ตอนที่ 6 เพลิงปรารถนา
ตอนที่ 6 เพลิงปรารถนา
แววตาอาบย้อมด้วยความปรารถนาแววตาร้อนรุ่ม ความปรารถนาใคร่อยากทำสิ่งที่มากกว่านี้เผยอออกมาจากดวงตาคู่นั้นไม่ว่าอย่างไรก็ปิดไม่มิด เพลิงอารมณ์ลุกโชน ยื่นมือทั้งสองข้างดึงเอวของนางเข้ามาใกล้ตนเองให้ได้ท่าที่เข้าที่เข้าทาง เขาค่อย ๆ จับแท่งเอ็นตบที่กลีบกุหลาบเบา ๆ กระตุกยิ้มบนใบหน้า
“ในเมื่อเจ้าเสร็จสมแล้วต่อจากนี้เป็นตาข้าบ้างที่จะได้ปลดปล่อย จงน้อมรับเอาไว้ซ่ะน้ำเชื้อที่ออกจากแท่งร้อนของข้า และจำสำนึกเอาไว้อย่าได้ยั่วยวนข้าเช่นนี้มิเช่นนั้นข้าจะสั่งสอนเจ้าไม่ให้ได้พัก” เอ่ยจบร่างใหญ่ดันแท่งเอ็นกดลึกเข้าไปช่องทางที่เปียกลื่น เขาสั่นสะท้านเมื่อยัดเข้าไปเพียงแค่ส่วนปลายก็ถูกขมิบรัด กัดฟันฝ่าความคับแน่นทะลวงเข้าไปจนถึงส่วนโคน ร่างเล็กหวีดร้องขึ้นอีกครั้งเมื่อถูกแท่งเนื้อข่มเหงรังแก
“อึก ..ท่านแม่ทัพรุนแรงเกินไปแล้วนะเจ้าคะ ” เรียวข้าอ้ากว้างสองมือปัดป่ายอยากจะให้เขาดึงมันออกเมื่อถูกแช่ค้างเอาไว้ ความรู้สึกหนึ่งพุ่งพล่านในอก ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ปะทุไม่มีทางจะต้านทานได้ ดวงตาจับจ้องมองเรือนลางที่นอนดิ้นทุรนทุรายยากนักที่จะหักห้ามใจ ความรู้สึกร้อนวูบวาบไล่ลามไปทั่วกาย
“นี่ยังนับว่าข้าเมตตาต่อจากนี้ต่างหากคือบทลงโทษที่เจ้าจะต้องได้เจอ” เขากระทุ้งเคลื่อนเอวว่องไว ร่างบางโยนไปทั่วช่วงล่าง สติพร่าเบลอขาวโพลนร่างกายร้อนขึ้นโดยปริยายในหัวหมกมุ่นอยู่กับคนตรงหน้า เส้นเลือดที่หลังมือปูดนูนขึ้นอย่างเห็นได้ เขาไม่ได้สนใจสิ่งอื่นใดมีเพียงร่างกายของนางเท่านั้นที่อยู่ในสายตาของเขายามนี้ ร่างบางกระเพื่อมตามแรงกระแทก เสียงครวญครางคับไปทั่วทั้งซุ้ม เสียงกระแทกกระทบกันของเนื้อแนบเนื้อกระท่อนดังระงม ความสุขแผ่กระจายไปทั่วร่าง ราวกับได้ขึ้นสวรรค์ในพริบตา เร่งจังหวะอย่างกระสันลมหายใจถี่ ๆ ตรึงร่างไม่ปล่อยให้ขยับตัวได้เลย เรียวขาของนางเกี่ยวเอวแนบแน่น ด้านในร้อนรุ่มขมิบรัดอย่างหนัก แผ่นอกกระเพื่อมชิ้นลงจนเขาต้องใช้ปากขบเม้มเคล้นคลึงอย่างมัวเมา รัวเอวกระแทกซอยถี่ ทวีความเร่าร้อน ดุเดือดราวกับจะกลืนกินอีกฝ่ายเข้าไปทั้งตัว ร่างเล็กกอดรัดเขาอย่างลืมตัวไร้สติ ส่งเสียครวญครางระงม แอ่นกระตุกครั้งแล้วครั้งเล่าเสียวซ่านวาบหวิว รสจัดจ้านที่เขามอบให้ยากจะลืมเลือน ทำนองฉับไวเร่งความเร็วเมื่อใกล้จะถึงจุดสุดขีด น้ำรักสีขุ่นกระฉูดออกมาเต็มช่องรักท่วมท้นในช่องท้อง ความสุขสมแผ่กระจายในอกไต่ไปทั่วทุกอนูรูขุมขน ถอดริมฝีปากออกจากร่างบาง นอนซบลงบนอกนุ่มพลางหอบกระเส่า เสียงหัวใจเต้นแรงของทั้งสองเคล้าไปด้วยเสียงเหนื่อยหอบ ของเหลวเอิบอาบภายในร้อนระอุ เขาชันแขนลุกขึ้นสูดลมหายใจเข้า ค่อย ๆ ดึงแท่งเอ็นออกมาอย่างช้า ๆ น้ำรักสีขาวขุ่นล้วนทะลักออกมามากมาย เขายิ้มพรายด้วยความพอใจผ่อนคลายไปทั่งร่างในหัวปลอดโปร่ง มองร่างเล็กกระตุกเร่าครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างกายสั่นระริกหอบเหนื่อยอยู่บนเตียงที่ผ่านศึกราคะเมื่อครู่
“แม้ว่าข้าอยากจะสั่งสอนเจ้าอีก ทว่าดูเหมือนช่วงล่างของเจ้าคงรับไม่ไหวยามซวีข้าจะมาตามไปด้านนอก ยามนี้เจ้านอนพักเสียหน่อย” ร่างใหญ่ลุกขึ้นจากเตียงดึงผ้ามาห่มกายให้นางก่อนจะคว้าอาภรณ์มาสวมใส่และเดินออกไปจากซุ้ม ให้ลู่จื่อคอยเฝ้านางเอาไว้ ส่วนเขาไปจัดการสั่งการให้ทหารเดินทางออกไปซื้อสุราในหมู่บ้านใกล้ ๆ พร้อมเนื้อและไก่มาทำกินเลี้ยงฉลองในค่ำคืนนี้
ร่างบางเช็ดน้ำตาที่ไหลรินจากความเสียวซ่าน ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นดึงผ้าห่มกายออก จ้องมองสิ่งที่แม่ทัพหลงเหลือเอาไว้
‘เพียงแค่นี้ก็รู้แล้วว่าแม่ทัพหลงใหลร่างกายนี้แค่ไหน คอยดูเถอะคนที่จะถูกสั่งสอนเป็นผู้ใดกันแน่ เรี่ยวแรงของเขามีมากเหลือเกิน ไม่อาจจะลุกเดินได้เลยแถมฟูกยังเปียกชุ่มด้วยเหงื่อและน้ำรักเช่นนี้ใครมันจะนอนได้กัน ’ ผิงเอ๋อร์ค่อย ๆ ขยับกายลุกขึ้นแข่งขาราวกับไม่มีเรี่ยวแรง ทั้ง ๆ นี่เป็นครั้งที่สองแต่ทำไมร่างกายยังไม่ชินเสียที นางเดินไปล้างเนื้อล้างตัวในถังน้ำที่อี๋เหนียงได้เตรียมไว้ให้ก่อนจะเลือกหาอาภรณ์ชุดใหม่เพื่อสวมใส่ไปร่วมงานเลี้ยงในกองทัพคืนนี้ นางจะทำให้เขาร้อนรุ่มมากกว่านี้ให้ได้
ยามซวี(19.00) ความมืดมิดคืบคลานเข้ามาแทนที่ ดวงจันทราลอยอยู่บนนภา แสงสว่างจากโคมไฟและกองไฟรอบ ๆ กองทัพส่องสว่าง เสียงกลองดังขึ้นรัว ๆ ไปทั่วทั้งกองทัพเหล่าทหารไปรวมตัวกันที่กองไฟขนาดใหญ่กลางกองทัพ ลู่จื่อเรียกขานผิงเอ๋อร์ด้านนอกเมื่อได้รับคำสั่งให้พานางไปหาแม่ทัพที่งานเลี้ยงฉลอง
“คุณหนูลู่ผิงเอ๋อร์แม่ทัพให้ข้ามาตามท่านไปร่วมงานเลี้ยงขอรับ ” สิ้นเสียงของลู่จื่อผิงเอ๋อร์เดินออกมา ด้วยชุดสีแดงสด ใบหน้าริมฝีปากแต่งแต้มจัดจ้านเมื่อถูกแสงไฟกระทบใบหน้ายิ่งทำให้นางดูงดงามจนไม่อาจจะละสายตา อาภรณ์ที่นางสวมใส่วันนี้ช่างดึงดูดสายตาของทหารที่เดินผ่านไปมาแม้แต่ลู่จื่อยังกลืนน้ำลายก่อนจะส่ายหน้าไปมาและผายมือให้นางเดินตามตนเองไปหาแม่ทัพ เพียงแค่เขาเห็นยังรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งกาย ไม่อยากจะคิดเลยหากแม่ทัพเห็นลู่ผิงเอ๋อร์ไปยืนอยู่ตรงหน้าเหล่าหทารเขาจะมีท่าทีเช่นไร แม้ว่าปากของเขาบอกว่าไม่สนใจสตรีนางนี้ แต่ดูเหมือนว่าไม่เป็นเช่นอย่างที่เขากล่าวมาเลยแม้แต่น้อย ลู่จื่อสนิทสนมกับแม่ทัพมานานย่อมมองออก
“เชิญด้านนี้ขอรับ เอ่อ..ว่าแต่คุณหนูจะไปทั้งอย่างนี้หรือขอรับ ข้าเกรงว่าแม่ทัพคงไม่พอใจแน่ ๆ ”
“ทำไมต้องใส่ใจแม่ทัพด้วยล่ะ ในเมื่อเขามิได้สนใจข้า ไม่คิดที่จะพาข้ากลับเมืองหลวง เมื่องานเลี้ยงจบลงอีกไม่นานกองทัพก็ต้องเดินทาง เมื่อนั้นข้าก็เป็นเพียงสตรีที่ไร้ค่าถูกทิ้งไว้ที่นี่มิใช่หรือ ? ดีไม่ดีแม่ทัพของเจ้าอาจจะส่งมอบข้าให้เป็นอนุหรือนางบำเรอให้ผู้อื่นอยู่ดี ” ผิงเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังงานเลี้ยงฉลองที่กำลังครึกคักในยามนี้
