ตอนที่ 1 ทะลุมิติ
ตอนที่ 1 ทะลุมิติ
“ให้ตายสิ!...วันศุกร์แท้ๆยังให้ทำโอทีเฮ้อ!...”
เสียงติ๊ดถี่รัวของเครื่องสแกนนิ้วเลิกงานดังประสานกับเสียงบ่นพึมพำของ จิ้งหรีดหญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดปีผู้มีตำแหน่งเป็นซีเนียร์มาร์เก็ตติ้งของบริษัทโฆษณาชื่อดังย่านสาทร นาฬิกาโฮโลแกรมบนข้อมือบอกเวลา 20:45 น. นี่ไม่ใช่เวลาเลิกงานปกติ เพราะเธอเพิ่งทำงานชิ้นสุดท้ายส่งให้หัวหน้า
เธอเดินออกจากตึก ลมร้อนและกลิ่นควันรถปะทะเข้าที่ใบหน้าทันทีที่ก้าวพ้นประตูกระจก ฝุ่น PM 2.5 ในปีนี้เบาบางลงกว่าปีก่อนๆ แต่ความวุ่นวายของการจราจรยังคงเป็นอมตะ เธอต้องรีบไปรอขึ้นรถเมล์สายประจำทางที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
จิ้งหรีดกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังบันไดสะพานลอย ความเหนื่อยล้าสะสมมาทั้งสัปดาห์ทำให้ขาของเธอหนักอึ้ง แต่สายตาของเธอเหลือบไปเห็นรถเมล์สายที่ต้องการกำลังติดไฟแดงอยู่ไกลๆ พอดี
เธอเร่งฝีเท้าขึ้นบันไดทีละสองขั้น เพราะกลัวจะไม่ทันรถเมล์ เมื่อขึ้นมาถึงทางเดินราบด้านบน จิ้งหรีดก็รีบสาวเท้าเดินเร็วๆ แซงหญิงวัยกลางคนและคู่รักนักศึกษา
ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว รถเมล์คันนั้นเริ่มขยับตัว จิ้งหรีดตัดสินใจวิ่งเหยาะๆ ในช่วงทางลงสะพานลอย
แต่แล้ว...ความซวยก็มาเยือน
บนพื้นปูนซีเมนต์ที่แตกกะเทาะตามกาลเวลา มีก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นเด็กวางอยู่อย่างผิดที่ผิดทาง มันอาจจะเป็นเศษปูนที่หลุดออกมา หรือใครสักคนเตะมันมาขวางทางไว้ จิ้งหรีดที่ตามองแต่รถเมล์ไม่ได้มองที่พื้น
"ว้าย!”
ความรู้สึกแรกคือโลกทั้งใบหมุนคว้าง จิ้งหรีดถลาไปข้างหน้า แรงโน้มถ่วงดึงร่างของเธอดิ่งลงสู่บันไดขั้นล่าง
ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง ภาพรถเมล์ที่กำลังเทียบป้าย และแสงไฟของกรุงเทพฯ ค่อยๆ เลือนหายไปในความมืดมิด
ความหนาว...คือสิ่งแรกที่จิ้งหรีดรับรู้
มันไม่ใช่ความหนาวเย็นจากเครื่องปรับอากาศในออฟฟิศหรือโรงพยาบาล แต่มันคือความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกเข้าไปถึงกระดูก
“ฮือ...ใครเปิดแอร์แรงขนาดนี้เนี่ย” เธอบ่นพึมพำ พยายามควานหาผ้าห่มนวมผืนหนาของตัวเอง แต่สิ่งที่มือสัมผัสได้กลับไม่ใช่ผ้าห่มนุ่มๆ แต่เป็นผ้าหยาบๆ ที่มีกลิ่นอับชื้นเล็กน้อย
จิ้งหรีดลืมตาโพลงด้วยความตกใจ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่ใช่เพดานห้องนอนสีขาวสะอาดตา แต่เป็นโครงไม้ไผ่ที่ขึงด้วยผ้าใบเก่าๆ สีซีดจาง แสงสว่างรำไรส่องลอดเข้ามาทางรอยขาดของผ้าใบ เผยให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งในอากาศ
“ที่นี่...ที่ไหน?”
เธอพยายามยันกายลุกขึ้น แต่ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วร่าง ไม่ใช่ที่ศีรษะเหมือนตอนตกบันได แต่เป็นความเจ็บปวดจากความหิวโหยและความอ่อนเพลีย ร่างกายนี้หนักอึ้งราวกับมีก้อนหินถ่วงเอาไว้
ทันใดนั้น ความทรงจำสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในหัว ไม่ใช่ความทรงจำของจิ้งหรีด แต่เป็นความทรงจำของเจ้าของร่างนี้
“จูหรุ่ย”
ภาพของหญิงสาวนางรำผู้งดงามแต่อาภัพฉายชัดขึ้นมา จูหรุ่ยเป็นเพียงของขวัญที่ฮ่องเต้พระราชทานมาเพื่อเยาะเย้ย อ๋องเจ็ดหรือเซิ่นฮ่าวหนาน แม่ทัพผู้เกรียงไกรที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นความหวังของแคว้นฉู่ แต่เพราะถูกใส่ร้ายป้ายสี เขาจึงถูกเนรเทศมาประจำการที่ชายแดนทางเหนือ
จูหรุ่ยติดตามขบวนทัพมาด้วยความจำใจ นางไม่เคยได้รับความรักหรือความโปรดปรานจากเซิ่นฮ่าวหนานเลย และที่สำคัญนางเพิ่งจะขาดใจตายไปเมื่อครู่เพราะพิษไข้ป่าและความหิวโหย
“บ้าไปแล้ว...นี่มันพล็อตนิยายย้อนยุคเกรดบีชัดๆ!”
จิ้งหรีดยกมือขึ้นกุมขมับ แต่เมื่อเห็นมือของตัวเอง เธอก็ต้องชะงัก มือนั้นขาวซีด ผอมแห้งจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน นิ้วเรียวยาวแต่หยาบกร้านจากการซักผ้าในน้ำเย็นจัด นี่ไม่ใช่มือของเธอที่เข้าร้านทำเล็บเจลทุกเดือนอีกต่อไป
เธอสูดหายใจลึก พยายามตั้งสติแบบที่เคยทำเวลาเจอลูกค้าวีนแตก “โอเค จิ้งหรีดตั้งสติ เธออาจตายแล้วหรือไม่ก็วิญญาณหลุดมาเข้าร่างคนอื่น จบ ข้ามขั้นตอนตกใจไปเลย ตอนนี้ปัญหาคือความหิว”
โครก~
เสียงท้องร้องดังขึ้นอีกครั้งเป็นการย้ำเตือนว่าเธอไม่ได้ฝันไป มันไม่ใช่การหิวแบบไม่ได้กินข้าวเที่ยง แต่มันคือความหิวของคนที่ร่างกายกำลังจะย่อยกระเพาะตัวเองเพื่อเอาชีวิตรอด
