ตอนที่ 2 ความหิวโหย
ตอนที่ 2 ความหิวโหย
จิ้งหรีดหรือตอนนี้คือจูหรุ่ย พยุงร่างอันโงนเงนเดินไปที่หน้ากระโจม ลมหนาวพัดวูบเข้าใส่หน้าจนชาไปทั้งแถบ ภาพที่เห็นทำเอาหัวใจของสาวออฟฟิศหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
เบื้องหน้าคือค่ายทหารขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่กลางหุบเขาเวิ้งว้าง ธงที่เคยโบกสะบัดอย่างสง่างาม บัดนี้ขาดวิ่นห้อยรุ่งริ่ง ทหารนับหมื่นนายในชุดเกราะที่เปรอะเปื้อนดินและฝุ่นนั่งจับเจ่าอยู่ตามพื้น บางคนนอนหายใจรวยริน ดวงตาของพวกเขาลึกโหลไร้แวว
ไม่มีเสียงพูดคุย มีเพียงเสียงไอโขลกๆ และเสียงลมหวีดหวิวเท่านั้น
“แย่กว่าที่คิด” จูหรุ่ยพึมพำเบาๆ
ความทรงจำของร่างเดิมบอกเธอว่า สถานการณ์ตอนนี้เข้าขั้นวิกฤต เมืองหลวงตัดขาดการส่งเสบียงมาสามเดือนแล้ว เสบียงสำรองหมดเกลี้ยงตั้งแต่เดือนแรก สัตว์ป่ารอบรัศมีร้อยลี้ถูกล่าจนสูญพันธุ์ แม้แต่หนูสักตัวก็ยังหาไม่เจอ เปลือกไม้และรากไม้ถูกขุดกินจนภูเขาหัวโล้นเลี่ยนเตียน
“อี้เหนียง...”
เสียงแหบแห้งดังขึ้นจากด้านข้าง จูหรุ่ยหันไปมอง เห็นนายทหารหนุ่มน้อยคนหนึ่ง หน้าตาซูบตอบจนเหมือนโครงกระดูกเดินได้ นั่งพิงเสากระโจมอยู่
“ท่าน... ท่านตื่นแล้วหรือขอรับ” เขาถามด้วยแววตาเป็นห่วง
“มี...มีอะไรให้กินบ้างไหม?” เธอถามออกไปตรงๆ ด้วยเสียงที่แหบแห้ง นาทีนี้เธอขออะไรรองท้องก่อนต่อให้เป็นน้ำข้าวต้มก็ยังดี เพราะเธอหิวจนแสบท้องไปหมดแล้ว
นายทหารหนุ่มส่ายหน้าช้าๆ รอยยิ้มขมขื่นปรากฏที่มุมปาก “ไม่มีแล้วขอรับ...ม้าศึกตัวสุดท้าย...ท่านอ๋องสั่งให้เชือดแจกจ่ายไปเมื่อสามวันก่อนหมดแล้ว ตอนนี้แม้แต่นกบินผ่านยังไม่มีให้ยิง”
จูหรุ่ยกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว เธอคือสาวแกร่งยุค 2025 ที่ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ ผ่านโรคระบาด ผ่านการใช้ชีวิตที่อดยากตอนเด็กกับคุณยายมาแล้ว จะมายอมตายเพราะอดอยากในร่างนางรำเนี่ยนะ? ไม่มีทาง!
“ท่านอ๋องอยู่ที่ไหน?” เธอถามเสียงเข้มขึ้น
“กระโจมกลางขอรับ แต่ท่านอ๋องสั่งห้ามรบกวน ท่านอ๋องกำลัง...” นายทหารหนุ่มเงียบไป
“กำลังอะไร?”
“ท่านอ๋องกำลังพิจารณาว่าจะพาทหารบุกเข้าเมืองศัตรูเพื่อชิงเสบียงเป็นครั้งสุดท้าย หรือจะยอมจำนนเพื่อแลกกับชีวิตของทหารสองหมื่นนาย”
คำตอบนั้นทำให้จิ้งหรีดขนลุกซู่ การบุกตีเมืองศัตรูด้วยสภาพทหารที่ไม่มีแรงแม้แต่จะยกดาบ ก็เท่ากับเอาเนื้อไปศัตรูเฉือนเล่น ไม่ได้การแล้วเธอต้องรีบทำอะไรสักอย่าง
จูหรุ่ยเดินฝ่าลมหนาวไปยังกระโจมของเซิ่นฮ่าวหนามตามความทรงจำของร่างเดิม ระหว่างทางนางเห็นสภาพที่น่าเวทนา ทหารบางคนต้มน้ำร้อนเปล่าๆ ดื่มเพื่อประทังความหิว บางคนก็กำลังนั่งแทะกระดูกสัตว์หรือเปลือกไม้
“พระเจ้า...นี่มันนรกบนดินชัดๆ”
เมื่อมาถึงหน้ากระโจมใหญ่ ทหารยามสองคนที่เฝ้าอยู่แทบจะยืนไม่อยู่ พวกเขาใช้หอกยันพื้นไว้ต่างไม้เท้า เมื่อเห็นจูหรุ่ยพวกเขาทำท่าจะขวาง แต่เรี่ยวแรงที่มีไม่พอจะยกแขนกั้น
“ข้าจะเข้าไปหาท่านอ๋อง” นางเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปโดยไม่รอคำอนุญาต
ภายในกระโจมของเซิ่นฮ่าวหนาน อุ่นกว่าข้างนอกเพียงเล็กน้อย ตรงกลางมีเตาไฟที่ถ่านใกล้จะมอดดับ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่ ใบหน้าของเขาคมเข้มหล่อเหลา แต่แก้มตอบและขอบตาดำคล้ำ บ่งบอกถึงความเครียดและอดนอนมาหลายคืน
เซิ่นฮ่าวหนานเงยหน้าขึ้นมองผู้บุกรุก สายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ทำให้จูหรุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง
“ข้าสั่งว่าห้ามใครเข้ามารบกวน...แม้แต่เจ้า! จูหรุ่ย” เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้น
จูหรุ่ยไม่ตอบ แต่สายตาของนางพุ่งตรงไปยังจานใบเล็กที่วางอยู่บนมุมโต๊ะ บนนั้นมีแผ่นแป้งสีคล้ำๆ แห้งๆ วางอยู่สามแผ่น
นั่นคืออาหารที่ดีที่สุดในค่ายเวลานี้...แป้งจี่
“ข้าหิวมากเลยเจ้าค่ะ” นางพูดออกไปตามสัญชาตญาณ พลางกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ
เซิ่นฮ่าวหนานแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ คล้ายกับว่าเขากำลังเย้ยหยันตัวเอง “ทหารสองหมื่นคนข้างนอกนั่นก็หิว ข้าเองก็หิว...เจ้าคิดว่าการเป็นอนุของข้า จะทำให้เจ้ามีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่นงั้นรึ?”
ถึงจะเอ่ยเช่นนั้น แต่เซิ่นฮ่าวหนานกลับหยิบแผ่นแป้งจี่ขึ้นมาหนึ่งแผ่น เขายื่นมันให้นางในระยะห่างที่พอดี นางจะได้ไม่ต้องก้าวเข้าไปรับ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชาและความเบื่อหน่ายเต็มทน
“เอาไปซะ! แล้วกลับไปที่กระโจมของเจ้า อย่าให้ข้าต้องเห็นหน้าเจ้าอีกจนกว่าข้าจะเรียก” เขาพูดเสียงเรียบ
จูหรุ่ยที่กำลังถูกความหิวโหยกัดกินจนวิญญาณจะออกจากร่างแล้ว ไม่สนใจในคำพูดของเขาแม้แต่น้อย ดวงตาของนางมุ่งเน้นไปที่แป้งจี่ในมือของเขาเท่านั้น นางคว้าแผ่นแป้งจี่นั้นมาอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ
นางไม่ได้ทำตามคำสั่งของเซิ่นฮ่าวหนานที่บอกให้กลับไปกินที่กระโจม เพราะความเหนื่อยล้าและความหิวทำให้นางไม่มีแรงแม้แต่จะก้าวเดินไปไกลกว่านี้อีกแล้ว
จูหรุ่ยนั่งยอง ๆ กัดแป้งเข้าปากแต่ไม่เคี้ยว เพราะว่าแป้งจี่แข็งมาก มันแข็งจนฟันแทบจะหัก นางใช้วิธีดูดน้ำลายในปากเพื่อละลายมันอย่างช้าๆ ก่อนจะกลืนลงคอไปอย่างทุลักทุเล มันรสชาติเหมือนแป้งเก่าๆ ผสมกับกลิ่นไหม้เกรียมของเตาไฟ แต่สำหรับท้องที่ว่างเปล่ามานานหลายวัน มันคืออาหารชั้นเลิศที่สุด
เซิ่นฮ่าวหนานนั่งนิ่งมองดูอนุที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นนางรำผู้มีชื่อเสียงว่าอ่อนช้อยงดงาม บัดนี้กำลังนั่งยองๆ กินแป้งจี่อย่างไม่รักษากิริยาต่อหน้าเขา สภาพของนางตอนนี้ดูเหมือนขอทานที่หิวโซมากกว่าอนุภรรยาของอ๋อง
เขาเห็นนางเคี้ยวอย่างเงียบๆ จนกระทั่งเศษแป้งชิ้นสุดท้ายหายเข้าไปในลำคอ
แค่กๆๆ!
ทันใดนั้น จูหรุ่ยก็สำลักเพราะแป้งจี่ติดคอ นางไออย่างแรงจนตัวโยน ร่างกายที่อ่อนแอทำให้ไอแต่ละครั้งเหมือนจะขาดใจ
เซิ่นฮ่าวหนานมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด เขามองไปที่กาชาที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ ตัวเอง
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปากบอกให้นางไปดื่มน้ำที่มุมกระโจม จูหรุ่ยก็คว้ากาน้ำชาใบนั้นขึ้นมาแล้วยกดื่มทันที
เอื๊อกๆๆ
นางไม่ได้รินใส่ถ้วย แต่ยกดื่มจากกาเลยโดยตรง เสียงน้ำไหลลงคอดังอย่างไม่น่าฟัง ท่าทางของนางไม่เหลือความสง่างามใดๆ ของนางรำผู้เคยมีชื่อเสียง
เมื่อดื่มจนหมดกา จูหรุ่ยวางกาน้ำชาลงบนโต๊ะด้วยเสียงที่ค่อนข้างดัง และเงยหน้าขึ้นมองเซิ่นฮ่าวหนาน ดวงตาของนางที่ลึกโหลยังคงมีประกายความมุ่งมั่นและความเอาตัวรอดอยู่เต็มเปี่ยม
“หม่อมฉันขออีกแผ่นได้ไหม?”
“เจ้ากล้าดียังไงจูหรุ่ย!” เขาตวาดเสียงดัง สายตาของเขาดุจคมดาบที่พร้อมจะฟันนางให้ขาดเป็นสองท่อน
“ข้าให้เจ้าไปแล้วหนึ่งแผ่น และนั่นคือแป้งจี่แผ่นสุดท้ายของข้าในวันนี้ อีกสองแผ่นนี้ ข้าตั้งใจจะเก็บไว้สำหรับวันพรุ่งนี้และวันมะรืนนี้เพื่อประทังชีวิตตัวเองและคิดหาทางออกให้กับทหารสองหมื่นนาย! เจ้าช่างเป็นสตรีที่ละโมบสิ้นดี”
“หม่อมฉันยอมรับว่าเป็นคนละโมบ” นางยอมรับอย่างตรงไปตรงมา “แต่ร่างกายนี้หิวโหยมานานมาก แต่แป้งแค่แผ่นเดียวหม่อมฉันไม่อิ่มจริงๆ”
พูดจบจูหรุ่ยก็ยื่นมือออกไปหยิบแผ่นแป้งจี่ที่สองอย่างไม่เกรงใจเขา เซิ่นฮ่าวหนานมองนางอย่างเย็นชา แต่กลับไม่ได้ห้าม
จูหรุ่ยไม่กินมันทันที นางหักมันออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งยัดใส่เข้าไปในอกเสื้อของตัวเองอย่างรวดเร็ว อีกส่วนหนึ่งนางกินอย่างเงียบๆ อีกครั้ง ต่อหน้าเซิ่นฮ่าวหนาน
เมื่อกินแป้งจี่จนหมดแล้ว จูหรุ่ยรู้สึกว่าร่างกายของนางเริ่มกลับมามีพลังอีกครั้ง แม้จะยังอ่อนเพลียแต่ก็ดีกว่าตอนแรกมาก
“หม่อมฉันอิ่มแล้วเพคะ หม่อมฉันจะกลับไปที่กระโจม” จูหรุ่ยไม่ได้รอคำอนุญาตหรือการสนทนาที่ยาวไปกว่านี้ นางก้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างรวดเร็วเพื่อแสดงคำขอบคุณ แล้วหันหลังเดินออกจากกระโจมไปทันที
เมื่อกลับมาถึงกระโจมของตัวเอง จูหรุ่ยไม่สนใจความหนาวเหน็บที่กัดกินอีกต่อไป เพราะในท้องของนางตอนนี้มีความอุ่นจากแป้งจี่และชาที่ช่วยให้สมองของนางทำงานได้ดีขึ้น
และสิ่งที่นางทำเป็นอันดับแรกคือเดินตรงไปที่นายทหารหนุ่มน้อยผู้นั้นที่นั่งพิงเสากระโจมอยู่
“นี่” จูหรุ่ยเรียกเขาเบาๆ
นายทหารหนุ่มเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่ว่างเปล่าของเขาหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
จูหรุ่ยหยิบแป้งจี่ครึ่งซีกที่ซ่อนไว้ในสาบเสื้อออกมา มันยังอุ่นอยู่เล็กน้อยเพราะความร้อนจากร่างกายของนาง
“กินซะ”
ทหารหนุ่มมองแผ่นแป้งด้วยความไม่เชื่อสายตา “อี้เหนียง...ท่านไปเอามาจากไหนขอรับ”
“ไม่ต้องถามมาก กินๆไปเถอะน่า!” จูหรุ่ยตอบเสียงเข้มเล็กน้อย เพราะถ้านางบอกว่าได้มาจากท่านอ๋อง หนุ่มน้อยคนนี้คงไม่กล้ามันกินแน่ๆ
นายทหารหนุ่มน้ำตาคลอเบ้า เขารู้ดีว่าอาหารชิ้นนี้มีค่ามากกว่าทองคำ เขาทำความเคารพอย่างลวกๆ แล้วรีบรับแผ่นแป้งนั้นมา มือของเขาสั่นจนแทบจับมันไว้ไม่อยู่
จูหรุ่ยมองเขาด้วยความเห็นใจแล้วถอนหายใจออกมา นางไม่สามารถช่วยทุกคนได้ แต่ก็ต้องช่วยคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดก่อน
“เจ้าชื่ออะไร?” นางถาม
“เจิ้งอันขอรับ”
“เจิ้งอัน...เจ้าเห็นภูเขาลูกนั้นไหม?” จูหรุ่ยชี้ไปที่ยอดเขาสีน้ำตาลแดงที่อยู่ไม่ไกลจากค่ายทหาร นางไม่เชื่อหรอกว่าสวรรค์จะใจร้ายกับนางขนาดนี้
เจิ้งอันเคี้ยวแป้งจี่อย่างช้าๆ พลางตอบไปด้วย “ขอรับ...ทุกอย่างที่กินได้ถูกขุดจนหมดแล้ว ที่นั่นเหลือแต่ต้นหญ้าแห้งๆ กับก้อนหินเท่านั้น”
จูหรุ่ยพยักหน้าปล่อยให้เจิ้งอันนั่งกินแป้งจี่เพียงลำพัง นางเดินมุ่งหน้าไปยังเชิงเขาที่ชี้ให้ดูเจิ้งอันดู นางไม่เชื่อว่าตัวเองจะทะลุมิติมาเพื่ออดตายอย่างอนาถที่นี่อีกครั้ง
