บท
ตั้งค่า

บทสอง คนร้ายกาจ

หลังจากที่ผ่านมานานแรมปี แม้ว่าเขาจะสามารถรักษาตัวเองให้หายดีได้ ทำให้ความเคียดแค้นที่เคยมีจะค่อนข้างเบาบางลง แต่ดูเหมือนว่า หน้ากากหนังที่สวมใส่จนติดใบหน้าชิ้นนี้ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขาไปเสียแล้ว

หากแต่ในเวลานี้ ดูเหมือนว่าน้ำเสียงอันไพเราะของนางจะสะกิดหัวใจด้านชาของเขาให้เกิดความสนใจขึ้นมา แม้แต่ตอนที่นางเงยหน้าขึ้นมาสบประสานไปยังดวงตาคม ที่ข้างหนึ่งถูกเก็บซ่อนเอาไว้ใต้เงาของหน้ากากหนังสีเก่านั้น ทำให้เขาคิดนึกเสียดายอยู่ภายในใจ

หวางเยี่ยนเฉิน เกิดอาการตะลึงราวกับว่าเขาได้พบเข้ากับแสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่หลอมรวมกับดวงจันทราตลอดจนประกายดาวบนฟ้าที่ระยิบระยับ ขับให้ความสดใสที่แฝงเต็มไปด้วยความมีเสน่ห์ของนางเผยออกมาให้ได้ชื่นชม

หากแต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงฉุดความคิดดีของเขาเอาไว้ได้ ก็คือความจริงที่มีอยู่ตลอดมาไม่เคยได้รับการเปลี่ยนไป

---คู่หมั้นที่ไร้ค่า แม้จะมีใบหน้าเป็นหนึ่ง แต่สติปัญญากลับขลาดเขลา และดูราวกับจะไม่รู้เรื่องรู้ราว เสมือนคนปัญญาอ่อน---

หลังจากที่อยู่ในอาการตกตะลึงไปเล็กน้อย หวางเยี่ยนเฉิน ก็ดึงสติของตนกลับมา และแสดงสีหน้าไร้อารมณ์กลับคืนเช่นเดิม ก่อนที่จะเริ่มเจรจาถึงจุดประสงค์ของการมาเยือน

“หลานๆ ของข้าซุกซนนัก เป็นเหตุให้องค์หญิงถึงกับต้องได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย หวังว่าองค์หญิงจะทรงอภัยและไม่ถือโทษพวกนาง”

เสียงทุ้มที่แสดงออกถึงความไร้อารมณ์ กล่าวโดยไม่มองหน้าของผู้ที่เขาต้องการเจรจาด้วยเลยแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่า การมาเยือนของเขานั้น มาเพื่อเป็นพิธี มิได้มีความหมายอื่นใดปะปน

ในขณะเดียวกันสตรีสองนาง ที่หลบซ่อนอยู่ด้านหลัง ก็เผยตัวตนออกมา ทำให้หรงผิงได้เห็นหน้าของพวกนางชัดเต็มประจักษ์สองหน่วยตา

“ใช่ๆ เป็นเจ้า! เอ่อ...เป็นองค์หญิงเองที่เดินไม่มองทาง ทำให้ชนเข้ากับฝู่โหย่ว ญาติผู้น้องของข้า”

สตรีอายุเพิ่งล่วงเลยวัยปักปิ่น สวมใส่ชุดสีเขียวอ่อนปักดิ้นทองอร่ามทั่วตัว เบี่ยงกายออกมาจากหลังบึกบึน ของบุรุษสูงสง่าผ่าเผยผู้นั้น

ก่อนที่สตรีในชุดแบบเดียวกัน หากแต่คนละสี รีบกล่าวเสริมคำพูดของสตรีคนแรกออกมาด้วยว่า...

“หลังจากนั้น ข้าก็ล้มลง แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีเหลืออยู่ เพราะพี่หญิงฝู่หยางช่วยประคองข้าเอาไว้ได้ทัน”

“แต่กลับไม่สามารถช่วยองค์หญิงมิให้ล้มลงจนทำให้ศีรษะของพระองค์ต้องไปชนหินก้อนใหญ่ข้างๆ ได้”

เป็นถ้อยคำจากปากของม่านเอ๋อร์ นางกำนัลรับใช้ใกล้ชิด ที่กำลังนั่งก้มหน้านิ่ง หากแต่ขอบตากลับแดงก่ำ สองมือยังคงกำหมัดแน่นจนเห็นเส้นเลือดสีเขียวที่หลังฝ่ามือขาว

“ใครอนุญาตให้เจ้าออกความคิดเห็น เหิมเกริมนัก เอามันไปลงโทษ!”

เสียงทุ้มที่เต็มไปด้วยความเอาแต่ใจ แสดงออกถึงความมีอำนาจ ดังแทรกขึ้นมาในทันใด ตามมาด้วยร่างไม่สูงไม่บางของขันทีน้อยที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ทางด้านนอก เปิดประตูเข้ามาด้วยความว่องไว

แต่ก่อนที่ม่านเอ๋อร์จะถูกลากตัวออกไปนั้น เสียงอันไพเราะที่ไม่แสดงออกถึงอารมณ์ใด ก็ดังขึ้นแทรกเสียก่อน

“ช้าก่อน!...นางเป็นนางกำนัลของข้ามิใช่หรือ?”

“พ่ะย่ะค่ะองค์หญิง”

เป็นเสียงตอบรับของขันทีน้อย ที่จับแขนข้างหนึ่งของม่านเอ๋อร์เอาไว้ด้วยสีหน้าลำบากใจ เมื่อเห็นสายตาคมเฉียบขององค์หญิงที่มองมา ทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าตนต้องปล่อยมือลง

“ม่านเอ๋อร์ข้าหิวน้ำ ควรจะเป็นชาดอกไม้ ที่ต้มสดใหม่จากห้องครัว”

“พะ พะเพคะ องค์หญิง”

“จงจำเอาไว้ ชาของข้าต้องต้มเป็นเวลาหนึ่งก้านธูป หาไม่แล้วเจ้าจะถูกลงโทษด้วยเพราะขัดคำสั่งข้า”

ก่อนที่จะโบกมือ เป็นเชิงไล่นางกำนัลของตนออกไป เวลานี้ทั้งห้องเงียบสงัดอีกครั้ง ทั้งๆ ที่มีคนอยู่ข้างในถึง สี่ชีวิต ....

เงียบสนิทเสียจนบางช่วงบางตอนสามารถได้ยินเสียงลมหายใจ ของกันและกันได้

ดูเหมือนว่าบุรุษสูงศักดิ์ผู้นี้ กำลังถูกความคิดปั่นป่วนขององค์หญิงน้อยผู้นี้ ทำให้เกิดอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปเสียแล้วโดยไม่รู้ตัว

ดรุณีน้อยทั้งสองที่หลบอยู่ทางด้านหลัง ต่างหันมองสบตากันไปมา เมื่อความอดทนหมดสิ้นลง มารยาทที่เคยเสแสร้งแกล้งทำ ก็ไม่สามารถทนอยู่ได้อีก

“ท่านอา ... องค์หญิงทรงถือบ่าวไพร่ของตัวเองนัก...เช่นนั้นหากไม่มีสิ่งใดสำคัญแล้ว พวกเรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ”

“ใช่ๆ ข้าเห็นด้วย เช่นนั้นท่านอาพาพวกเราไม่เที่ยวที่ตลาดชุมชนเสียหน่อยเถิด”

“ตลาดชุมชน?”

“ใช่ค่ะ ท่านอา ... ท่านออกเดินทางไปไกล เสียหลายปี พวกข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน หากมีโอกาสก่อนที่ท่านจะกลับไปอีก พวกเราขอยึดเวลาของท่านเอาไว้นะเจ้าคะ”

อยู่ๆ ความทรงจำบางอย่างที่ไม่ชัดเจนก็แล่นผ่านเข้ามาในหัวสมองของหรงผิง

นางจำได้ว่าหวางจวิ้นอ๋องผู้นี้เกิดเหตุสลดบางอย่างขึ้นที่ใบหน้าของเขา เพราะพลาดพลั้งจากสิ่งที่นางถืออยู่ในมือ ทำให้นางต้องรับผิดชอบชีวิตของเขาด้วยการรับพระราชโองการให้เป็นพระคู่หมั้นไปโดยปริยาย

โดยจะต้องเข้ารับพิธีพระราชมงคลสมรส เมื่อถึงเวลาที่กำหนด และดูเหมือนว่าเวลาดังกล่าวกำลังจะถึงกำหนดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

เพียงแต่ระยะเวลาอาจจะต้องยืดเยื้อให้นานขึ้น เนื่องจากอาการพระประชวรขององค์ฮ่องเต้ที่ยังคงไม่มีความชัดเจน

แม้กระนั้นแล้ว นางทั้งสองยังกล้าพูดว่าขอยึดเวลา คนขององค์หญิงเช่นนางอย่างนั้นหรือ!?

ทั้งที่ความจริงแล้ว หวางจวิ้นอ๋องผู้นี้กลับมาตามพระราชโองการ เท่านั้น

หวางเยี่ยนเฉินเห็นนางปิดเปลือกตาลง จึงเจตนาเพิกเฉยต่อนางอีกครั้ง

เขาหมุนตัวเดินห่างจากไปด้วยความรวดเร็ว โดยที่มีสตรีเจริญวัยทั้งสองก้าวเท้าตามไม่ห่าง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel