บทที่ 3: คลื่นเสียงชำระล้าง และรุ่งอรุณแห่งความหวัง
บทที่ 3: คลื่นเสียงชำระล้าง และรุ่งอรุณแห่งความหวัง
พายุหิมะเบื้องนอกยังคงโหมกระหน่ำราวกับสัตว์ร้ายที่เกรี้ยวกราด ทว่าภายในกระท่อมดินซอมซ่อกลับมีความอบอุ่นสายเล็กๆ ก่อตัวขึ้น แสงสีส้มทองจากเตาไฟสาดส่องกระทบใบหน้ามอมแมมของเด็กน้อยทั้งสามที่บัดนี้คลายความตึงเครียดลงไปมาก
น้ำแกงมันเทศป่าหยดสุดท้ายถูกโยวอี้เฉินกวาดกลืนลงคออย่างแสนเสียดาย กระเพาะที่เคยบิดเกร็งด้วยความหิวโหยได้รับการเติมเต็ม แม้จะไม่ถึงกับอิ่มหนำ แต่ความอบอุ่นประหลาดที่แผ่ซ่านจากอาหารมื้อนั้นก็ทำให้ร่างกายที่เคยสั่นสะท้านสงบลงได้อย่างน่าประหลาด
เหวินซิงอี้จัดการกลืนเศษมันเทศไหม้เกรียมคำสุดท้ายลงคออย่างยากลำบาก รสชาติขมปร่าติดอยู่ที่ปลายลิ้น แต่นางไม่ได้ใส่ใจ ร่างกายนี้ต้องการสารอาหารเพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรงให้เร็วที่สุด นางลุกขึ้นช้าๆ รวบรวมชามไม้และหม้อดินเผาไปวางไว้มุมห้อง ก่อนจะใช้หิมะที่เกาะอยู่ตามรอยแตกของกำแพงมาเช็ดทำความสะอาดอย่างเงียบเชียบ
ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงหอบหายใจติดขัดก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศ
"แฮ่ก... อึก..."
โยวจื่อหลิงที่เพิ่งจะเคลิ้มหลับไปในอ้อมกอดของพี่ชายคนรอง จู่ๆ ก็ดิ้นรน ใบหน้าเล็กๆ ที่เพิ่งจะมีสีเลือดฝาดกลับกลายเป็นซีดเผือดอมม่วงอีกครั้ง ริมฝีปากแห้งผากสั่นระริก ไอเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเด็กหญิงวัยสี่ขวบจนโยวอี้เฉินสะดุ้ง
"น้องสาม! น้องสามเป็นอะไรไป!" โยวอี้เฉินร้องเสียงหลง กอดร่างของน้องสาวไว้แน่น
โยวเทียนซารีบถลาเข้ามาหา เขากระชากผ้าห่มผืนบางมาคลุมร่างน้องสาว พยายามถูมือเล็กๆ ที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง "จื่อหลิง! ตื่นสิ มองหน้าพี่ใหญ่!"
มันคือพิษเย็นแต่กำเนิดที่ตกทอดมาจากสายเลือดฝั่งบิดา! นิยายต้นฉบับเคยบรรยายไว้ว่า พิษนี้จะกำเริบทุกครั้งที่ร่างกายอ่อนแอถึงขีดสุด และในอดีต มารดาใจร้ายก็มักจะปล่อยให้เด็กร้องครวญครางจนสลบไปเอง ซ้ำยังด่าทอว่าเป็นตัวน่ารำคาญ
เหวินซิงอี้ละมือจากงานที่ทำอยู่ นางรีบก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาหาเด็กทั้งสาม
"อย่าเข้ามานะ!" โยวเทียนซาตวาดลั่น สัญชาตญาณการระวังภัยกลับมาทำงานอีกครั้ง เขากางแขนบังน้องทั้งสองไว้ แววตาแข็งเกล้าดุจลูกหมาป่าจนตรอก "ท่านจะทำอะไรนางอีก อาหารเมื่อครู่นี้... หรือว่าท่านใส่ยาพิษลงไปจริงๆ!"
แม้จะรู้ว่าสตรีตรงหน้าเพิ่งหาอาหารมาให้ แต่ความทรงจำอันเลวร้ายตลอดหลายปีไม่อาจถูกลบเลือนได้ในชั่วข้ามคืน
เหวินซิงอี้หยุดฝีเท้า นางลดระดับสายตาลงให้เสมอกับเด็กชาย ไม่แสดงท่าทีคุกคามหรือโกรธเคืองต่อคำกล่าวหา น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่มั่นคงดุจสายน้ำลึก
"เทียนซา สติของเจ้าเฉียบแหลม เจ้าลองตรองดูเถิด หากในน้ำแกงนั้นมีพิษ เหตุใดเจ้ากับอี้เฉินถึงยังมีเรี่ยวแรงปกป้องนางอยู่ได้?"
เด็กชายชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาหวั่นไหว
"อาการของจื่อหลิงไม่ใช่เพราะอาหาร... แต่พิษเย็นในร่างของนางกำลังกำเริบเพราะลมหนาวต่างหาก ถอยไปเถิด ให้แม่ดูนางสักหน่อย หากปล่อยไว้ ไข้จะกินจนชักได้"
คำว่า 'แม่' ที่หลุดออกจากปากอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกับแววตาที่ไม่มีความรังเกียจเจือปน ทำให้โยวเทียนซาสับสน อี้เฉินที่อยู่ด้านหลังกระตุกแขนเสื้อพี่ชายเบาๆ ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา "พี่ใหญ่... ให้นางดูน้องเถอะ ข้า... ข้ากลัวน้องสามจะตาย"
โยวเทียนซากัดฟันกรอด ก่อนจะยอมเบี่ยงตัวหลบอย่างจำใจ แต่สองมือยังคงกำหมัดแน่น เตรียมพร้อมพุ่งเข้าชนหากมารดาคิดจะทำร้ายน้องสาว
เหวินซิงอี้คุกเข่าลงข้างๆ ร่างเล็กที่สั่นเทา นางปลดผ้าห่มออกเล็กน้อย ก่อนจะวางฝ่ามือขวาที่ผอมบางลงบนหน้าผากของโยวจื่อหลิง
เย็น... เย็นยะเยือกรอยกับจับก้อนน้ำแข็งลึกซึ้ง
นี่ไม่ใช่แค่อาการไข้ธรรมดา แต่เป็นพลังงานตกค้างที่อุดตันอยู่ในเส้นลมปราณของเด็กน้อย เหวินซิงอี้หลับตาลงทันที นางกำหนดจิตละทิ้งความสับสนวุ่นวายรอบกาย เข้าสู่สภาวะสมาธิขั้นลึก
นางไม่จำเป็นต้องใช้ยาสมุนไพรหายากในตอนนี้ สิ่งที่เด็กคนนี้ต้องการคือการ 'ชำระล้าง'
ริมฝีปากที่ซีดเซียวเผยอขึ้นเล็กน้อย เสียงฮัมทุ้มต่ำและกังวานเริ่มดังลอดออกมาจากลำคอ
"โอมมม..."
ครั้งนี้นางไม่ได้ใช้คลื่นเสียงเพื่อปลอบประโลม แต่ใช้คลื่นความถี่ 741 เฮิรตซ์—คลื่นแห่งการชำระล้างสารพิษ ขจัดเชื้อโรค และปลดปล่อยพลังงานด้านลบที่ฝังรากลึกในระดับเซลล์ ตามศาสตร์การบำบัดที่นางเชี่ยวชาญ คลื่นเสียงนี้จะสั่นสะเทือนทะลวงผ่านการอุดตันของพลังงาน
ปราณเรกิที่นางสูบฉีดจากธรรมชาติผสานเข้ากับคลื่นเสียง หากมีผู้ฝึกตนระดับสูงอยู่ที่นี่ ย่อมมองเห็นออร่าสีฟ้าอมประกายเงินจางๆ แผ่ซ่านออกจากฝ่ามือของเหวินซิงอี้ ซึมซาบเข้าสู่กลางกระหม่อมของเด็กหญิงตัวน้อย
โยวเทียนซาและโยวอี้เฉินเบิกตากว้าง พวกเขาไม่ได้มองเห็นแสงสีฟ้า แต่มองเห็น 'ความเปลี่ยนแปลง' อย่างชัดเจน
เสียงฮัมของมารดาราวกับมีมนต์สะกด คลื่นเสียงนั้นไม่ได้ดังหนวกหู แต่มันสั่นสะเทือนเบาๆ ไปทั่วทั้งกระท่อม ทำให้จิตใจที่ร้อนรุ่มของพวกเขาพลอยสงบลงไปด้วย ร่างกายที่สั่นเทาอย่างรุนแรงของจื่อหลิงค่อยๆ ลดอาการเกร็งลง คิ้วที่ขมวดมุ่นคลายออก ลมหายใจที่เคยติดขัดและส่งเสียงครืดคราด กลับมาสม่ำเสมอและลึกขึ้น
ไอเย็นที่เคยแผ่ออกมาจากร่างของเด็กน้อยมลายหายไป สลับกับอุณหภูมิร่างกายที่อุ่นขึ้นจนกลับมาเป็นปกติ ผิวแก้มที่เคยเขียวคล้ำเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อประหนึ่งลูกท้อในฤดูใบไม้ผลิ
เมื่อเห็นว่าชีพจรของลูกสาวคงที่แล้ว เหวินซิงอี้จึงค่อยๆ ถอนมือออก นางหอบหายใจหนักหน่วง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายเต็มหน้าผาก การใช้พลังงานบำบัดในขณะที่ร่างกายนี้ยังอ่อนแอ ขีดจำกัดของนางใกล้จะหมดลงเต็มที
นางดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้จื่อหลิงอย่างเบามือ ลูบเรือนผมที่ยุ่งเหยิงของเด็กน้อยด้วยความทะนุถนอม ก่อนจะหันไปหาเด็กชายทั้งสองที่นั่งนิ่งค้างราวกับรูปปั้นหิน
"นางปลอดภัยแล้ว... พิษถูกกดทับไว้ชั่วคราว คืนนี้พวกเจ้าก็นอนพักเถิด พรุ่งนี้... เรายังมีเรื่องต้องทำอีกมาก"
เหวินซิงอี้ฝืนยิ้มบางๆ ให้นาง ก่อนจะคลานกลับไปที่มุมหนึ่งของเตาไฟ ขดตัวลงนอนบนกองฟางแห้งๆ โดยไม่เรียกร้องผ้าห่มแม้แต่ผืนเดียว ความเหนื่อยล้าจู่โจมจนนางหลับสนิทไปในแทบจะทันที
โยวเทียนซามองแผ่นหลังที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอของมารดา สลับกับใบหน้าที่หลับสนิทอย่างผ่อนคลายของน้องสาว ความเกลียดชังในแววตาของเด็กชายวัยแปดขวบเริ่มแตกร้าว
สตรีผู้นั้น... ไม่เพียงแต่หาอาหารมาให้ แต่ยังรักษาอาการป่วยของน้องสามที่แม้แต่หมอในเมืองยังส่ายหน้า นางทำได้อย่างไร? เสียงร้องเพลงประหลาดๆ เมื่อครู่นี้คือวิชาอันใดกัน?
"พี่ใหญ่..." โยวอี้เฉินกระซิบเบาๆ ดวงตาเปล่งประกายความหวัง "ท่านแม่... เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่?"
โยวเทียนซาไม่ได้ตอบ เขาดึงตัวน้องชายเข้ามากอดไว้หลวมๆ ทอดสายตามองเปลวไฟที่เต้นเร่าในเตาดิน คืนนี้เป็นคืนแรกในรอบหลายปีที่พวกเขาทั้งสามไม่ต้องนอนหนาวเหน็บและหวาดผวา
รุ่งอรุณแห่งความหวัง... กำลังจะมาเยือนพร้อมกับแสงตะวันแรกของวันใหม่
แสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้าสาดส่องลอดรอยแตกของหลังคากระท่อม กระทบเปลือกตาของเหวินซิงอี้ นางลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความปวดเมื่อยที่เกาะกินไปทั่วร่าง ทว่าสมองกลับแจ่มใสยิ่งกว่าเมื่อคืน
นางผุดลุกขึ้นนั่ง มองไปยังมุมห้อง เด็กๆ ทั้งสามยังคงหลับสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าพวกเขาปลอดภัยดี
เหวินซิงอี้ลูบหน้าท้องที่แบนราบ แม้เมื่อคืนจะได้น้ำแกงมันเทศประทังชีวิต แต่มันก็ไม่เพียงพอต่อการซ่อมแซมร่างกายที่ทรุดโทรมนี้ นางเดินไปเปิดประตูกระท่อมออกกว้าง รับลมหนาวที่พัดพาเอาความสดชื่นของยามเช้าเข้ามา
เมื่อมองออกไปเบื้องนอก ภาพที่ปรากฏคือหมู่บ้านชนบทที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ไกลออกไปคือเทือกเขาอวิ๋นซานที่ตระหง่านง้ำ ซ่อนทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลเอาไว้
ดวงตาของมารดาอันดับหนึ่งทอประกายเด็ดเดี่ยว
การเอาชีวิตรอดในคืนแรกผ่านพ้นไปแล้ว แต่วันนี้คือการเริ่มต้นของจริง! นางต้องหาเสบียงเพิ่ม ซ่อมแซมกระท่อมที่ผุพังนี้ให้กันลมหนาวได้ และที่สำคัญ... นางต้องหาทางหา 'เงิน' เพื่อซื้อเสื้อผ้าและยาสมุนไพรมาบำรุงก้อนแป้งทั้งสาม ก่อนที่ฤดูหนาวอันโหดร้ายนี้จะพรากชีวิตพวกเขากลับไปสู่ชะตากรรมเดิม!
