ตอนที่ 2 ตื่นในร่างคุณหนู
ตอนที่ 2
ตื่นในร่างคุณหนู
เสียงเรียกคุณหนูดังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนค้อนเล็ก ๆ เคาะอยู่ข้างหู หลินซูเหยารู้สึกว่าตัวเองลอยอยู่กลางหมอกหนาทึบ ร่างกายหนักอึ้ง ทว่าในความหนักนั้นกลับมีความอุ่นแทรกอยู่ เป็นความอุ่นที่เธอไม่คุ้นเคย อุ่นเหมือนผ้าห่มใหม่ อุ่นเหมือนเตียงที่ไม่ต้องแชร์กับความหนาว
“คุณหนู…คุณหนูเจ้าคะ ได้ยินไหมคะ”
เสียงผู้หญิงฟังดูยังสาว ใกล้ชิดและร้อนรน ซูเหยาพยายามขยับเปลือกตา ทว่ามันหนักเหมือนถูกถ่วงด้วยหิน เธอหายใจเข้าลึก ๆ กลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ กับกลิ่นไม้แห้งลอยเข้าจมูก ทำให้ภาพซอยมืด ๆ เมื่อครู่เลือนหายไป
“น้ำ…น้ำมาแล้วค่ะ” เสียงอีกคนดังแทรก ก่อนมีอะไรเย็น ๆ แตะริมฝีปาก
ซูเหยาเผลอเลียริมฝีปากโดยสัญชาตญาณ รสชาน้ำอุ่นมีรสหวานจาง ๆ ไม่ใช่น้ำเปล่าต้มธรรมดา คล้ายใส่น้ำตาลกรวด หรือ…น้ำตาลทรายแดง?
ความคิดนั้นทำให้เธอสะดุ้ง น้ำตาลทรายแดง? บ้านเธอในโลกเดิมยังต้องคิดแล้วคิดอีกกว่าจะยอมซื้อ
“คุณหนู กลืนช้า ๆ นะคะ” เสียงเดิมพูดอย่างอ่อนโยน “อย่ารีบ เดี๋ยวสำลัก”
ซูเหยากลืนลงไปจริง ๆ และในวินาทีนั้นเอง เธอก็ลืมตา
เพดานไม้เก่าขัดเรียบอยู่เหนือหัว คานไม้พาดยาวมีเชือกผูกห้อยตะกร้าตากสมุนไพร แสงสว่างลอดผ่านหน้าต่างกระดาษขาวด้านข้าง ทำให้ห้องสว่างนวล ๆ ไม่จ้าเกินไป เธอขยับศีรษะเล็กน้อย เห็นโต๊ะไม้เตี้ยกับตู้ไม้สีน้ำตาลเข้ม และวิทยุทรานซิสเตอร์วางอยู่มุมโต๊ะ
ซูเหยากะพริบตาถี่ ๆ แล้วมองซ้ายขวา
ข้างเตียงมีหญิงสาววัยราวสิบหกสิบเจ็ด สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีฟ้าหม่น ผมถักเปียเส้นเดียว ใบหน้ากลมตาโต กำลังจ้องเธออย่างโล่งใจ
“คุณหนูฟื้นแล้ว! คุณหนูฟื้นแล้วจริง ๆ!” เด็กสาวแทบร้องไห้ “ข้ากลัวแทบแย่…เมื่อวานคุณหนูล้มที่ลานหน้าบ้าน ท่านนายใหญ่กับฮูหยินใจจะขาดอยู่แล้ว”
ซูเหยาอ้าปากจะถาม แต่เสียงกลับแหบแห้ง “ที่นี่…ที่ไหน”
เด็กสาวชะงัก ก่อนรีบเอามือแตะหน้าผากเธอ “คุณหนู…ท่านจำไม่ได้หรือเจ้าคะ นี่บ้านตระกูลหลิน บ้านเราเองค่ะ”
ซูเหยานิ่งงัน หัวใจเต้นแรง เธอพยายามรวบรวมความทรงจำของตัวเอง ซอยมืด กลิ่นหมูพะโล้ เสียงจักรยาน เสียงหลิวกั๋วเฉียงแล้วอยู่ ๆ ก็มีคำว่าคุณหนูโผล่ขึ้นมาแทนทุกอย่าง
เธอพยายามลุกขึ้น แต่เด็กสาวรีบกดไหล่เธอไว้เบา ๆ “อย่าพึ่งลุกเจ้าค่ะ ท่านหมอบอกให้พักก่อน คุณหนูยังอ่อนแรงมาก”
“หมอ?” ซูเหยาทวนคำ
“ใช่ค่ะ หมอซุนจากคลินิกตำบล เขามาเมื่อเช้า จ่ายยาไว้แล้ว” เด็กสาวพูดเร็วเหมือนกลัวเธอหายไปอีก “คุณหนูอยากดื่มน้ำอีกไหม”
ซูเหยากลืนน้ำลาย เธออยากดื่ม แต่ความอยากที่ใหญ่กว่านั้นคือ…
ท้องร้องดัง “ครืด” อย่างไม่เกรงใจใคร
เด็กสาวตาโตขึ้นทันที แล้วเผลอยิ้มทั้งน้ำตา “คุณหนูหิวใช่ไหม ดีแล้วค่ะ หิวแปลว่าฟื้นจริง”
เด็กสาวรีบลุก “ข้าจะไปบอกห้องครัวให้ยกข้าวต้มมาค่ะ คุณหนูรอเดี๋ยว”
พูดจบก็วิ่งออกไปเหมือนลม ซูเหยานั่งนิ่งอยู่บนเตียง หัวหมุนช้า ๆ เธอยกมือขึ้นมามอง มือขาวเนียน นิ้วเรียว ผิวไม่หยาบกร้านจากงานหนักเหมือนมือของเธอในโลกเดิม เธอใจหายวาบ นี่ไม่ใช่มือของเธอ
เธอเอื้อมไปแตะแก้มตัวเอง แก้มนุ่มแน่น ไม่ตอบสนองแบบร่างคนอดอยาก แล้วเธอก็เห็นกระจกเล็ก ๆ วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง เป็นกระจกกรอบไม้เรียบ ๆ
ซูเหยาหยิบมันขึ้นมาช้า ๆ ใบหน้าที่สะท้อนกลับมางดงามเกินจริง ดวงตากลมสีน้ำตาลเข้ม จมูกได้รูป ริมฝีปากชมพูอ่อน ผิวขาวเนียนเหมือนคนไม่เคยตากแดดทำงานหนัก
เธอจ้องหน้าตัวเองในกระจกเหมือนคนเจอผี
“นี่…ใครกัน”เสียงตัวเองสั่นเบา ๆ
ยังไม่ทันที่เธอจะตั้งสติ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นหน้าห้อง ประตูไม้ถูกผลักเปิดออกพร้อมเสียงเอะอะ
“ซูเหยา! ลูกฟื้นแล้วหรือ”
ชายวัยกลางคนสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีเทาเข้มก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเข้ม ดวงตาคม มีรอยย่นจากความเคร่งเครียด เขาตรงเข้ามาที่เตียงทันที ตามด้วยหญิงวัยกลางคนแต่งกายเรียบร้อยกว่า สวมเสื้อคลุมฝ้ายสีเข้ม ผมเกล้ามวยต่ำ ใบหน้าสวยแต่ดวงตาแดงเหมือนร้องไห้มา
เด็กสาวที่วิ่งออกไปเมื่อครู่กลับเข้ามาพร้อมถาดข้าวต้ม แอบถอยไปยืนมุมห้องอย่างเกรง ๆ
ชายคนนั้นจับมือซูเหยาแน่น “ลูกทำให้พ่อกับแม่ตกใจเกือบตาย! อยู่ดี ๆ ก็ล้มลงไปแบบนั้น รู้ไหม”
หญิงคนนั้นก้มลงดูหน้าเธอ พูดเสียงสั่น “ซูเหยา…ลูกเจ็บตรงไหนไหม ยังเวียนหัวหรือเปล่า”
ซูเหยามองสองคนตรงหน้า เธอไม่รู้จักพวกเขาเลย แต่คำว่าพ่อ แม่ ที่หลุดจากปากพวกเขาฟังดูจริงแท้จนน่ากลัว
เธอกลืนน้ำลาย “ฉัน…ไม่เป็นไรค่ะ”
ชายวัยกลางคนถอนหายใจแรง “หมอซุนบอกว่าลูกอดอาหารหรือพักผ่อนไม่พอ ถึงได้ล้ม! นี่ลูก…ลูกคิดอะไรอยู่กันแน่ ตั้งแต่แต่งงานก็ทำตัวแปลก ๆ”
“แต่งงาน” ทำให้ซูเหยาใจตกวูบ
หญิงวัยกลางคนรีบดุสามีเบา ๆ “ท่านจะพูดเรื่องนั้นตอนนี้ทำไม ซูเหยายังอ่อนอยู่”
ชายคนนั้นยังคงหน้าบึ้ง แต่เสียงอ่อนลง “ก็เพราะเรื่องนั้นแหละที่ทำให้ลูกเป็นแบบนี้”
ซูเหยารู้สึกเหมือนมีใครเอาน้ำเย็นราดหัว เรื่องนั้น…เรื่องแต่งงาน
เธอพยายามถ่วงเวลา “ฉัน…อยากดื่มน้ำอีกนิด”
หญิงคนนั้นรีบพยัก “ได้ ๆ เสี่ยวชุน เอาน้ำมาให้คุณหนู”
เด็กสาวชื่อเสี่ยวชุนรีบยกถ้วยน้ำอุ่นมา ซูเหยาจิบช้า ๆ ระหว่างนั้นสายตากวาดมองรอบห้อง ผ้าห่มผืนหนา เสื่อปูพื้นเรียบร้อย ตู้ไม้ดี ๆ และเครื่องใช้ที่ดูเก่าแต่มีคุณภาพนี่ไม่ใช่บ้านคนจนแน่
ชายวัยกลางคนหันไปสั่งเสี่ยวชุน “ไปบอกครัว ยกข้าวต้มกับไข่ต้มมาให้คุณหนูเดี๋ยวนี้ เอาแบบ ร้อน ๆ”
ซูเหยาได้ยิน ไข่ต้ม แล้วน้ำลายแทบไหล เธอไม่ได้กินไข่ต้มมานานแค่ไหนแล้วในโลกเดิม…นึกไม่ออก
เสี่ยวชุนตอบเสียงใส “ค่ะนายใหญ่!”
พ่อ…หรือนายใหญ่…หันกลับมาหาเธออีกครั้ง “ซูเหยา พ่อถามจริง ๆ ลูกยังจะดื้ออยู่ไหม ยังจะเอาแต่ใจเหมือนเดิมหรือเปล่า”
ซูเหยาชะงัก คำถามนี้แปลว่า…ร่างนี้มีนิสัยไม่ดี?
หญิงวัยกลางคนถอนหายใจ “ลูกอย่าทำให้พ่อเป็นห่วงเลยนะ ตั้งแต่ถูกส่งไปอยู่บ้านเขา ลูกก็เอาแต่เงียบ ไม่พูดไม่จา กลับมาก็ล้มไปอีก”
ซูเหยาจับใจความถูกส่งไปอยู่บ้านเขา…กลับมา…ล้มแปลว่าเธอเพิ่งถูกส่งไปอยู่บ้านสามี หรือไปแล้วกลับมา
เธอเลือกตอบแบบปลอดภัยที่สุด “ขอโทษที่ทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วง”
คำว่า “ขอโทษ” หลุดออกไปเอง เพราะในชีวิตเดิม เธอพูดคำนี้จนชิน แต่พอพูดในห้องนี้ กลับทำให้ทั้งสองคนชะงัก
พ่อจ้องเธอเหมือนเห็นคนแปลกหน้า “ลูก…พูดขอโทษ”
แม่เองก็เบิกตา “ซูเหยา…ลูกไม่เคยพูดคำนี้เลยนะ”
ซูเหยารู้สึกเสียวสันหลังทันที เธอเผลอเปลี่ยนพฤติกรรมของร่างนี้มากเกินไปเธอรีบแก้สถานการณ์ “แค่…รู้สึกผิดจริง ๆ ค่ะ วันนี้มึน ๆหัว เลยพูดอะไรแปลก ๆ”
พ่อยังคงมองเธอไม่วางตา แต่ก่อนจะซักต่อ เสี่ยวชุนก็กลับเข้ามาพร้อมถาดข้าวต้มร้อน ๆ ชามกระเบื้องขาวมีไอขึ้น และไข่ต้มสองฟองวางข้าง ๆ พร้อมผักดองเล็กน้อยแค่เห็น ซูเหยาก็เกือบร้องไห้
แม่รีบจัดหมอนให้เธอนั่งพิง “มากินก่อนนะลูก กินช้า ๆ”
ซูเหยาจับช้อน มือสั่นเล็กน้อย เธอตักข้าวต้มคำแรกเข้าปาก ความร้อนอุ่นไหลลงคอเหมือนชีวิตกลับมาอีกครั้ง ข้าวต้มรสจืดแต่หอมข้าว ไม่ใช่ข้าวแตกคุณภาพต่ำแบบที่เธอเคยกินในโลกเดิมเธอกลืนลงไปช้า ๆ แล้วตักอีกคำ
พ่อมองเธอกินแล้วสีหน้าคลายลงนิดหนึ่ง “กินเยอะ ๆ จะได้มีแรง”
แม่พูดเสียงอ่อน “ซูเหยาอยากกลับไปบ้านเขาไหม”
ช้อนในมือซูเหยาชะงักบ้านเขา…บ้านสามี?
เธอเงยหน้ามองแม่ “ทำไมถามแบบนั้นคะ”
แม่เม้มริมฝีปาก “ลูกแต่งงานแล้ว ถึงยังไงก็ต้องไปอยู่กับสามี แต่พ่อเจ้า…กลัวลูกลำบาก เขายากจนเหลือเกิน”
พ่อฮึ่ม “ยากจนก็เรื่องหนึ่ง แต่ลูกสาวข้าไปอยู่แล้วต้องกินแกลบหรือไง บ้านเขาไม่มีอะไรเลย”
ซูเหยาฟังแล้วหัวใจเต้นแรง ความจนในโลกเดิมของเธอทำให้ความยากจนไม่ใช่สิ่งน่ากลัวที่สุด หากแต่ไม่มีข้าวกินต่างหาก
เธอค่อย ๆ ถาม “เขา…ชื่ออะไรคะ”
พ่อกับแม่ชะงักอีกครั้ง แล้วแม่เอ่ย “เฉินเหว่ยหลง”
ชื่อดังขึ้นในห้องอย่างหนักแน่น ทั้งที่เป็นชื่อคนแปลกหน้าในชีวิตเธอ แต่กลับทำให้ในอกเธอเกิดความรู้สึกแปลก ๆ เหมือนถูกดึงเข้าไปในเรื่องที่ไม่ใช่ของตน
พ่อพูดต่อด้วยน้ำเสียงแข็ง “คนแบบนั้นไม่คู่ควรกับลูกเลย แต่เพราะลูกดื้อเอง เลือกเขาเอง พ่อถึงต้องจำใจยอมให้แต่ง”
ซูเหยาแทบสำลักข้าวต้ม ร่างนี้เลือกเอง
เธอก้มหน้ากินต่อเพื่อกลบเกลื่อน แต่ในหัวเริ่มวุ่นวาย เธออยากถามมากมาย แต่ต้องระวังไม่ให้หลุดพิรุธ
แม่ลูบผมเธอเบา ๆ “ลูกพักก่อน พรุ่งนี้ค่อยคุยนะ วันนี้แค่ฟื้น แม่ก็ดีใจแล้ว”
พ่อยังไม่วางใจ “ซูเหยา ถ้าพรุ่งนี้ลูกยังเวียนหัว พ่อจะไม่ให้กลับไปบ้านเขา”
ซูเหยาชะงักอีกครั้ง ในใจเธอผุดความคิดหนึ่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ถ้าเธออยู่ที่นี่มีข้าวต้ม ไข่ต้ม เตียงนุ่ม มีคนรับใช้ มีพ่อแม่ร่ำรวยชีวิตคงง่ายเหลือเกินแต่ทำไม…เธอกลับรู้สึกไม่สบายใจเพราะทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของเธอ
และเพราะอีกฟากหนึ่งของการแต่งงานมีชายคนหนึ่งชื่อเฉินเหว่ยหลง ที่เธอไม่รู้เลยว่าเขาเป็นอย่างไร แต่เขาเป็นสามีของร่างนี้แล้ว
ซูเหยากัดไข่ต้มคำหนึ่ง รสชาติไข่แดงแน่น ๆ ทำให้เธอเผลอหลับตา ความอิ่มที่ไม่เคยมีในโลกเดิมทำให้เธอเกือบร้องไห้จริง ๆ
เสี่ยวชุนที่ยืนมุมห้องมองเธอกินด้วยสายตาโล่งใจ “คุณหนู…กินเยอะ ๆ นะ เมื่อวานคุณหนูไม่แตะอะไรเลย เอาแต่นั่งเหม่อที่ลานแล้วก็ล้มไป”
“เมื่อวานฉันทำอะไร” ซูเหยาถามทันที ก่อนจะรู้ตัวว่ารีบเกินไป
เสี่ยวชุนตอบตามจริง “คุณหนูเพิ่งกลับจากบ้านคุณเขย กลับมาก็ไม่พูดไม่จา นั่งมองลานเหมือนคิดอะไรหนัก ๆ พอฮูหยินถาม คุณหนูก็พูดว่าฉันไม่หิว แล้วก็ล้ม…”
ซูเหยาจ้องเสี่ยวชุน “ข้า…พูดว่าไม่หิว?”
เสี่ยวชุนพยักหน้าหนักแน่น “ใช่ค่ะ”
ซูเหยาเงียบไป ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านอก ร่างเดิมพูดว่าไม่หิว…ทั้งที่อาจจะหิวจริง หรืออาจจะมีเหตุผลอื่น
เธอก้มลงมองชามข้าวต้มที่เหลือเพียงก้นชาม แล้วหัวเราะในใจอย่างขมขื่นโลกเดิมเธอหิวจนสลบ แต่ไม่มีใครพูดว่ากินเถอะแบบจริงใจมากพอ
โลกนี้เธอมีทุกอย่าง แต่ร่างเดิมกลับนั่งเหม่อแล้วพูดว่าไม่หิวจนล้มสวรรค์กำลังเล่นตลกกับเธอหรืออย่างไร
พ่อเริ่มจะพูดต่อ แต่แม่ดึงแขนเขาเบา ๆ “พอเถอะ ให้ลูกพัก”
พ่อฮึ่มอีกครั้งก่อนหันไปทางเสี่ยวชุน “เฝ้าคุณหนูให้ดี คืนนี้ถ้าลูกมีไข้ รีบไปตามหมอซุน”
เสี่ยวชุนรีบตอบ “ค่ะ”
สองสามีภรรยาออกไปจากห้อง ทิ้งซูเหยาไว้กับเสี่ยวชุน ความเงียบเข้ามาแทนเสียงโวยวาย มีเพียงเสียงวิทยุทรานซิสเตอร์จากห้องข้าง ๆ ที่ลอยมาเป็นคลื่นเบา ๆ เสียงผู้ประกาศข่าวสำเนียงมาตรฐาน อ่านรายงานเรื่องผลผลิตข้าวของตำบล และการประชุมของสหกรณ์
ซูเหยาฟังแล้วหัวใจเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
ภาษาสำเนียงเนื้อหาทั้งหมดนี้ไม่ใช่ยุคของเธอ
นี่คือจีนยุค 80 อย่างชัดเจน
เสี่ยวชุนเข้ามาเก็บชาม “คุณหนู…อยากพักไหม”
ซูเหยามองหน้าเด็กสาว แล้วถามอย่างระมัดระวัง “เสี่ยวชุน…ตอนนี้ปีอะไร”
เสี่ยวชุนทำหน้าฉงน “ปีอะไรหรือ ปี ค.ศ.หนึ่งเก้าแปด เอ่อ นายใหญ่บอกว่าเป็นปีหนึ่งเก้าแปดสาม”
ซูเหยานิ่งค้าง ราวกับถูกฟ้าผ่า โลกเดิมของเธอไม่ใช่ปีนี้แน่ เธอทะลุมิติมาหรือถูกดึงย้อนเวลา
เธอกำผ้าห่มแน่น เสียงในหัวดังวุ่นวาย แต่ภายนอกต้องนิ่ง
“ฉัน…แค่จำสับสน” เธอพยายามยิ้มให้ เสี่ยวชุน “ฉันอยากอยู่คนเดียวสักพักได้ไหม”
เสี่ยวชุนพยัก “ได้ค่ะ คุณหนูเรียกข้าเมื่อไรก็ได้” แล้วเธอก็ถอยไปนั่งเฝ้าที่เก้าอี้มุมห้องอย่าง เงียบ ๆ
ซูเหยาเอนตัวพิงหมอน มองเพดานไม้ ราวกับหวังว่ามันจะให้คำตอบ
เธอคิดถึงหลิวกั๋วเฉียง คิดถึงซอยมืด คิดถึงซาลาเปาอุ่น ๆ ในมือ คิดถึงประโยคที่เขาพูดว่า “คนเรามีค่าตรงที่ยังหายใจอยู่”
แล้วเธอก็คิดถึงคำของพ่อเมื่อครู่“ลูกดื้อเอง เลือกเขาเอง”
เธอไม่ได้เลือกอะไรเลย แต่เธอกลับต้องรับผิดชอบชีวิตของคนชื่อหลินซูเหยาคนนี้รวมถึง การแต่งงานกับเฉินเหว่ยหลง
ซูเหยาหลับตาลง พยายามกลืนความตื่นตระหนก แล้วค่อย ๆ บอกตัวเองอย่างน้อยที่นี่มีข้าวให้กิน อย่างน้อยเธอยังมีโอกาสเริ่มต้นใหม่แต่เริ่มต้นใหม่ต้องเริ่มจากการรู้ว่าหลินซูเหยาคนเดิมเป็นใคร และสามีของเธอเป็นคนแบบไหน
เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง มองไปที่เสี่ยวชุนที่นั่งเฝ้าอย่างซื่อสัตย์ แล้วเอ่ยเสียงเบาแต่ชัด
“เสี่ยวชุน…พรุ่งนี้ช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม ว่าก่อนหน้านี้…ฉันเป็นคนแบบไหน”
เสี่ยวชุนตกใจเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้าช้า ๆ “ได้ค่ะ…คุณหนูอยากรู้ ฉันก็จะเล่าให้ฟัง”
ซูเหยาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วถามต่อเหมือนคนกลั้นใจ
“แล้ว…เฉินเหว่ยหลง…เขาเป็นคนอย่างไร”
ชื่อของชายคนนั้นหลุดออกจากปากเธอเบา ๆ แต่กลับทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างประหลาด
เสี่ยวชุนทำท่าลังเล เหมือนคำถามนี้หนักกว่าคำถามเรื่องอดีตของคุณหนูหลายเท่า
“คุณเขย…” เสี่ยวชุนพึมพำ ก่อนจะเงยหน้ามองซูเหยาอย่างระวัง “คุณเขยเป็นคน…เงียบค่ะ เงียบมาก แต่…เขาไม่เคยทำร้ายคุณหนูเลย”
ซูเหยาจ้องตาเสี่ยวชุน “ไม่เคยทำร้าย?”
เสี่ยวชุนพยักหน้าหนักแน่น “ใช่ค่ะ ต่อให้คนในหมู่บ้านพูดไม่ดี ต่อให้นายใหญ่ดูถูก เขาก็แค่ก้มหน้าทำงาน เขาคือคนที่อดทนมาก ๆ”
ซูเหยากำมือแน่นใต้ผ้าห่ม เธอไม่รู้ว่าทำไมสวรรค์ถึงพาเธอมาอยู่ในร่างนี้ แต่ถ้าสามีของร่างนี้เป็นคนที่อดทนจริงบางที…เธออาจไม่อยากเป็นคนที่ทำให้เขาต้องอดทนมากกว่าเดิม
ซูเหยาหายใจเข้าลึก ๆ แล้วปล่อยออกช้า ๆ
“เสี่ยวชุน” เธอพูดเสียงมั่นคงขึ้น “พรุ่งนี้…ช่วยเตรียมเสื้อผ้าให้ฉันด้วย ฉันจะไปบ้านเขา”
เสี่ยวชุนเบิกตา “คุณหนูจะไปบ้านคุณเขยจริงหรือคะ”
ซูเหยาพยักหน้า “จริง”
เสี่ยวชุนอ้าปากจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ยกมือปิดปากเหมือนกลัวเสียงดังเกินไป แล้วพยักหน้ารัว ๆ “ค่ะ! จะเตรียมให้ค่ะ”
ซูเหยามองไปนอกหน้าต่าง แสงแดดเย็น ๆ ของยามบ่ายทอดลงบนลานบ้าน เสียงไก่ขันแว่วมาไกล ๆ เสียงวิทยุยังดังอยู่แผ่ว ๆ เหมือนบอกเธอว่าเวลาของโลกนี้เดินไปแล้วจริง ๆ
เธอไม่รู้ว่าจะกลับไปได้ไหม ไม่รู้ว่าหลิวกั๋วเฉียงจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าชีวิตเก่าจะเหลืออะไรให้เธอคิดถึง แต่เธอรู้ว่า ตอนนี้เธอมีชีวิตใหม่อยู่ตรงหน้า
และชีวิตใหม่นี้มีคำว่าสามีผูกไว้แล้ว
ซูเหยากระชับผ้าห่มแน่น ราวกับบอกตัวเอง
ไม่ว่าจะอย่างไร พรุ่งนี้เธอจะไปดูด้วยตาตัวเองว่าเฉินเหว่ยหลง…เป็นคนอย่างไรและหลินซูเหยา…จะเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไรในยุคนี้
