บทที่ 5: กลิ่นหอมของสาลี่หิมะ และก้าวแรกสู่เมืองหลวง
บทที่ 5: กลิ่นหอมของสาลี่หิมะ และก้าวแรกสู่เมืองหลวง
บานประตูไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดเมื่อถูกผลักออก พร้อมกับร่างที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดหิมะของเหวินซิงอี้ก้าวล่วงพ้นธรณีประตูเข้ามา
ภายในกระท่อมที่เคยหนาวเหน็บ บัดนี้มีความอบอุ่นจางๆ แผ่ซ่านจากเตาไฟดินปั้นที่ยังคงมีถ่านแดงระอุ โยวเทียนซานั่งกอดเข่าอยู่หน้าเตาไฟ มือข้างหนึ่งกำท่อนไม้แน่น ส่วนอีกมือโอบไหล่น้องชายที่กำลังสัปหงก ทันทีที่เห็นว่าผู้ที่เข้ามาคือมารดา ร่างกายที่เกร็งเขม็งของเด็กชายก็ผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว ทว่าแววตายังคงซ่อนความสับสนเอาไว้มิดชิด
นางไม่ได้หนีไป... นางกลับมาจริงๆ
เหวินซิงอี้ปลดตะกร้าลงจากบ่า วางมันลงบนพื้นดินด้วยความระมัดระวัง นางไม่ได้สนใจสายตาจับผิดของลูกชายคนโต แต่เดินตรงไปที่เตาไฟ ใช้กิ่งไม้เขี่ยขี้เถ้าที่ยังร้อนระอุออก เผยให้เห็นมันเทศป่าสามหัวที่ถูกหมกไว้จนสุกได้ที่ เปลือกสีเข้มของมันแตกออกเล็กน้อย ส่งกลิ่นหอมหวานของคาร์โบไฮเดรตที่ถูกเผาไฟลอยอบอวลไปทั่วกระท่อม
โยวอี้เฉินที่สัปหงกอยู่สะดุ้งตื่นเพราะกลิ่นหอม ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ท้องที่เพิ่งสงบไปเมื่อคืนส่งเสียงร้องโครกครากประท้วงขึ้นมาอีกครั้ง
"มากินสิ มันสุกพอดีแล้ว" เหวินซิงอี้เอ่ยเสียงเรียบ นางใช้ใบไม้แห้งรองมือ หยิบมันเทศที่ร้อนระอุออกมาวางเรียงกัน "ปลุกจื่อหลิงด้วย ให้นางกินสักหน่อยจะได้มีแรง"
เด็กชายทั้งสองรีบขยับเข้ามาใกล้ โยวเทียนซารับมันเทศไปปอกเปลือกอย่างระมัดระวัง เป่าจนคลายร้อนแล้วจึงบิแบ่งให้น้องชายและน้องสาว ส่วนตัวเขากินส่วนที่เหลือ เหวินซิงอี้นั่งมองภาพนั้นเงียบๆ นางไม่ได้หยิบมันเทศส่วนของตัวเอง แต่ล้วงมือเข้าไปในตะกร้า หยิบผลไม้ทรงกลมสีเหลืองอ่อนที่เย็นเฉียบออกมาสองผล
"สาลี่หิมะ!" โยวอี้เฉินร้องอุทาน ดวงตาเป็นประกาย
ผลสาลี่หิมะป่าในฤดูหนาวถือเป็นของหายากและมีราคา รสชาติหวานอมเปรี้ยวและชุ่มคอของมันเป็นสิ่งที่เด็กๆ ในหมู่บ้านชนบทใฝ่ฝันจะได้ลิ้มลอง เหวินซิงอี้ใช้มีดบิ่นๆ ปอกเปลือกและฝานเป็นชิ้นเล็กๆ ยื่นให้เด็กทั้งสาม
ความหวานฉ่ำที่แทรกซึมผ่านลิ้นทำให้ดวงตาของก้อนแป้งทั้งสามหยีลงด้วยความสุข โยวจื่อหลิงที่กินอะไรไม่ค่อยลงกลับเคี้ยวสาลี่หิมะจนแก้มตุ่ย พลังงานบริสุทธิ์สายเล็กๆ ที่เหวินซิงอี้แอบแฝงไว้ในผลไม้ผ่านการฮัมคลื่นความถี่ 528 เฮิรตซ์ระหว่างทางเดินลงเขา ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของเด็กน้อย ช่วยประคองอาการไข้พิษไม่ให้กำเริบขึ้นมาอีก
"พวกเจ้าอยู่ที่นี่ ล็อกประตูให้แน่นหนา" เหวินซิงอี้เอ่ยขึ้นลายทำลายความเงียบ นางลุกขึ้นยืน จัดแจงปัดหิมะออกจากเสื้อผ้า "แม่จะเข้าเมืองนำของไปขาย หากโชคดี... เย็นนี้เราจะได้กินข้าวขาวกับน้ำแกงเนื้อ"
คำว่า 'ข้าวขาว' และ 'น้ำแกงเนื้อ' ราวกับมนต์สะกดที่ทำให้เด็กทั้งสามชะงัก โยวเทียนซาเงยหน้าขึ้นมองมารดา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ ในอดีตมารดาก็เคยพูดเช่นนี้ แต่นางกลับนำเงินไปซื้อเครื่องประดับและแป้งผัดหน้า ปล่อยให้พวกเขาหิวโซ
เหวินซิงอี้ไม่ได้อธิบายสิ่งใดเพิ่ม นางเพียงแค่สบตากับลูกชายคนโต นัยน์ตากระจ่างใสของนางนิ่งลึกและมั่นคงดุจขุนเขา ก่อนจะหันหลังผลักประตูเดินฝ่าพายุหิมะออกไปอีกครั้ง โดยมีสมุนไพรวิญญาณล้ำค่าซุกซ่อนอยู่แนบอก
ตำบลชิงสุ่ย ถือเป็นศูนย์กลางการค้าขนาดย่อมที่เจริญที่สุดในละแวกนี้ ห่างจากหมู่บ้านหลินสุ่ยไปราวสิบลี้ (ประมาณ 5 กิโลเมตร) สำหรับคนปกติ การเดินเท้าฝ่าหิมะสิบลี้อาจใช้เวลาเกือบชั่วยาม แต่สำหรับเหวินซิงอี้ที่ร่างกายบอบช้ำ นางต้องอาศัยการกำหนดลมหายใจเข้าออกประสานกับคลื่นความถี่ 432 เฮิรตซ์ เพื่อดึงพลังงานจากผืนโลกมาหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อที่อ่อนล้า ทุกย่างก้าวคือการต่อสู้กับขีดจำกัดของสังขาร
เมื่อก้าวล่วงเข้าสู่เขตตัวอำเภอ บรรยากาศก็พลิกผันราวกับอยู่คนละโลก ถนนที่ปูด้วยหินสีเขียวทอดยาวตัดผ่านอาคารบ้านเรือนที่สร้างอย่างประณีต สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านค้า โรงเตี๊ยม และแผงลอยที่ส่งเสียงร้องเรียกลูกค้าขรม ผู้คนเดินขวักไขว่สวมใส่เสื้อผ้าฝ้ายเนื้อดีหรือแม้แต่เสื้อคลุมขนสัตว์
ร่างผอมบางในชุดสวมเสื้อปะชุนขาดวิ่นของเหวินซิงอี้ ดูแปลกแยกและน่าสมเพชราวกับขอทานที่พลัดหลงเข้ามาในดงผู้ดี หลายคนเบือนหน้าหนีด้วยความรังเกียจ บ้างก็ยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกราวกับนางเป็นตัวแพร่เชื้อโรค
เหวินซิงอี้ไม่ได้ใส่ใจสายตาเหล่านั้น นางเดินตัวตรง หลังตั้งตระหง่าน กวาดสายตามองหาร้านรับซื้อสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอ และในที่สุดสายตาของนางก็ปะทะเข้ากับป้ายไม้สลักตัวอักษรสีทองวิจิตรบรรจง...
'หอโอสถร้อยพฤกษา'
ร้านยาแห่งนี้ใหญ่โตโอ่อ่า กลิ่นสมุนไพรหลากหลายชนิดโชยกรุ่นออกมาปะทะจมูก บ่งบอกถึงคุณภาพและปริมาณของตัวยาที่กักเก็บไว้ เหวินซิงอี้ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไปอย่างไม่ลังเล
"ชิ่วๆ! ขอทานที่ไหนหลงเข้ามาเนี่ย ออกไปเลยนะ! ร้านเราไม่แจกทาน!"
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เด็กรับใช้หนุ่มที่กำลังเช็ดตู้ยาอยู่ก็หันมาตวาดไล่อย่างไร้เยื่อใย เขาโบกผ้าขี้ริ้วในมือไปมา แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน "ที่นี่คือหอโอสถร้อยพฤกษา ไม่ใช่โรงทาน ไปขอข้าวที่อื่นไป!"
เหวินซิงอี้หยุดยืนนิ่ง นางไม่สะทกสะท้านกับคำด่าทอ กลับกัน นางสูดลมหายใจลึก ปล่อยคลื่นความถี่ระดับต่ำที่สั่นสะเทือนไปในอากาศ มันไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นศาสตร์แห่งการควบคุมมวลพลังงานรอบตัว บรรยากาศรอบกายของสตรีในชุดขาดวิ่นพลันหนักอึ้งขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ดวงตาของนางเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กรับใช้จนอีกฝ่ายเผลอก้าวถอยหลังด้วยความหวั่นเกรงโดยไม่รู้สาเหตุ
"ข้าไม่ได้มาขอทาน" น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่กังวานก้องและทรงอำนาจจนคนทั้งร้านต้องหันมามอง "ข้ามาขอพบหลงจู๊ (ผู้จัดการร้าน) ข้ามี 'ของล้ำค่า' มาเสนอขาย"
"ขะ... ของล้ำค่าอันใดกัน สภาพอย่างเจ้าจะมีของมีค่าได้อย่างไร" เด็กรับใช้พยายามทำใจดีสู้เสือ แม้เสียงจะเริ่มสั่น "ท่านหลงจู๊ยุ่งอยู่ ไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำกับสตรีบ้าบอเช่นเจ้าหรอก รีบออกไปซะ ก่อนที่ข้าจะเรียกคนมาโยนเจ้าออกไป!"
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น อาหลง ทำไมถึงเอะอะโวยวายเช่นนี้"
เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าดังขึ้นจากหลังม่านกั้นห้องด้านใน ปรากฏร่างของชายชราผมสีดอกเลา สวมชุดเจียงเฉ่าสีเทาเนื้อดี ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยร่องรอยของกาลเวลาและความเฉียบแหลม เขาคือ 'เถ้าแก่หู' หลงจู๊ใหญ่ประจำหอโอสถร้อยพฤกษา
"ท่านหลงจู๊ สตรีขอทานผู้นี้เข้ามาก่อกวนขอรับ ข้ากำลังจะไล่นางออกไป" เด็กรับใช้รีบฟ้อง
เถ้าแก่หูปรายตามองเหวินซิงอี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า สภาพของนางดูแย่ยิ่งกว่าขอทานข้างถนน ทว่าสิ่งที่ทำให้ชายชราผู้คร่ำหวอดในวงการสมุนไพรต้องชะงัก คือประกายตาที่สงบนิ่งและกลิ่นอายประหลาดที่แผ่ออกมาจากตัวนาง มันเป็นความรู้สึกกดดันที่เขามักจะสัมผัสได้จากชาวยุทธ์ระดับสูงหรือขุนนางใหญ่เท่านั้น
"แม่นางบอกว่ามีของล้ำค่ามาขายงั้นหรือ?" เถ้าแก่หูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิง
เหวินซิงอี้ไม่ได้ตอบรับด้วยคำพูด แต่นางค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ดึงห่อผ้าที่ทำจากชายเสื้อเก่าๆ ออกมา การกระทำที่เชื่องช้าแต่มั่นคงนั้นดึงดูดสายตาของทุกคนในร้าน
นางค่อยๆ เปิดรอยพับของผ้าออกทีละชั้น ทันทีที่ผ้าชั้นสุดท้ายถูกเปิดออก กลิ่นอายความเย็นบริสุทธิ์ที่เจือด้วยพลังชีวิตเข้มข้นก็ลอยอวลออกมาปะทะจมูกของเถ้าแก่หู
ชายชราเบิกตากว้างจนแทบถลน ร่างกายสั่นสะท้าน เขารีบก้าวพรวดเดียวเข้ามาประชิดตัวเหวินซิงอี้ ลืมเลือนแม้กระทั่งความรังเกียจต่อเสื้อผ้าที่สกปรกของนาง มือที่เหี่ยวย่นยื่นออกไปหมายจะสัมผัสของสิ่งนั้นด้วยความสั่นเทา
"นะ... นี่มัน!" เสียงของเถ้าแก่หูสั่นพร่าราวกับคนจับไข้ "เห็ดหลินจือหิมะ! แถมยังเป็นของสดที่เพิ่งขุดขึ้นมา พลังปราณฟ้าดินยังอัดแน่นอยู่เต็มเปี่ยม! สวรรค์! ข้าไม่ได้เห็นสมุนไพรวิญญาณที่สมบูรณ์เช่นนี้มาสิบกว่าปีแล้ว!"
เด็กรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้างอ้าปากค้าง เข่าแทบทรุด สตรีขอทานผู้นี้... ขุดพบสมุนไพรวิญญาณในตำนานได้อย่างไร!
เหวินซิงอี้ขยับมือหลบการสัมผัสของชายชราอย่างแนบเนียน นางห่อเห็ดหลินจือหิมะกลับคืนอย่างหวงแหน ริมฝีปากแห้งผากเหยียดยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มของนักเจรจาที่ถือไพ่เหนือกว่าอย่างสมบูรณ์
"ในเมื่อท่านหลงจู๊ตาถึง ข้าก็ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อม..." น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าแฝงความเด็ดขาด "สิ่งนี้ ท่านจะให้ราคาข้าเท่าใด?"
