บทที่ 4: รอยเท้ากลางเหมันต์ และปราณพฤกษาใต้หิมะลึก
บทที่ 4: รอยเท้ากลางเหมันต์ และปราณพฤกษาใต้หิมะลึก
แสงสีทองระเรื่อของยามเช้าอาบไล้ผืนหิมะขาวโพลนจนเกิดประกายระยิบระยับ ทว่าความงดงามนั้นกลับซุกซ่อนความหนาวเหน็บที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิตที่อ่อนแอ
เหวินซิงอี้กระชับเสื้อสาบฝ้ายตัวเก่าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนเข้าหากัน นางลุกขึ้นจากกองฟางอย่างเงียบเชียบที่สุด เพื่อไม่ให้เสียงกรอบแกรบไปปลุกก้อนแป้งทั้งสามที่กำลังหลับสนิท
เมื่อคืนนี้นางแอบตื่นขึ้นมาเติมฟืนสองครั้ง อุณหภูมิในกระท่อมจึงยังคงอุ่นพอให้เด็กๆ นอนหลับได้เต็มตื่น ใบหน้าของโยวจื่อหลิงมีสีชมพูระเรื่อประดับอยู่จางๆ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าพิษเย็นถูกสะกดเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ชั่วคราว ส่วนโยวเทียนซาและโยวอี้เฉินก็นอนกอดกันกลม คิ้วที่มักจะขมวดมุ่นอยู่ตลอดเวลาของเด็กชายคนโตคลายออกจนดูสมวัยขึ้นมาก
นางเดินไปที่หน้าเตาไฟ หยิบมันเทศป่าที่เหลืออีกสามหัวฝังกลบไว้ใต้ขี้เถ้าอุ่นๆ เพื่อให้มันสุกระอุพอดีตอนที่เด็กๆ ตื่นขึ้นมา จากนั้นจึงคว้าตะกร้าไม้ไผ่สานใบเก่าที่ก้นทะลุไปซีกหนึ่ง และเสียมด้ามไม้ผุๆ ที่พิงอยู่มุมผนังขึ้นมาถือไว้
ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะผลักบานประตูออกไปนั้นเอง เสียงเล็กๆ ที่แหบพร่าก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง
"ท่าน... จะไปไหน?"
เหวินซิงอี้ชะงักเท้า นางหันกลับไปมอง โยวเทียนซาลืมตาตื่นอยู่ก่อนแล้ว เด็กชายผุดลุกขึ้นนั่ง แววตาของเขายังคงมีความระแวดระวัง แม้จะไม่แข็งกร้าวดุดันเท่าเมื่อวาน แต่ก็แฝงไปด้วยความหวาดกลัวลึกๆ ว่าสตรีผู้นี้จะทอดทิ้งพวกตนไป หรืออาจจะนำพวกเขาไปเร่ขายเพื่อแลกกับเสบียงเหมือนที่เคยขู่ไว้
สตรีผู้ผ่านโลกมามากมีหรือจะดูไม่ออกว่าเด็กชายกำลังคิดสิ่งใด นางคลี่ยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนและนิ่งสงบดุจผิวน้ำสาบไร้ระลอกคลื่น
"แม่จะขึ้นเขาอวิ๋นซานไปหาเสบียงและสมุนไพร" นางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่น "มันเทศใต้ขี้เถ้าใกล้สุกแล้ว หากน้องๆ ตื่นก็แบ่งกันกินให้อิ่ม ไม่ต้องเหลือเผื่อแม่ วันนี้แม่จะหาของอร่อยกว่านี้กลับมาให้พวกเจ้า"
โยวเทียนซาเม้มริมฝีปากแน่น เขามองสบตากับมารดา พยายามค้นหาความสับปลับหลอกลวงที่คุ้นเคย ทว่าในแววตากระจ่างใสนั้นกลับมีเพียงความเด็ดเดี่ยวและจริงใจอย่างที่เขาไม่เคยพานพบ
"อยู่แต่ในกระท่อม ห้ามเปิดประตูรับใครเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?" นางกำชับทิ้งท้าย ก่อนจะผลักบานประตูและก้าวเดินออกไปปะทะกับลมเหมันต์ โดยไม่รอฟังคำตอบจากเด็กชาย
โยวเทียนซามองแผ่นหลังบอบบางที่กลืนหายไปกับพายุหิมะ หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ... นางจะกลับมาจริงๆ ใช่ไหม?
หมู่บ้านหลินสุ่ยในยามเช้าตรู่เงียบสงัด ชาวบ้านส่วนใหญ่เลือกที่จะหมกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนามากกว่าจะออกมาท้าทายความหนาวเย็น จะมีก็เพียงหญิงวัยกลางคนบางส่วนที่ต้องออกมาตักน้ำที่บ่อกลางหมู่บ้านเพื่อเตรียมอาหารเช้า
เมื่อร่างผอมบางของเหวินซิงอี้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับตะกร้าสะพายหลัง เสียงพูดคุยจอแจที่บ่อน้ำก็พลันเงียบกริบราวกับถูกตัดขาด สายตานับสิบสิบดวงตวัดหันมามองนางเป็นตาเดียว
"นั่นใช่สะใภ้รองบ้านโยวหรือไม่? ไฉนนางถึงยังมีชีวิตอยู่อีก!" ป้าหวัง สตรีร่างท้วมประจำหมู่บ้านกระซิบเสียงแหลมกับหญิงข้างกาย ทว่าจงใจให้ดังพอที่จะลอยไปเข้าหูผู้ที่เดินผ่าน "เมื่อวานข้าเพิ่งเห็นนางเตะลูกชายจนล้มกลิ้ง นึกว่าสวรรค์จะลงทัณฑ์ให้หนาวตายไปแล้วเสียอีก"
"คนชั่วช้ามักอายุยืนยาวกระมัง" หญิงอีกคนเบะปาก แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ "ดูสภาพนางสิ หอบตะกร้าขึ้นเขาในวันที่หิมะตกหนักเช่นนี้ สงสัยจะหิวจนวิกลจริตไปแล้ว บนเขาอวิ๋นซานตอนนี้มีแต่หิมะกับหินเกลี้ยงๆ แม้แต่รากไม้ก็ยังถูกขุดไปจนหมด นางจะไปหาอันใดได้นอกจากไปตาย!"
"ปล่อยนางตายไปเสียก็ดี เด็กสามคนนั้นจะได้พ้นเคราะห์กรรม"
ถ้อยคำนินทาด่าทอและสายตาที่ทิ่มแทงประดุจมีดแหลมพุ่งเป้ามาที่เหวินซิงอี้อย่างไม่ปิดบัง หากเป็นเจ้าของร่างเดิม นางคงจะกรีดร้องด่าทอกลับไปด้วยถ้อยคำหยาบคาย หรือไม่ก็ก้มหน้าเดินหนีด้วยความอับอายและเคียดแค้น
แต่เหวินซิงอี้ในยามนี้กลับทำเพียงชะลอฝีเท้าลง นางค่อยๆ หันใบหน้าซีดเซียวที่ถูกความหนาวกัดกระทำจนแดงเรื่อไปมองกลุ่มสตรีเหล่านั้น
ไม่มีเสียงด่าทอ ไม่มีอาการสั่นเทา มีเพียงสายตาที่นิ่งลึก เยือกเย็น และแฝงไปด้วยแรงกดดันบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ดวงตาคู่นั้นกวาดมองทีละคนอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังประเมินจิตวิญญาณของผู้พูด
คลื่นความถี่พลังงานรอบตัวนางเปลี่ยนไป มันเป็นคลื่นที่หนักแน่นและทรงอำนาจ แม้ชาวบ้านจะไม่มีสัมผัสทางปราณ แต่สัญชาตญาณดิบในตัวมนุษย์กลับสั่งให้ป้าหวังและกลุ่มสตรีเหล่านั้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขนอ่อนตามร่างกายลุกซู่โดยไร้สาเหตุ เสียงนินทาที่เคยดังระงมพลันขาดห้วงไปเสียดื้อๆ
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลงแล้ว เหวินซิงอี้ก็เพียงแค่ละสายตา เลื่อนกระชับสายตะกร้าบนบ่า แล้วก้าวเดินมุ่งหน้าสู่ตีนเขาอวิ๋นซานต่อไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้กลุ่มสตรีชาวบ้านยืนหน้าซีดเผือดอยู่ข้างบ่อน้ำโดยไม่มีใครกล้าเอ่ยปากวิจารณ์นางอีกเลยแม้แต่ครึ่งคำ
ป่าเหมันต์บนเทือกเขาอวิ๋นซานกว้างใหญ่และเงียบสงัดราวกับสุสาน ต้นไม้ใหญ่น้อยล้วนผลัดใบจนเหลือเพียงกิ่งก้านสีน้ำตาลแห้งกรอบที่ชี้ตระหง่านท้าทายแผ่นฟ้าสีเทาหม่น ผืนดินถูกห่มคลุมด้วยหิมะหนาเกือบหนึ่งฉื่อ (ประมาณ 1 ฟุต) ทุกย่างก้าวที่เหวินซิงอี้ย่ำลงไปต้องใช้พละกำลังมหาศาล
ความเย็นเยียบเริ่มกัดกินปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าจนชาหนึบ ร่างกายของนางรับภาระหนักเกินไปแล้ว หากไม่รีบหาสิ่งที่มีค่าและกลับลงไปภายในหนึ่งชั่วยาม (2 ชั่วโมง) นางอาจจะถูกความหนาวเย็นพรากชีวิตไปจริงๆ
นางหยุดยืนพิงต้นสนขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง หอบหายใจแฮก ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
‘ด้วยสภาพร่างกายเช่นนี้ ขืนขุดหามันเทศป่าแบบสุ่มสี่สุ่มห้าต่อไปคงไม่ทันการ ข้าต้องหาสิ่งที่มีมูลค่ามากกว่านั้น... สิ่งที่สามารถนำไปแลกเป็นเงินก้อนใหญ่ในตัวอำเภอได้’
เหวินซิงอี้หลับตาลง ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าท่ามกลางหิมะขาวโพลน นางละทิ้งประสาทสัมผัสทางกายที่กำลังปวดร้าว ถอยจิตวิญญาณกลับเข้าสู่จุดศูนย์กลางของสมาธิ
ปอดสูดรับลมหายใจลึกยาว ริมฝีปากที่ซีดจนเป็นสีม่วงเผยอออกเล็กน้อย
"อืมมม... โอมมม..."
เสียงกังวานในลำคอดังขึ้นเป็นจังหวะเชื่องช้าและลึกล้ำ ครั้งนี้นางผสานคลื่นความถี่ 432 เฮิรตซ์ (การเชื่อมต่อกับธรรมชาติ) เข้ากับ 528 เฮิรตซ์ (การซ่อมแซมและค้นหาปาฏิหาริย์) คลื่นเสียงของนางแปรเปลี่ยนเป็นริ้วคลื่นที่มองไม่เห็น กระเพื่อมออกไปรอบทิศทางราวกับระลอกน้ำ ทะลวงผ่านชั้นหิมะหนา ลึกลงไปในผืนดิน
นางกำลัง 'ฟัง' เสียงตอบรับจากสรรพสิ่ง
ต้นไม้ที่หลับใหล รากไม้ที่แห้งเหี่ยว สัตว์ป่าที่จำศีล ทุกสิ่งล้วนมีคลื่นความถี่ของตนเอง ริ้วพลังงานของเหวินซิงอี้กระจายออกไปไกลขึ้น... ไกลขึ้น... จนกระทั่งความสนใจของนางถูกดึงดูดด้วยสัญญาณบางอย่างที่สะท้อนกลับมา
มันไม่ใช่ความถี่ที่ทึบตันและหนักอึ้งเหมือนหัวมันเทศป่า แต่มันเป็นคลื่นความถี่ที่บริสุทธิ์ สว่างไสว และเต้นระริกราวกับมีจังหวะชีวิตของตัวเอง!
ทิศอุดร (ทิศเหนือ)... ห่างออกไปราวสองร้อยก้าว!
เหวินซิงอี้ลืมตาโพลง นัยน์ตาฉายแววตื่นเต้นยินดี นางฝืนหยัดกายลุกขึ้น กัดฟันข่มความเจ็บปวดที่ข้อเท้า ก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางนั้นทันที
เมื่อมาถึงจุดหมาย มันเป็นเพียงซอกหินใหญ่ที่ถูกหิมะทับถมจนมิด ไม่มีพืชพรรณใดงอกเงยอยู่รอบๆ ทว่าเหวินซิงอี้กลับสัมผัสได้ถึงไอพลังงานที่อุ่นซ่านทะลุผ่านความเย็นขึ้นมา นางโยนเสียมทิ้งไป เพราะเครื่องมือหยาบกระด้างเช่นนั้นอาจทำลายของล้ำค่าที่อยู่เบื้องล่างได้
หญิงสาวคุกเข่าลง ใช้สองมือเปล่าที่สั่นเทาและแดงก่ำค่อยๆ กอบเกลี่ยหิมะออกอย่างระมัดระวัง หิมะชั้นแล้วชั้นเล่าถูกกวาดออกไป จนกระทั่งปลายนิ้วของนางสัมผัสเข้ากับก้อนหินเย็นเฉียบที่ซ่อนตัวอยู่
นางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่งกระแสปราณเรกิบางเบาผ่านปลายนิ้วเข้าไป เพื่อละลายน้ำแข็งที่เกาะกุมรอบซอกหินนั้น
และแล้ว... สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ก็เผยโฉมออกมา
มันคือเห็ดขนาดเท่าฝ่ามือ ดอกของมันมีสีขาวพิสุทธิ์ราวกับหิมะแรก ก้านอวบหนาโปร่งแสงจนมองเห็นเส้นใยสีเงินยวงที่ไหลเวียนอยู่ภายใน รอบดอกเห็ดมีไอหมอกบางๆ ลอยอวลอยู่ตลอดเวลา ราวกับมันกำลังหายใจ
"เห็ดหลินจือหิมะ..." เหวินซิงอี้พึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
นี่ไม่ใช่สมุนไพรธรรมดา แต่เป็น 'สมุนไพรวิญญาณ' ระดับต่ำที่หายากยิ่งในเขตชายแดนเช่นนี้! เห็ดชนิดนี้จะเติบโตได้เฉพาะในจุดที่มีลมปราณฟ้าดินสะสมตัวเหนียวแน่น และต้องอาศัยความหนาวเย็นระดับวิกฤตในการหล่อเลี้ยง สรรพคุณของมันไม่เพียงช่วยทะลวงจุดชีพจรที่ตีบตัน แต่ยังสามารถรักษาโรคหอบหืดและไข้พิษเย็นได้อย่างชะงัดนัก!
หากนำสิ่งนี้ไปขายที่โรงหมอในตัวอำเภอ มูลค่าของมันย่อมไม่ต่ำกว่าสิบตำลึงเงิน! (ซึ่งเพียงพอให้ครอบครัวนางกินข้าวขาวและเนื้อสัตว์ไปได้ทั้งฤดูหนาว)
ทว่าการเก็บเห็ดหลินจือหิมะมิใช่เรื่องง่าย หากใช้กำลังดึง รากวิญญาณของมันจะขาดสะบั้น และสรรพคุณทางยาจะสูญสิ้นไปกว่าครึ่ง
เหวินซิงอี้สูดลมหายใจ นางวางมือซ้ายและขวาขนาบข้างดอกเห็ด โดยไม่ให้สัมผัสโดนกลีบของมัน เริ่มต้นฮัมเพลงด้วยคลื่นความถี่ 528 เฮิรตซ์อีกครั้ง คลื่นเสียงที่สั่นสะเทือนทำให้น้ำแข็งที่เกาะรากเห็ดค่อยๆ คลายตัวออกอย่างช้าๆ พลังงานเรกิจากฝ่ามือของนางโอบอุ้มรากวิญญาณเอาไว้อย่างทะนุถนอม
กริ๊ก...
เสียงรากไม้หลุดออกจากซอกหินดังขึ้นเบาๆ เหวินซิงอี้ค่อยๆ ช้อนมันขึ้นมาไว้ในฝ่ามือ ความเย็นบริสุทธิ์และพลังชีวิตที่อัดแน่นแผ่ซ่านเข้ามาในร่างของนาง ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าไปได้ชั่วขณะ
นางรีบฉีกชายเสื้อตัวในที่สะอาดที่สุดออกมา ห่อเห็ดหลินจือหิมะอย่างระมัดระวังก่อนจะเก็บลงในอกเสื้อ กลิ่นอายของสมุนไพรวิญญาณอาจดึงดูดสัตว์ป่า นางจึงต้องรีบออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
เป้าหมายใหญ่สำเร็จแล้ว แต่นางยังต้องหาเสบียงประทังชีวิตสำหรับวันนี้ด้วย เหวินซิงอี้ใช้เวลาอีกครึ่งชั่วยามในการขุดหามันเทศป่าเพิ่มได้อีกครึ่งตะกร้า และยังโชคดีพบผลสาลี่หิมะป่าที่ร่วงหล่นอยู่ใต้ต้นอีกสองสามผล
เมื่อตะกร้าเริ่มหนักอึ้งและร่างกายก้าวข้ามขีดจำกัด เหวินซิงอี้จึงตัดสินใจหันหลังกลับ
ระหว่างทางเดินลงเขา เกล็ดหิมะเริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง แต่หัวใจของมารดาผู้ทะลุมิติกลับสว่างไสวและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
พรุ่งนี้นางจะเข้าเมือง นางจะเปลี่ยนของล้ำค่าในอกเสื้อนี้ให้เป็นผ้าห่มผืนหนา ยารักษาโรค และข้าวสารขาวๆ สำหรับเด็กทั้งสาม
‘รอแม่ก่อนนะ ก้อนแป้งน้อยทั้งสาม วันคืนที่อดอยากและเหน็บหนาวของพวกเจ้า... มันกำลังจะจบลงแล้ว’ รอยเท้าเล็กๆ ของหญิงสาวย่ำลึกลงไปบนผืนหิมะ เป็นรอยเท้าที่มั่นคงและไม่เคยหันหลังกลับ ทิ้งอดีตอันเลวร้ายของมารดาผู้ชั่วช้า ไว้เบื้องหลังอย่างถาวร!
