปาดเหงื่อที่หน้าผาก “ทหารของข้ากำลังจะอดตาย ข้าจะพักได้อย่างไร? เจ้าไปดูแลจัดการกลุ่มทหารที่ล้างหัวบัวเถอะ แล้วสั่งให้พวกเขาเริ่มต้มโจ๊กทันที”
จูหรุ่ยรับคำสั่ง นางจัดการแบ่งกลุ่มทหาร เสียงบดหัวบัวดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในโรงครัวเก่าของค่ายทหาร ที่บัดนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ต้มโจ๊ก หัวบัวจำนวนมหาศาลถูกบดเป็นน้ำแป้งสีขาวขุ่นและนำไปเคี่ยวในหม้อเหล็กขนาดใหญ่ทั้งหมด 4 หม้อ กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ของรากบัวลอยฟุ้งไปทั่วค่ายทหารเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
เซิ่นฮ่าวหนานเป็นคนตักโจ๊กรากบัวแจกจ่ายให้กับทหารทุกคนอย่างเท่าเทียม ทหารทุกคนนั่งยองๆ กินโจ๊กรากบัวที่ร้อนๆ อย่างเงียบเชียบ
ในช่วงเย็นของวันนั้น ทหารสองหมื่นนาย ได้กินอาหารที่อุ่นท้องเป็นครั้งแรกในรอบสองเดือน
เซิ่นฮ่าวหนานนั่งอยู่ในกระโจมของตัวเอง มองไปยังกองเสื้อผ้าของเขาที่ถูกกองไว้ที่มุมกระโจม
ทันใดนั้น จูหรุ่ยก็เดินถือถังไม้เล็กๆ เข้ามาในกระโจม
“ท่านอ๋อง! เสื้อผ้าของท่านสกปรกมาก หม่อมฉันจะเอาไปซักให้นะเพคะ”
เซิ่นฮ่าวหนานมองนางด้วยความประหลาดใจ จูหรุ่ยยื่นมือไปหยิบเสื้อผ้าของเขาโดยไม่รอคำอนุญาต
เซิ่นฮ่าวหนานไม่ได้ห้าม เขามองนางเดินออกไปพร้อมกับเสื้อผ้ากองโตของเขาอย่างรวดเร็ว
จูหรุ่ยกลับมาที่ลำธารอีกครั้งพร้อมกับเสื้อผ้าเปื้อนโคลนของเซิ่นฮ่าวหนาน ความเย็นของน้ำในลำธารทำให้มือของนางชาไปหมด
“ให้ตายเถอะ! ผ้าอะไรทำไมมันหนักขนาดนี้ แถมโคลนยังฝังแน่นอีก”
จูหรุ่ยเริ่มบ่นพึมพำขณะที่นางกำลังขยี้ผ้าด้านในของเซิ่นฮ่าวหนาน นางขยี้ผ้าอย่างแรง น้ำเย็นจัดทำให้มือของนางแดงก่ำและเจ็บปวด
“เฮ้อ!...ชีวิตดีๆ ของฉันต้องมาซวยเพราะก้อนหินก้อนเดียว ทำไมต้องทะลุมิติมาอยู่ในยุคอดอยากแบบนี้ด้วยวะ! ระบบของวิเศษอะไรก็ไม่มี! ส่งมาแต่ตัวเปล่าๆ กับความทรงจำของนางรำผู้อาภัพนี่นะ แถมยังต้องมาอดตายอีกรอบ”
จูหรุ่ยตะโกนด่าทออย่างบ้าคลั่ง นางเงยหน้าขึ้นด่าท้องฟ้าด้วยความโกรธ “ฟ้าช่างไม่ยุติธรรม!”
จูหรุ่ยซักผ้าไปตะโกนด่าไปอย่างไม่อายใคร เพราะบริเวณนั้นไม่มีใครอยู่แล้ว
ทันใดนั้นเอง!
ตุบ!
เสียงของแข็งกระทบพื้นดินดังขึ้น
จูหรุ่ยที่กำลังก้มหน้าก้มตาทุบผ้าอยู่ ถึงกับสะดุ้งสุดตัว นางเงยหน้าขึ้นมองหาที่มาของเสียงด้วยความตกใจ
เบื้องหน้าของนาง บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยก้อนกรวดและมีวัตถุประหลาดชิ้นหนึ่ง
มันคือก้อนหินรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ขรุขระ มีขนาดเท่ากำปั้นเด็ก แต่ไม่ใช่หินธรรมดา มันมีสีเขียวมรกตเรืองแสงเล็กน้อย มันส่องประกายวาววับท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น
จูหรุ่ยค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปหยิบมันขึ้นมา ทันทีที่ปลายนิ้วของนางแตะโดนหินหยก ความรู้สึกเย็นยะเยือกแต่เปี่ยมไปด้วยพลังงานมหาศาลก็วิ่งเข้าสู่ร่างของนางอย่างรวดเร็ว หยกนั้นเรืองแสงเป็นสีเขียวนวลอ่อนๆ ในมือของนาง
“นี่มัน...หยกวิเศษรึ?” จูหรุ่ยพึมพำด้วยความตกใจ
นางกำหินหยกในมือแน่น ก่อนจะคิดในใจอย่างรวดเร็วว่า “ขอให้หญ้าพวกนี้กลับมาเขียวขจีและเติบโตขึ้นใหม่!”
ทันใดนั้นเอง หญ้าที่แห้งตายแล้วก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวอย่างรวดเร็ว ยอดหญ้าใหม่แทงขึ้นมาบนดินแห้งๆ ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ต้นไม้ที่ตายแล้วก็เริ่มมีใบอ่อนแตกออกมาอย่างน่าอัศจรรย์ พื้นดินบริเวณนั้นราวกับถูกดึงกลับเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ
“บ้าไปแล้ว! นี่มันสุดยอดของวิเศษ! ถึงจะมาช้าไปหน่อยนะแต่ก็ดีกว่าไม่มี”จูหรุ่ยรู้สึกดีใจจนแทบจะบ้า นางหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งอยู่เพียงลำพัง
จูหรุ่ยนำผ้าไปตาก แล้วเดินกลับไปที่กระโจมอย่างเงียบๆ นางทดลองใช้หยกกับเมล็ดถั่วลิสงแห้งๆ ที่นางเคยเจอในหีบไม้ของจูหรุ่ย ผลปรากฏว่าเมล็ดถั่วงอกขึ้นมาในทันทีและเติบโตอย่างรวดเร็วจนออกฝักในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป
หยกสีเขียวมรกตนี้สามารถเร่งการเจริญเติบโตของพืชได้ทุกชนิด
ขณะที่นางกำลังดีใจอย่างสุดขีด ประตูของกระโจมก็ถูกผลักเข้ามา
“อี้เหนียง!...มีทหารที่ป่วยหนักที่สุดคนหนึ่งอาการทรุดหนักมากขอรับ หลังจากที่เขากินโจ๊กเข้าไป” เจิ้งอันวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
จูหรุ่ยไม่ลังเล นางกำหยกไว้ในมือแล้ววิ่งตามเจิ้งอันไปที่กระโจมพยาบาลทันที
เมื่อมาถึง จูหรุ่ยเห็นทหารหนุ่มคนหนึ่งนอนหายใจรวยรินอยู่บนฟาง ใบหน้าซีดเผือดจนเหมือนศพ
จูหรุ่ยตัดสินใจทันที นางจับมือทหารหนุ่มคนนั้นไว้แล้ววางหยกสีเขียวมรกตลงบนหน้าอกของเขา
“ขอให้เขามีชีวิตรอด” นางตั้งจิตอธิษฐานในใจอย่างแรงกล้า
ทันทีที่หยกแตะผิวหนังของทหาร แสงสีเขียวนวลก็ส่องออกมาอย่างแรง หยกนั้นร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว และแสงสีเขียวก็ถูกดูดซึมเข้าไปในร่างของทหารอย่างรวดเร็ว
การหายใจที่รวยรินกลับมาเป็นปกติในเวลาเพียงไม่กี่พริบตา
“ปาฏิหาริย์! ปาฏิหาริย์จริงๆ ขอรับ!” เจิ้งอันอุทานด้วยความตกตะลึง
แต่ในขณะที่ทหารคนนั้นกำลังลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า จูหรุ่ยกลับรู้สึกเหมือนร่างกายของนางถูกสูบพลังงานออกไปจนหมดสิ้นอย่างกะทันหัน
วูบ!
ทุกอย่างในโลกของจูหรุ่ยก็ดับวูบลง นางล้มลงไปนอนข้างทหารหนุ่มที่เพิ่งฟื้น
เซิ่นฮ่าวหนานเข้ามาในกระโจมพยาบาลทันทีที่ได้ยินเสียงเอะอะ ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องไปยังร่างของจูหรุ่ยที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นหญ้าแห้ง ข้างๆ ทหารหนุ่มที่เพิ่งฟื้นคืนสติอย่างน่าประหลาดใจ แสงสีเขียวนวลที่เพิ่งจางหายไปนั้นยังคงเป็นภาพติดตาของทหารทุกคนในกระโจม
“เกิดอะไรขึ้น?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
ใบหน้าของเจิ้งอันยังคงซีดเผือดด้วยความตกใจ เพราะเขาไม่กล้าแตะต้องตัวอี้เหนียงต่อหน้าคนอื่น
“ท่านอ๋อง! เอ่อ... อี้เหนียง... จู่ๆ นางก็ทรุดลงไปขอรับ นางเพิ่งวางก้อนหินสีเขียวบนหน้าอกของพลทหารผู้นี้ แล้วแสงก็สว่างวาบขึ้น ทหารคนนี้ก็ฟื้นขึ้นมา...แต่แล้วอี้เหนียงก็หมดสติไป”
เซิ่นฮ่าวหนานขมวดคิ้วแน่น เขาไม่ได้สนใจในเรื่องปาฏิหาริย์หรือของวิเศษ เขาเดินเข้าไปใกล้จูหรุ่ยมากขึ้น แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งข้างร่างของนาง มือใหญ่ที่แข็งแกร่งและหยาบกร้านจากการจับดาบเอื้อมไปแตะที่หน้าผากของนาง
เย็นเฉียบ ไม่ใช่เย็นแบบอากาศหนาว แต่เป็นความเย็นที่ผิดปกติ
“ไปตามหมอทหาร!” เขาออกคำสั่งเสียงดังกังวาน
“ตอนนี้หมอทหารเองก็ไข้ขึ้นหนักจนลุกไม่ไหวขอรับท่านอ๋อง” เจิ้งอันตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลง
เซิ่นฮ่าวหนานกัดกรามแน่น เขาเหลือบมองไปยังทหารที่ฟื้นแล้ว ซึ่งกำลังมองมาที่เขาด้วยแววตาสำนึกในบุญคุณ ทหารผู้นั้นพยายามจะยันกายลุกขึ้นทำความเคารพ
“ทุกคนออกไปให้หมด!” เซิ่นฮ่าวหนานออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
