บทแรก ไม่อยากพบประสบพักตร์
“องค์หญิงเพคะ องค์หญิง องค์หญิงเพคะ”
เปลือกตาบางค่อยๆ แย้มกระพริบ ดวงตาของนางเป็นเหมือนหยดน้ำค้างที่ส่องประกายระยิบระยับเมื่อต้องแสงอาทิตย์ยามเช้า
เสียงเรียกของสตรีนางหนึ่ง ลอยเข้ามาในโสตประสาทการรับฟัง จากที่ไกลๆ ขยับจนอยู่ในระยะใกล้...
ใกล้เสียจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนจากปากของสตรีผู้นั้น
หรงผิงหายใจเข้าเฮือกใหญ่ นางรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในดงดอกไม้ขนาดใหญ่ บรรยากาศโดยทั่วไปถือว่าค่อนข้างดี เพียงแต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงรบกวนการนอนหลับของนาง
“นี่....หยุดส่งเสียงสักแปบหนึ่งจะได้มั๊ย ฉันรู้สึกว่าหูจะหนวกเพราะเสียงของเธอนี่แหละ”
ร่างเพรียวในชุดงดงามแปลกตา ผุดลุกขึ้นจากที่ที่นอนอยู่ด้วยความเคยชิน
สตรีเจ้าของเสียงนางนั้น ตกใจเสียจนเสียหลัก หงายหลังไปนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่ไม่ไกลนัก
ด้วยปากที่ไวกว่าความคิดทำให้นางพลั้งกล่าววาจาสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตออกมาว่า
“นี่มิใช่ว่า องค์หญิงจะตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่จนทำให้ถึงกับสติเลอะเลือนไปเสียแล้วหรือเพคะ”
ทั้งสองต่างสบประสานสายตากันไปมา ก่อนที่หรงผิงจะเริ่มรู้สึกได้ว่ามีหลายอย่างที่ไม่ถูกต้องกำลังเกิดขึ้นกับนางแล้ว
ดวงตาเล็กเรียวของนางกำนัลรับใช้คนสนิท ดูเหลือกลาน หลังจากที่ได้ยินองค์หญิงของตน ใช้วาจาและถ้อยคำที่ไม่คุ้นเคย แต่นางยังคงเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองเห็นอยู่สองตา
สตรีที่นั่งอยู่เบื้องหน้า คือองค์หญิงหลี่หรงผิงผู้เป็นนายของนางไม่ผิดแน่
ดวงตาเมล็ดซิ่ง ทอดมองมายังใบหน้าไร้เดียงสา ของสตรีที่แต่งกายด้วยชุดสีเรียบหากแต่รูปทรงการตัดเย็บนั้นค่อนข้างแปลกตา
“องค์หญิง? ท่านเรียกข้าว่าองค์หญิงหรือ?”
“เพค่ะ องค์หญิง ทรงได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่เพคะ?”
“นี่พี่สาว ดูเหมือนว่าคุณจะจำผิดคนแล้วล่ะ ฉันชื่อหรงผิง ไม่ใช่องค์หญิงอะไรของพี่สาวหรอกนะ”
จากเสื้อผ้าหน้าผมของผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำให้หรงผิง พอจะเข้าใจได้ว่า ในละแวกแถวนี้ อาจจะมีกองถ่ายละครอยู่ด้วยก็เป็นได้
แม้นางจะไม่เข้าใจนักว่าเกิดอะไรกับผู้หญิงที่ดูราวกับจะมีอายุไล่เลี่ยกับตนผู้นี้ ดูจากสีหน้าและแววตาที่แสดงออกถึงความร้อนรนแล้ว ดูราวกับว่าเธอผู้นั้นกำลังจะร้องไห้อยู่รำไร
และก็เป็นจริงเช่นนั้น.....
สตรีแปลกหน้าผู้นั้นมีนามว่า ม่านเอ๋อร์ นางเป็นข้ารับใช้คนสนิทขององค์หญิงหลี่หรงผิง มีหน้าที่อยู่รอรับใช้ทั้งยามหลับและยามตื่น
เพียงแต่ในเวลานี้ถึงกับอ้าปากกว้างกรามค้างแข็งราวกับเกิดอาการอัมพฤกษ์ไปชั่วคราวหลังจากที่การสนทนาจบลง นางจะทำสิ่งใดได้นอกเสียจากก้มหน้าร้องไห้ฟูมฟาย และกล่าวโทษตัวเองซ้ำไปซ้ำมา
“โธ่! องค์หญิงผู้น่าสงสาร หม่อมฉันสมควรตายนัก องค์หญิงเพียงพระองค์เดียว หม่อมฉันก็ดูแลให้ดีไม่ได้ ซ้ำร้ายท่านยังถูกรังแกจนทำให้ในหัวของท่านเลอะเลือนไปอีกด้วย”
นางร้องไห้ออกมาโฮใหญ่ ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยความใดเพิ่มเติม เสียงขานแหลมดังจากขันทีชั้นผู้น้อยก็ดังขึ้น
“หวางจวิ้นอ๋องเสด็จ!”
เสียงการเคลื่อนไหวดังจากทางด้านนอก ทันทีทันใดประตูห้องก็ถูกเปิดออก นางกำนัลรับใช้ม่านเอ๋อร์ทำความเคารพด้วยความนอบน้อม ภายใต้ใบหน้าที่เศร้าสร้อย ที่ไม่สามารถปิดบังได้
“ถวายพระพรหวางจวิ้นอ๋อง”
หรงผิงมีสติครบถ้วนสมบูรณ์ทุกอย่าง เมื่อครู่นางได้ยินชัดเจนถึงนามของบุรุษที่เพิ่งเดินย่างเท้าก้าวอย่างใจเย็นเข้ามารุกล้ำในห้องที่นางนอนอยู่
ผู้ที่สาวเท้าเข้ามาเยือน มีสีหน้าเย็นชาภายใต้หน้ากากหนังสีเปลือกวอลนัทตากแห้งที่ปิดบังส่วนเสี้ยวของใบหน้าเอาไว้เกือบครึ่ง
หากแต่ผิวหน้าในส่วนที่เหลือ ดูเกลี้ยงเกลาราวกับผิวเนื้อหยก อีกทั้งรูปหน้าและดวงตาเรียวยาว ที่รับกันไว้เป็นอย่างดีจากคิ้วสีทมิฬรูปทรงดาบโบราณนั้น
สามารถคาดเดาใบหน้าส่วนที่เหลือได้ไม่ยากนักว่า หากได้เห็นเต็มสองตาพร้อมกัน ความมืดที่ปกคลุมสามารถกลับสว่างครอบคลุมเพียงร่างของเขาร่างเดียวได้ไม่ยากนัก
ด้านหลังไม่ห่างกันนัก ก็มีสตรีสองนางสวมชุดโบราณสีต่างกัน คอยชะเง้อคอยื่นออกมามอง สลับกับการแอบซ่อนอยู่ทางด้านหลังบุรุษผู้นี้ราวกับต้องการใช้ร่างของเขาประดุจโล่กำบังกาย
“องค์หญิงทรงฟื้นแล้วหรือ?”
น้ำเสียงเย็นชาที่ไม่แสดงอารมณ์ใด เปรยคำถามออกมาราวกับทำไปด้วยเพราะหน้าที่ หาได้มาจากความห่วงใยที่ควรจะต้องมีอยู่ไม่
ม่านเอ๋อร์เม้มปากบางของตนจนรู้สึกเจ็บ ในขณะเดียวกันกับหรงผิงที่กึ่งนั่งกึ่งนอนสังเกตุเห็นถึงภาษากายของผู้ที่นั่งใกล้ชิดนาง ทำให้หญิงสาวตัดสินใจที่จะเล่นตามน้ำไปก่อน เพื่อดูจังหวะและท่าที
พลางเกิดเสียงของความคิดตนดังก้องไปมา ...
เช่นนั้นแล้ว เข้าเมืองตาหลิ่วก็คงต้องหลิ่วตาตาม เรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกที แต่ตอนนี้ ข้าคงต้องปล่อยเลยตามเลยไปก่อนก็แล้วกัน...
เท้าเล็กพาร่างงามระหงลงมายืนนอบน้อม โดยมีม่านเอ๋อร์คอยประคองไม่ห่างกาย
“ถวายพระพรหวางจวิ้นอ๋องเพคะ”
แม้ว่านางจะไม่เคยได้เข้ารั้วเข้าวังมาก่อน แต่นิยายเกี่ยวกับเรื่องขององค์หญิงองค์ชายนางก็พอได้อ่านผ่านตามาบ้าง ก็เห็นว่าจะไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะต้องนำเรื่องราวเหล่านี้มาใช้ประโยชน์
มือใหญ่หนากำเข้าหากันแน่นขนัด เมื่อภาพในอดีตย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำราวกับระลอกคลื่นที่ซัดตีเข้าฝั่ง บุรุษผู้สูงศักดิ์ ที่มีใบหน้าอัปลักษณ์เพราะเกิดจากอุบัติเหตุเมื่อครั้งวัยเยาว์
โดยมีองค์หญิงตัวน้อยพระองค์นั้นเป็นต้นเหตุสำคัญ ทำให้ไม่น่าแปลกนักที่เขาจะไม่คิดญาติดีกับนาง
เรื่องราวขององค์หญิงที่บื้อใบ้นั้นเป็นที่โจษจัณฑ์ไปทั่วเมือง ราวกับว่า นางได้ถูกลงโทษต่อสิ่งที่นางได้กระทำเอาไว้แล้ว
เพียงแต่เป็นเขาที่ยังคงไม่ได้รับการชดเชยใดๆ แม้ทางฮ่องเต้ และฮองไทเฮาจะพยายามตามหาหมอฝีมือดีจากทั่วหล้ามารักษาใบหน้าของเขาแล้วก็ตาม
