บทที่สาม เป็นองค์หญิงกำมะลอใครว่าง่าย
บทที่สอง เป็นองค์หญิงกำมะลอใครว่าง่าย
แม้นางไม่อยากที่จะยอมรับ หากแต่ชะตากรรมกลับไม่ยอมปล่อยวาง ทำให้จำต้องฝืนเป็นองค์หญิงกำมะลอไปก่อน เพื่อความอยู่รอด
เวลานั้นดูเหมือนว่าจะครบเวลาตามที่ม่านเอ๋อร์ได้รับคำสั่ง นางเดินกลับมาด้วยถาดชาและขนมทานเล่น เมื่อเห็นว่าภายในห้องเหลือเพียงองค์หญิงเพียงผู้เดียว
เท่านั้น ที่ยังคงนั่งเอกเขนกอยู่ดีบนเตียงสวย สีหน้าลำบากใจของนางก็ดูราวกับจะผ่อนคลายลง
ความลับของหรงผิง เมื่อนางนิ่งสงบ ภาพบางอย่างก็ผุดขึ้นมาให้นางได้ดู ราวกับกำลังชมภาพยนต์ นางสามารถจดจำและลำดับเหตุการณ์ต่างๆ จากภาพเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย ราวกับว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ได้เห็นจริงๆ
เช่นนี้แล้ว นางจึงใช้ความทรงจำเดิม จัดการการกับผู้มาเยือนโดยไม่ได้รับเชิญเมื่อครู่ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เมื่อถอยไม่ได้ ก็ต้องตั้งรับ ในใจพลางคิดว่า....
(ในเมื่อสิบปากกล่าวขานเป็นเสียงเดียวกันว่า ข้าคือองค์หญิง เช่นนั้นแล้วข้านี่แหละก็จะเป็นองค์หญิงจริงๆ สักครั้งหนึ่งในชีวิตก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก)
ยิ่งได้รู้จักก็ยิ่งรู้สึกราวกับว่า นางกำนัลรับใช้คนสนิทผู้นี้ยังคงมีความในใจบางอย่างที่เก็บซ่อนอยู่
น้ำชาร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นแตะปลายจมูก ถูกยกเข้ามาพร้อมๆ กับขนมดอกกุ้ยฮวาที่มีหน้าตาและสีสันงดงาม
ความสดใหม่สดใหม่ ที่เพิ่งยกออกจากเตาอบนั้น ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจ ให้คนที่กำลังนั่งเหม่ออยู่ตามลำพังต้องเบนสายตาหันกลับมามอง
“หอม ... หอมมาก นั่นคือสิ่งใดกัน”
“ขนมดอกกุ้ยฮวาที่องค์หญิงทรงโปรดปรานเป็นนักเป็นหนานะสิเพคะ”
“อ่อ... ข้าชอบของพวกนี้หรอกหรือนี่”
“เพคะ... หรือว่าองค์หญิงทรงเบื่ออีกแล้ว”
“ไม่หรอก เพียงแต่เดี๋ยวนี้ข้าไม่ชอบกินของหวานสักเท่าไรนัก”
ม่านเอ๋อร์เกิดแววตามืดสนิท องค์หญิงของนางจำเป็นจะต้องได้รับการทดสอบเพื่อยืนยันอะไรบางอย่าง หาไม่ใจของนางคงจะอยู่รับใช้ด้วยความไม่เป็นสุข
“องค์หญิงเพคะ ...ที่องค์หญิงตรัสกับหม่อมฉันว่า องค์หญิงมิใช่คนที่หม่อมฉันคิด เป็นความจริงหรือไม่เพคะ?”
“อือ...ก็เป็นความจริงส่วนหนึ่ง”
“เช่นนั้นแล้ว หากว่าหม่อมฉันจะขอพิสูจน์อะไรบางอย่าง ไม่ทราบว่าองค์หญิงจะทรงอนุญาตได้หรือไม่”
“อะไรล่ะ หากไม่ใช่ว่าต้องสูญเสียอวัยวะไป ข้าก็ยินดีทั้งนั้น”
“โธ่! ถึงเวลานี้แล้ว องค์หญิงยังคงมีอารมณ์ขันอยู่ได้” แววตาคู่นั่นฉาบประกายเอาไว้ด้วยความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“เหตุใดต้องทำตัวให้เคร่งครัดนักเล่า หรือมีเรื่องอื่นที่ข้ายังคงไม่รู้” หรงผิงเปรยน้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“เพคะ” ประกายตาสดใสเมื่อครู่ของม่านเอ๋อร์ ถูกแทนที่ด้วยความหม่นหมอง
“เรื่องอะไรกัน? เจ้ารีบบอกข้ามา”
แม้ว่าไม่คิดว่าตนเองจะต้องกลายเป็นคนที่นี่นานนัก แต่เรื่องใดที่อาจจะเกี่ยวข้องกับชีวิตและความเป็นอยู่ของนาง เช่นนั้นก็ไม่ควรที่จะละเลย
ม่านเอ๋อร์ กล่าวรายงานด้วยเสียงอันสั่นเครือ เห็นได้ชัดว่า นางกำนัลผู้นี้มิใช่คนที่ขลาดกลัวต่อสิ่งใดง่ายๆ เพียงแต่ว่าเรื่องที่ทำให้นางอ่อนไหวได้ ก็คือเรื่องความมั่นคงของเจ้านายตน
“เรื่องขององค์ฮ่องเต้ พระบิดาขององค์หญิงเพคะ”
“พระบิดา ทำไมหรือ?”
“สารจากห้องบรรทม ส่งต่อกันออกมาอย่างลับๆ ว่า จู่ๆ พระวรกายของพระองค์ที่ประทับนิ่งอยู่ในเตียงผ้าไหมทองคำนั้น ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยเพคะ”
“ช้าก่อน เมื่อครู่เจ้าเพิ่งพูดว่า บิดาของข้า ฮ่องเต้ผู้นั้น ประทับนิ่งอยู่บนเตียงอย่างนั้นหรือ?”
“เพคะ องค์หญิงคงยังไม่ทราบเพราะก่อนหน้านี้พระองค์เองก็มีเหตุให้ต้องกลายเป็นคนเลื่อนลอย จนต้องถูกนำตัวไปรักษาอยู่นอกพระราชวังเสียหลายปี”
“เอาเถิดเรื่องราวของข้า เอาไว้ค่อยถามเจ้าทีหลัง เพียงแต่ว่า หากตอนนี้ฮ่องเต้หายตัวไป... ฮ่องเต้ เท่ากับพระบิดา พระบิดา ก็คือพ่อของข้า....”
ในสายตาของม่านเอ๋อร์ ตอนนี้องค์หญิงดูราวกับจะเสียสติไปอีกครั้งหนึ่งแล้ว คำพูดพึมพำที่จับใจความไม่ได้ของนาง
ทำให้ม่านเอ๋อร์ รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งนัก เพียงแต่ยังคงต้องทำนิ่งเฉย เพื่อรอรับสั่งต่อไป
ทางด้านหรงผิง ยังคงทบทวนไปมาเรื่องเกี่ยวกับฮ่องเต้พระองค์นั้น เพื่อประเมินสถานการณ์หมิ่นเหม่ของตนเอง
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว นางจึงหยุดอาการรำพึงรำพันของตนเองลง ทำหน้าจริงจังก่อนที่จะถามหาความต่อม่านเอ๋อร์เพื่อให้รู้แจ้ง
