ตอนที่ 1 ข้าวคำสุดท้าย
ตอนที่ 1
ข้าวคำสุดท้าย
ลมหนาวปลายฤดูพัดลอดซอยแคบ ๆ กลิ่นถ่านจากเตาอั้งโล่ของร้านข้าวแกงข้างทางลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ สะกิดท้องที่บิดเกร็งของหลินซูเหยาให้ร้องประท้วงอีกครั้ง
เธอเดินช้า ๆ สองมือกอดท้องไว้แน่น ราวกับกอดความว่างเปล่าที่กัดกินมาตลอดหลายวัน ขอบรองเท้าผ้าเก่าขาดเป็นรู ฝุ่นติดปลายกางเกงจนเป็นคราบ เธอไม่กล้ากระพริบตาถี่นัก เพราะกลัวว่า ความมืดที่รุมเร้าจะกลืนเธอลงไปในซอยนี้เสียก่อน
เสียงตะหลิวกระทบกระทะดังตามด้วยกลิ่นน้ำมันร้อนและซีอิ๊ว ราวกับใครสาดความทรมานใส่เธออย่างจงใจ
“น้องสาว จะเอาอะไรไหม วันนี้มีข้าวหมูพะโล้” เสียงชายวัยกลางคนจากหน้าร้านดังขึ้น เขาคงเห็นเธอเดินผ่านช้า ๆ เหมือนคนเมา ทั้งที่เธอไม่ได้แตะสุราสักหยด
ซูเหยาหยุดยืน เงยหน้ามองถาดหมูพะโล้ที่วางเรียงสีน้ำตาลเข้ม เงามันเยิ้มจากน้ำพะโล้ร้อน ๆ ทำให้เธอแทบกลืนน้ำลายไม่ลงแต่แล้วเธอก็กัดฟันส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรค่ะ…ขอบคุณ”
ชายคนนั้นขมวดคิ้ว “น้องดูหน้าซีดนะ กินอะไรหรือยัง”
ซูเหยาหัวเราะแผ่ว ๆ เสียงแห้งเหมือนใบไม้กรอบ “กินแล้วค่ะ…แค่…กินน้อยไปนิด”
เขามองเธออย่างไม่เชื่อ ก่อนจะลดเสียงลงเหมือนกลัวคนอื่นได้ยิน “ถ้าไม่มีเงิน ก็บอกมาเถอะ ข้าวชามเดียวไม่ทำให้ร้านฉันเจ๊งหรอก”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจซูเหยาสั่นไหว เธออยากตอบว่า “ใช่ ฉันไม่มีเงิน” อยากยอมรับความจริง ตรง ๆ แล้วรับข้าวชามนั้นมาเหมือนคนปกติคนหนึ่งที่หิวแต่เธอกลับได้ยินเสียงแม่ในหัว เสียงที่เคยดังก้องตั้งแต่เด็ก
“ซูเหยา อดทนหน่อย คนเราต้องมีศักดิ์ศรี ถึงจนก็อย่าให้ใครดูถูกว่าเราแบมือขอ”
ศักดิ์ศรี…หรือความหิว ใครกันที่กำลังฆ่าเธออยู่ตอนนี้
ซูเหยาก้มหน้า เอ่ยเสียงเบา “ขอบคุณจริง ๆ ค่ะพี่…หนูไม่เป็นไร”
ชายคนนั้นถอนหายใจ แล้วหันกลับไปคนกระทะ แต่ยังตะโกนตามมา “ถ้าหน้ามืดก็มานั่งหน้าร้านนะ อย่าไปล้มตรงถนน เดี๋ยวถูกรถชน”
ซูเหยาเม้มริมฝีปากแน่น พยักหน้าทั้งที่รู้ว่าอีกไม่กี่ก้าว เธอคงไม่เหลือแรงแม้แต่จะพยักหน้า
เธอเดินต่อไปตามซอยที่ทอดยาว แสงไฟถนนสลัว ๆ ทำให้ทุกอย่างดูสั่นไหวเหมือนภาพในน้ำ ท้องไส้ของเธอปวดบิดอีกครั้ง แต่เธอกลับเริ่มรู้สึกชาตั้งแต่ปลายนิ้วมือไล่ขึ้นมาเหมือนเลือดไหลไม่ทัน
วันนี้…เธอทำงานมาตั้งแต่เช้า ขนของส่งร้านจนบ่าย แล้วยังต้องวิ่งไปเอายาให้พ่อที่ไอไม่หยุด เงินค่าจ้างนิดเดียวถูกแม่หยิบไปใช้หนี้เก่า ๆ ก่อนที่เธอจะกลับถึงบ้านเสียอีก
“ซูเหยา วันนี้พ่อแกต้องกินยา อย่าซื้ออะไรฟุ่มเฟือย เข้าใจไหม” แม่ของเธอพูดเสียงแข็ง
ซูเหยาพยายามอธิบาย “แม่…หนูไม่ได้กินข้าวมาสองวันแล้ว ขอซื้อแป้งนึ่งสักอันได้ไหม”
แม่เธอปรายตา “สองวันก็ยังไม่ตาย แกจะเรื่องมากอะไร เป็นผู้หญิงต้องอดทนหน่อย”
การต้องอดทนถูกใช้เหมือนค้อนตีหัวเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสุดท้ายความอดทนกลายเป็นข้ออ้างให้คนรอบตัวขูดรีดเธอได้อย่างสบายใจ
ซูเหยาหัวเราะกับตัวเองเบา ๆ ในความมืด
อดทนจนสลบ…ก็คงเรียกว่าอดทนได้เหมือนกัน
เสียงก้าวเท้าของเธอเบาลงเรื่อย ๆ เหมือนคนที่เดินบนสำลี เธอรู้สึกว่าลมหนาวไม่หนาวแล้ว มีแต่ความร้อนวูบวาบในหัว แสงไฟถนนเริ่มแตกเป็นจุด ๆ เหมือนดาวบนฟ้า
เธอหยุดยืน เอามือยันกำแพงอิฐเย็นเฉียบ
“หายใจ…หายใจซูเหยา” เธอพึมพำกับตัวเอง “แค่กลับถึงบ้านก็พอ”
แต่เสียงท้องร้องดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับเยาะเย้ย
ทันใดนั้น มีเสียงจักรยานดังเอี๊ยดอยู่ข้างหลัง คนปั่นหยุดใกล้เธอ
“ซูเหยา!” เสียงผู้ชายหนุ่มดังขึ้นด้วย ความตกใจ “เธอเป็นอะไร หน้าเธอซีดเหมือนกระดาษ”
ซูเหยาหันช้า ๆ เห็นใบหน้าคุ้นตาของ “หลิวกั๋วเฉียง” เพื่อนร่วมงานที่โรงงานขนส่ง เขาถอดหมวกผ้าออก เผยหน้าผากมีเหงื่อ ทั้งที่อากาศหนาว
“ฉัน…ไม่เป็นไร” ซูเหยาพยายามยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นคงดูน่ากลัวมาก เพราะกั๋วเฉียงรีบลงจากจักรยาน เดินเข้ามาประคอง
“อย่าดื้อ เธอสั่นไปหมดแล้ว” เขาขมวดคิ้ว “วันนี้เธอกินอะไรหรือยัง”
คำถามนั้นเหมือนมีดกรีดความจริง ซูเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงแผ่ว “กินแล้ว…น้ำร้อน”
กั๋วเฉียงชะงัก เขามองเธออย่างไม่อยากเชื่อ “น้ำร้อนนับเป็นอาหารได้หรือไง”
ซูเหยาอยากหัวเราะ แต่เสียงหัวเราะกลับกลายเป็นเสียงไอแห้ง ๆ “ฉันไม่อยากให้แม่บ่น…เงินต้องเก็บไว้ให้พ่อกินยา”
กั๋วเฉียงกัดฟันแน่น เขาก้มลงค้นกระเป๋าเสื้อผ้าฝ้ายของตัวเอง แล้วหยิบห่อกระดาษน้ำมันออกมา เป็นซาลาเปาใบเล็กที่ยังอุ่นอยู่
“กินนี่” เขายื่นให้ทันที
ซูเหยาถอยหลังโดยสัญชาตญาณ “ไม่…ฉันไม่เอา”
“ซูเหยา!” เขาเสียงเข้มกว่าเดิม “นี่ไม่ใช่การขอทาน นี่คือเพื่อนร่วมงานให้ เธอจะตายอยู่แล้วรู้ตัวไหม”
เธออยากบอกว่า เธอไม่อยากตาย เธออยากมีชีวิตที่ไม่ต้องกลืนความหิวลงคอทุกวัน อยากตื่นมาแล้วรู้ว่าตัวเองมีข้าวกิน มีคนที่ถามว่าเหนื่อยไหม ไม่ใช่คนที่ถามว่า “ทำไมยังไม่หาเงินเพิ่ม”แต่ปากของเธอกลับพูดได้แค่ “ฉัน…ไม่ควร…”
กั๋วเฉียงยัดซาลาเปาใส่มือเธอ “กิน เดี๋ยวนี้”
ซูเหยามองซาลาเปาในมือ กลิ่นแป้งนึ่งและไส้ผักหอมอ่อน ๆ ตีขึ้นจมูก น้ำลายของเธอไหลโดยไม่รู้ตัว เธอกัดริมฝีปากอย่างลังเล
“ฉันจะคืนเงินให้…วันหลัง” เธอเอ่ยเสียงสั่น
“เลิกพูดเรื่องเงินสักที” กั๋วเฉียงถอนหายใจ “เธอคิดว่าคนเรามีค่าตรงไหน ซูเหยา…มีค่าตรงที่ยังหายใจอยู่ ไม่ใช่ตรงที่หาเงินได้กี่หยวน”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจเธอเจ็บจี๊ดเหมือนถูกแตะต้องแผลลึก เธอก้มหน้า กัดซาลาเปาคำเล็ก ๆ
แป้งนุ่ม ๆ กับไส้ผักอุ่น ๆ ระเบิดรสชาติในปาก เธอแทบร้องไห้ เพราะนี่คือรสชาติของ “การได้กิน” จริง ๆ หลังจากทรมานมาหลายวัน
แต่เพียงไม่กี่คำ…ร่างกายที่อ่อนล้าเกินขีดจำกัดก็เหมือนไม่ยอมให้อภัย เธอเริ่มหายใจไม่ทัน ภาพตรงหน้าสั่นไหวอีกครั้ง
“เธอเป็นอะไร” กั๋วเฉียงจับไหล่เธอ “ซูเหยา เฮ้! มองฉันสิ!”
ซูเหยาพยายามเงยหน้า แต่โลกทั้งใบหมุนคว้างเหมือนถูกลากไป เธอได้ยินเสียงกั๋วเฉียงเรียกชื่อเธอซ้ำ ๆ ไกลออกไปเรื่อย ๆ
“ซูเหยา! ซูเหยา!”เสียงนั้นกลายเป็นเสียงในอุโมงค์
เธออยากตอบ…อยากบอกว่าเธอได้กินแล้วนะ อร่อยมาก ขอบคุณ…อยากบอกว่าแค่ข้าวชามเดียวก็ทำให้คนคนหนึ่งมีแรงสู้ต่อได้แต่คำพูดติดอยู่ในลำคอ
ร่างของเธอทรุดลงช้า ๆ เหมือนใบไม้ร่วงจากกิ่ง กั๋วเฉียงรีบประคอง แต่เธอกลับรู้สึกว่าแขนของเขาห่างไกลเหลือเกิน
ก่อนที่ความมืดจะกลืนกิน เธอเห็นแสงไฟถนนแตกเป็นดาวนับพันดวง และในดาวเหล่านั้น…เหมือนมีภาพโต๊ะไม้เก่า ๆ ชามข้าวขาวร้อน ๆ วางอยู่ตรงหน้า
เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นแผ่ว ๆ ราวกับมาจากที่ไกลมาก
“คุณหนู…คุณหนูตื่นแล้วหรือคะ!”
คำว่า “คุณหนู” ทำให้หัวใจเธอสั่นสะท้าน
คุณหนู? ใครเป็นคุณหนู?
ซูเหยาอยากลืมตา แต่เปลือกตาหนักราวกับหิน เธอได้กลิ่นหอมของข้าวต้ม กลิ่นของบ้าน แต่ไม่ใช่บ้านของเธอ
“ไปตามท่านหมอเร็ว! คุณหนูฟื้นแล้ว”
เสียงฝีเท้ารีบร้อนดังขึ้นใกล้หู เธอพยายามขยับมือ นิ้วแตะผ้าห่มนุ่ม ๆ ที่ไม่ใช่ผ้าห่มเก่าขาด ๆ ของบ้านเธอ หัวใจเต้นแรงขึ้นนี่…ไม่ใช่ซอยนั้นแล้วหรือ
ไม่ใช่เสียงจักรยาน ไม่ใช่ลมหนาว ไม่ใช่กำแพงอิฐเย็นเฉียบเป็นกลิ่นไม้ กลิ่นผ้าฝ้าย และเสียงผู้หญิงเรียกเธอว่าคุณหนู
ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนสติจะจมหายไปอีกครั้ง ซูเหยากัดฟันแน่น แล้วคิดอย่างเจ็บปวดปนเย้ยหยัน
ถ้าสวรรค์จะสงสารฉันสักครั้ง…ขอให้ฉันได้อิ่มก่อนตายก็พอ แล้วความมืดก็ดับลงสนิท เหลือไว้เพียงเสียงหัวใจที่เต้นช้าลง…ช้าลง…จนเหมือนจะหยุด แต่ขณะเดียวกัน เสียงอีกโลกหนึ่งกลับดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ
“คุณหนู! ได้ยินไหมคะ”และนั่นคือจุดเริ่มต้น…ของชีวิตที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน
