ตอนที่ 3 ชีวิตอยู่ได้เพราะความหวัง
ตอนที่ 3 ชีวิตอยู่ได้เพราะความหวัง
จูหรุ่ยเดินขึ้นไปบนเนินเขาที่เต็มไปด้วยดินลูกรังและหินกรวด มีแต่ต้นไม้แห้งเหี่ยวและหญ้าสีน้ำตาล
นางเริ่มสำรวจพื้นที่อย่างช้าๆ โดยเดินเป็นเส้นตรงไปเรื่อยๆ หลังจากเดินไปได้ประมาณหนึ่ง ขาของนางก็เริ่มสั่นและหอบหายใจอย่างหนัก แต่สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นบางอย่าง
“นี่มัน...”
เบื้องหน้าของนางคือกลุ่มของเถาไม้เลื้อย ที่ดูเหมือนจะถูกเหยียบย่ำและถูกมองข้าม
มันคือเถากลอย!
เถากลอยมีลักษณะเป็นเถาขนาดใหญ่ ใบมีสามแฉกคล้ายใบโพธิ์แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก มีหนามเล็กๆ อยู่ตามเถา
“มีเยอะมาก! เยอะจริงๆ ด้วย!”
เถากลอยไม่ได้มีแค่กระจุกเดียว แต่มันเป็นดงขนาดใหญ่ ที่เลื้อยพันกันอย่างหนาแน่นไปตามพื้นดินและเกาะเกี่ยวอยู่กับต้นไม้ที่ถูกโค่นลง
จูหรุ่ยทรุดตัวลงนั่งยองๆ นางใช้ไม้ค่อยๆ ขุดดินที่อยู่รอบๆ โคนเถาออก ดินที่นี่เป็นดินปนหินทำให้การขุดยากลำบาก แต่หัวกลอยไม่ได้อยู่ลึกมากนัก และมีขนาดตั้งแต่เท่าหัวคนไปจนถึงขนาดใหญ่มากๆ ต้องใช้แรงสองคนถึงจะยกมันได้ พวกมันนูนอยู่ใต้ดินอย่างเห็นได้ชัดในหลายจุด
จูหรุ่ยแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อนึกถึงความทรงจำจากอดีตตอนที่อยู่กับคุณยายที่บ้านนอกในภาคอีสานผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน
“ไอ้หรีดกลอยน่ะมันมีพิษนะลูก ถ้าคนทำไม่เป็นกินเข้าไปนี่ตายห่าอย่างเดียวเลยนะ”
“งั้นพวกเรามาขุดมันไปทำไมในเมื่อมันกินไม่ได้”
“กินได้สิ... แต่ต้องเอาพิษออกก่อน จำไว้ให้ดีนะ ขั้นตอนมันเยอะหน่อยแต่กินได้นานเลย”
จูหรุ่ยจ้องมองหัวกลอยขนาดใหญ่ที่นูนขึ้นมาจากพื้นดิน มันมากมายจนสามารถเลี้ยงทหารสองหมื่นนายได้เป็นเดือน แต่การกำจัดพิษนั้นต้องใช้น้ำและเวลาเจ็ดวัน
เจ็ดวัน! ทหารสองหมื่นนายจะอดทนรอได้ถึงอีกเจ็ดวันหรือ? พวกเขาคงจะขาดใจตายก่อนแน่เลย
“บ้าเอ๊ย! ขุมทรัพย์อยู่ตรงหน้า แต่กินไม่ได้!” จูหรุ่ยทุบกำปั้นลงบนดินอย่างหงุดหงิด
จูหรุ่ยเงยหน้ามองรอบๆ ตัวบนเนินเขาหัวโล้น นางต้องหาอะไรที่กินได้ในวันนี้
นางหันไปมองดงกลอยขนาดใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย “เดี๋ยวข้าจะกลับมาจัดการกับพวกเจ้าทีหลัง”
จูหรุ่ยเดินเลียบตามแนวเชิงเขาไปเรื่อยๆ เพื่อสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบ
เมื่อเดินมาได้ประมาณหนึ่งก้านธูป ความชันของเนินเขาก็ลดลง และเบื้องหน้าของนางก็ปรากฏภาพที่ทำให้นัยน์ตาของจูหรุ่ยเบิกกว้างด้วยความหวัง
มันคือสระบัวเก่า!
สภาพของสระนั้นน่าเวทนา น้ำแห้งไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงแอ่งโคลนขนาดย่อมอยู่ตรงกลาง พื้นที่รอบๆ มีรอยแตกของดินแห้งเป็นแผ่นๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือซากของต้นบัวและใบบัวที่เหี่ยวแห้งจำนวนมาก
“หัวบัว...ต้องมีหัวบัวแน่ๆ”
จูหรุ่ยสาวเท้าเข้าไปใกล้สระอย่างรวดเร็ว กลิ่นสาบโคลนและกลิ่นซากพืชที่เน่าเปื่อยลอยเข้ามาปะทะจมูก แต่นางไม่สนใจ นางกระโดดลงไปในพื้นที่ที่แห้งแล้วอย่างไม่ลังเล รองเท้าผ้าเก่าๆ ของจูหรุ่ยจมลงไปในดินร่วนที่ยังมีความชื้นอยู่
นางใช้มือเปล่าเริ่มขุดดินโคลนที่แห้งแตก พอขุดลึกลงไปประมาณหนึ่งคืบ ดินก็เริ่มเหนียวและเป็นโคลนตม จูหรุ่ยออกแรงขุดอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นเถาของรากบัว มือของนางเต็มไปด้วยโคลน
ไม่นาน นิ้วของนางสัมผัสได้ถึงวัตถุแข็งๆ ที่ฝังอยู่ใต้โคลน นางออกแรงดึงอย่างสุดกำลัง สิ่งที่ดึงขึ้นมาคือหัวบัวขนาดเท่าท่อนแขนของนาง มีปล้องหลายปล้อง สีน้ำตาลเข้มเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน
ความดีใจทำให้นางกรีดร้องออกมาเบาๆ “รอดตายแล้วโว้ย!”
เถาบัวนั้นไม่ได้มีแค่หัวเดียว แต่เมื่อลองขุดลึกลงไปตามแนวรากที่เชื่อมต่อกัน จูหรุ่ยพบว่ามันมีอีกหัว สระบัวแห่งนี้ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี ทำให้หัวบัวมีขนาดใหญ่มาก
จูหรุ่ยเริ่มขุดตรงจุดที่ดินมีความชื้นสูงซึ่งเป็นจุดที่หัวบัวจะสะสมอยู่หนาแน่นที่สุด
มือของนางเจ็บระบมไปหมด เนื้อใต้เล็บฉีกขาด นางก็ยังคงขุดต่อไป จนในที่สุดจูหรุ่ยก็หยุดขุดเพราะเรี่ยวแรงแทบจะหมดลมหายใจแล้ว นางหอบหายใจอย่างหนักแล้วนั่งลงมองกองหัวบัวด้วยความดีใจ
จูหรุ่ยมองไปรอบๆ นางนำใบบัวที่แห้งตายแล้วเหล่านั้นมาซ้อนกันแล้วมัดด้วยเถาวัลย์แห้งๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ทำเป็นถุงชั่วคราว จากนั้นจึงยัดหัวบัวทั้งหมดเข้าไป
การลากหัวบัวที่หนักเกือบสิบกว่ากิโลกรัมกลับค่ายทหารเป็นงานที่หนักหนาสาหัสสำหรับคนที่เกือบจะอดตาย จูหรุ่ยต้องใช้แรงเฮือกสุดท้ายแบกหามและลากถุงใบบัวนั้นไปตามพื้นดินที่เป็นหินกรวด
ระหว่างทางจูหรุ่ยไม่ได้หยุดพักเลย เพราะกลัวว่าจะไม่มีแรงลุกขึ้นมาอีก นางเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งภาพของค่ายทหารเริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เมื่อมาถึงขอบค่ายทหาร นางก็ทรุดลงทันที เพราะความเหนื่อยล้าจนแทบจะหมดสติ
"อี้เหนียง! ท่านแบกอะไรมาน่ะ?” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
เจิ้งอันเดินโซซัดโซเซเข้ามารับนางไว้ทันก่อนที่นางจะล้มลงไป
“เจิ้งอัน... แฮ่ก...แฮ่ก...ห้ามบอกใคร...ห้ามใครรู้เด็ดขาด...แบกถุงนี้ไปที่กระโจม!” จูหรุ่ยสั่งเสียงแผ่ว แต่แววตาแน่วแน่
เจิ้งอันมองถุงใบตองที่เปรอะเปื้อนโคลนด้วยความสงสัย แต่เมื่อเขาลองยกมันขึ้น...มันหนักมาก เขาประหลาดใจเป็นอย่างมากว่าหญิงที่อ่อนแอเพียงนี้แบกมันมาได้อย่างไร
เจิ้งอันแบกถุงหัวบัวไปยังกระโจมของจูหรุ่ยอย่างทุลักทุเล
เมื่อเข้ามาในกระโจม จูหรุ่ยก็หมดแรงล้มตัวลงนอนพื้นอย่างสิ้นสภาพ เจิ้งอันช่วยดึงถุงหัวบัวเข้ามาในกระโจม แล้วมองนางด้วยความเป็นห่วง
“อี้เหนียงท่านเป็นอะไรหรือไม่?”
จูหรุ่ยพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ แล้วลุกขึ้นนั่งพิงเสากระโจม
“เจิ้งอันฟังข้าให้ดี” จูหรุ่ยพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้างในถุงนี้คือรากบัวสามารถกินได้ทันที”
จูหรุ่ยใช้มีดพกสั้นๆ ที่เป็นของใช้ติดตัวของจูหรุ่ยร่างเดิม กรีดเปลือกหัวบัวที่ยังเปรอะโคลนออก เผยให้เห็นเนื้อสีขาวสะอาดตา
“กินซะ” นางยื่นหัวบัวที่ปอกแล้วให้เจิ้งอัน
เจิ้งอันมองหัวบัวด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง เขาไม่กล้าจับมันเพราะกลัวว่ามันจะเป็นภาพลวงตา แต่ความหิวที่กัดกินมานานทำให้เขายื่นมือออกไปรับ หัวบัวนั้นมีรสชาติหวาน กรอบ และเย็นสดชื่น เจิ้งอันเคี้ยวอย่างช้าๆ แล้วน้ำตาเขาก็ไหลออกมาอีกครั้ง
“อี้เหนียง...นี่มัน...เหมือนฝันเลยขอรับ”
“ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นสิ่งที่เราจะใช้กอบกู้กองทัพ…กินอีก!...กินให้เยอะๆแล้วเรามาวางแผนช่วยกัน”
ทั้งสองคนนั่งเคี้ยวหัวบัวอย่างเงียบๆ จนกระทั่งรู้สึกว่าร่างกายเริ่มมีพลังงานกลับคืนมา
จูหรุ่ยชี้ไปที่กองหัวบัว “พวกเราต้องบดหัวบัวให้ละเอียด แล้วนำไปต้มกับน้ำจนเป็นเหมือนโจ๊กเหลวๆ เราจะนำไปแจกจ่ายให้แก่ทหารที่ป่วยหนักก่อน บอกพวกเขาว่าเป็นยาต้มสมุนไพรบำรุงกำลัง”
ก่อนออกจากกระโจม จูหรุ่ยได้หยิบผ้าห่มผืนบางหนึ่งผืนและชุดเปลี่ยนหนึ่งชุดออกมาจากหีบไม้ นางไม่มีชุดหรูหราเหมือนตอนเป็นนางรำแล้วตั้งแต่แรกที่มาถึงที่นี่ เสื้อผ้าของนางถูกเปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝ้ายธรรมดาๆ สีซีดจางที่พอจะหาได้เท่านั้น
จูหรุ่ยกับเจิ้งอันช่วยกันแบ่งหัวบัวขนาดใหญ่ให้พอดีที่จะหอบหิ้วได้ ทั้งสองคนเดินทวนลมออกไปจากค่ายทหารอย่างเงียบเชียบ พวกเขามุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เจิ้งอันบอกว่ามีลำธาร การเดินในสภาพที่ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และแบกของหนักนั้นเป็นเรื่องที่ทรมานอย่างยิ่ง จูหรุ่ยรู้สึกเหมือนปอดกำลังจะระเบิดจากการหอบหายใจในอากาศที่หนาวเย็นจัด แต่ทุกครั้งที่นางรู้สึกท้อ ภาพของทหารที่ซูบผอมและใกล้ตายก็ผุดขึ้นมาในหัว
เมื่อมาถึงลำธาร น้ำใสสะอาดและเย็นยะเยือกไหลรินอยู่ท่ามกลางก้อนหินที่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งบางๆ ไอความเย็นลอยขึ้นมาเป็นหมอกจางๆ เจิ้งอันไม่พูดอะไร เขาถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วก้าวลงไปในน้ำเย็นจัดทันที จูหรุ่ยเห็นเขาตัวสั่น แต่เขาก็กัดฟันไม่บ่นสักคำ
จูหรุ่ยตามลงไปช่วยอีกแรง ความเย็นของน้ำทำให้นิ้วมือของนางชาจนแทบไม่รู้สึก นางใช้เศษผ้าหยาบๆ ขัดถูหัวบัวอย่างตั้งใจ
“อี้เหนียง...ท่านไม่ต้องทำก็ได้ขอรับ...ให้ข้าทำเอง” เจิ้งอันพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือ
“ไม่ได้! เราต้องช่วยกันจะได้เสร็จเร็วๆ”
พวกเขาเริ่มล้างหัวบัวอย่างเงียบๆ แม้จะหนาวจนมือแทบเข็ง ขณะที่กำลังล้างหัวบัว จูหรุ่ยก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความเหนียวเหนอะหนะของเสื้อผ้าที่เปื้อนโคลนของตัวเอง
“เจิ้งอัน ข้าขอไปล้างตัวและซักเสื้อผ้าก่อนนั”
เจิ้งอันเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ “แต่..อี้เหนียง น้ำมันหนาวมากนะขอรับ ท่านจะไม่เป็นอะไรรึ?”
“ข้าไม่เป็นอะไรหรอก เจ้าช่วยดูต้นทางให้ข้าหน่อยแล้วกัน” จูหรุ่ยกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง แล้วเดินเลี่ยงเข้าไปหลังก้อนหินขนาดใหญ่ที่อยู่ริมน้ำ นางมองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงเล็กน้อยก่อนจะถอดเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็ว
ความเย็นของน้ำกัดกินผิวของนางอย่างรุนแรงจนแทบจะรู้สึกชาไปทั้งตัว จูหรุ่ยรีบใช้ผ้าเช็ดตัวที่เตรียมมาเช็ดถูร่างกายอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ นางทำความสะอาดเส้นผมที่พันกันยุ่งเหยิงด้วยน้ำเย็นจัด
จูหรุ่ยเคยมีสาวใช้สองคน ชื่อ เสี่ยวชิงและเสี่ยวอวี้ พวกนางติดตามมาด้วยความจงรักภักดีตั้งแต่ออกมาจากเมืองหลวง แต่ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเหน็บและทุรกันดารได้พรากชีวิตของสาวใช้ทั้งสองไปเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่แล้วด้วยโรคไข้ป่า ตั้งแต่นั้นมาจูหรุ่ยก็ต้องดูแลตัวเองตามลำพัง แต่ถึงแม้จะไม่มีสาวใช้ แต่ทหารในค่ายทุกคนก็ยังให้ความเคารพต่อนางอยู่เสมอ เพราะพวกเขาเคารพและซื่อสัตย์ต่อเซิ่นฮ่าวหนาน ท่านอ๋องผู้เป็นที่รักและเป็นความหวังสุดท้ายของพวกเขา ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่มีทหารคนใดกล้าล่วงเกินหรือปฏิบัติกับจูหรุ่ยอย่างไม่ให้เกียรติ
เมื่อทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนเป็นชุดใหม่เสร็จแล้ว จูหรุ่ยก็รู้สึกดีขึ้นมากแม้จะยังหนาวสั่นอยู่ก็ตาม
“เรากลับกันเถอะ” จูหรุ่ยเดินมาบอกเจิ้งอันที่นั่งรออยู่
