บท
ตั้งค่า

บทที่ 2: เสียงสะท้อนใต้ผืนหิมะ และเสบียงมื้อแรก

บทที่ 2: เสียงสะท้อนใต้ผืนหิมะ และเสบียงมื้อแรก

บานประตูไม้ผุพังถูกแง้มออก เสียงลมเหมันต์ที่พัดกระหน่ำอยู่เบื้องนอกกรีดร้องราวกับเสียงโหยหวนของภูตผี เหวินซิงอี้กระชับเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่เต็มไปด้วยรอยขาดวิ่นเข้าหากัน แม้มันจะไม่อาจต้านทานความหนาวเย็นที่บาดลึกถึงกระดูกได้ แต่นางก็ไม่มีทางเลือกอื่น

นางหันกลับไปมองก้อนแป้งทั้งสามที่ขดตัวกอดกันอยู่มุมห้องอีกครั้ง แววตาของโยวเทียนซายังคงเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและไม่เชื่อใจ ทว่าความเหนื่อยล้าและความหิวโหยทำให้เด็กชายไม่อาจต้านทานสติที่พร่าเลือนได้นานนัก โยวอี้เฉินหลับตาลงแล้วโดยมีแขนเล็กๆ ของพี่ชายโอบไว้ ส่วนโยวจื่อหลิงนั้นนิ่งสนิท ลมหายใจแผ่วเบาจนน่าใจหาย

‘ข้าต้องรีบแล้ว หากปล่อยไว้เช่นนี้ เด็กคนนั้นคงไม่พ้นคืนนี้แน่’

หญิงสาวก้าวเท้าเปลือยเปล่าที่สวมเพียงรองเท้าฟางเก่าๆ ออกสู่ลานหิมะเบื้องหน้ากระท่อม ทันทีที่ฝ่าเท้าสัมผัสกับความเย็นจัด ความเจ็บปวดก็แล่นริ้วขึ้นมาตามเส้นประสาท ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมอ่อนแอเกินไป ขาดสารอาหารอย่างหนัก และแทบไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะยืนหยัดต้านลมพายุ

เหวินซิงอี้หลับตาลง นางรู้ดีว่าหากใช้กำลังกายเพียงอย่างเดียว นางคงล้มตายอยู่กลางกองหิมะก่อนจะได้หาอาหารกลับมาประทังชีวิตลูกๆ

นางสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด บังคับจังหวะการเต้นของหัวใจให้ช้าลงเพื่อลดการเผาผลาญพลังงานที่ไม่จำเป็น จากนั้นจึงเริ่มเปล่งเสียงฮัมในลำคอด้วยความถี่ต่ำ

"อืมมม..."

นี่คือคลื่นความถี่ 432 เฮิรตซ์ คลื่นแห่งการเชื่อมต่อกับธรรมชาติและผืนโลก (Grounding) ในยุคปัจจุบัน นางใช้คลื่นเสียงนี้เพื่อดึงรั้งสติของผู้ป่วยที่หลงทางในจิตใจ แต่ในยามนี้ นางใช้มันเพื่อเชื่อมต่อร่างกายอันอ่อนแอนี้เข้ากับพลังงานบริสุทธิ์ของผืนแผ่นดินเบื้องล่าง

เสียงฮัมกังวานสั่นสะเทือนจากจุดตันเถียน แผ่ซ่านไปตามเส้นลมปราณที่ตีบตัน แม้จะเจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มแทง แต่มันก็ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ความอบอุ่นสายหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นที่กลางอก ขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกินขั้วหัวใจออกไปได้หลายส่วน

เมื่อร่างกายเริ่มอุ่นขึ้น เหวินซิงอี้จึงลืมตา ท่ามกลางพายุหิมะที่ขาวโพลนจนมองไม่เห็นทิศทาง นางไม่ได้ใช้สายตาในการค้นหา แต่นางใช้ 'ความรู้สึก'

ทุกสรรพสิ่งล้วนมีคลื่นพลังงาน ต้นไม้ที่ดูเหมือนตายซากในฤดูหนาว แท้จริงแล้วกำลังกักเก็บพลังงานชีวิตที่เข้มข้นที่สุดไว้ใต้รากลึก นางเดินฝ่าหิมะที่สูงระดับหน้าแข้ง มุ่งหน้าไปยังชายป่าท้ายหมู่บ้านที่ติดกับตีนเขาอวิ๋นซาน มือที่สั่นเทาและแดงก่ำยื่นออกไปเบื้องหน้า สัมผัสอากาศที่ว่างเปล่าราวกับกำลังควานหาสายน้ำที่มองไม่เห็น

เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนหิมะเกาะพราวบนเส้นผมและขนตา ในที่สุด ฝ่ามือของนางก็สัมผัสได้ถึง 'ชีพจร' ที่เต้นตุบๆ อย่างแผ่วเบาใต้ผืนดินที่เย็นเฉียบ มันเป็นคลื่นพลังงานสีเขียวอมทองที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา

"ตรงนี้..."

เหวินซิงอี้ทรุดตัวลงคุกเข่า นางไม่รอช้า ใช้สองมือเปล่าที่สั่นเทาขุดคุ้ยหิมะและชั้นดินที่แข็งราวกับหิน นิ้วมือของนางถูกน้ำแข็งบาดจนเลือดซิบ ความเจ็บปวดแล่นริ้ว แต่นางกลับไม่หยุดยั้ง ในหัวของนางมีเพียงภาพใบหน้าที่ซีดเผือดของเด็กน้อยทั้งสาม

กึก...

ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับวัตถุบางอย่างที่แข็งแตกรุ่น นางออกแรงขุดกว้างขึ้น ก่อนจะดึงหัวมันเทศป่าขนาดเท่าท่อนแขนออกมาได้สำเร็จ ผิวของมันเป็นสีม่วงเข้ม อัดแน่นไปด้วยแป้งและพลังงานธรรมชาติที่กักเก็บมาตลอดฤดูใบไม้ร่วง ไม่ใช่แค่นั้น เมื่อนางลองขุดลึกลงไปอีกตามเส้นทางของคลื่นพลังงาน นางก็พบกับหัวมันเทศป่าอีกสี่ห้าหัวซ่อนตัวอยู่

รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่ซีดเผือด นางถอดเสื้อคลุมตัวนอกที่ขาดวิ่นออก นำมาห่อมันเทศป่าเหล่านั้นไว้ ก่อนจะกวาดสายตามองหาเศษกิ่งไม้แห้งที่พอจะใช้เป็นฟืนได้ นางเลือกเฉพาะกิ่งไม้ที่ยังมีแกนในแห้งสนิท แม้เปลือกนอกจะเปียกชื้นก็ตาม

เมื่อกลับมาถึงกระท่อม บานประตูถูกเปิดออกพร้อมกับสายลมเย็นที่หอบเอาเกล็ดหิมะเข้ามา โยวเทียนซาที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาคว้าท่อนไม้ผุๆ ไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเห็นสตรีที่เขาเกลียดชังที่สุดเดินเข้ามาพร้อมกับห่อผ้าที่พองโตและหอบฟืนกองใหญ่

เหวินซิงอี้ไม่ได้พูดอะไร นางเดินตรงไปยังเตาไฟดินปั้นที่มุมห้อง จัดการวางกิ่งไม้แห้งลงไป นางหยิบหินเหล็กไฟที่วางทิ้งไว้ข้างเตาขึ้นมา แต่ด้วยมือที่แข็งชาและกิ่งไม้ที่ชื้นเล็กน้อย การจุดไฟจึงเป็นเรื่องยากยิ่ง

นางสูดลมหายใจอีกครั้ง รวบรวมสมาธิ ส่งพลังงานเรกิที่เหลืออยู่น้อยนิดผ่านปลายนิ้วเข้าไปในเนื้อไม้ เพื่อไล่ความชื้นออกไป ก่อนจะกะเทาะหินเหล็กไฟเข้าด้วยกัน

พรึ่บ!

ประกายไฟร่วงหล่นลงบนเศษฟางแห้ง ก่อนจะลุกลามติดกิ่งไม้อย่างรวดเร็วผิดปกติ แสงสว่างและความอบอุ่นสีส้มทองสว่างวาบขึ้นกลางกระท่อมที่มืดมิด ขับไล่ความหนาวเย็นและความหวาดกลัวออกไปในพริบตา

โยวเทียนซา โยวอี้เฉิน และแม้แต่โยวจื่อหลิงที่ปรือตาขึ้นมามอง ต่างพากันตกตะลึง สตรีผู้นี้... จุดไฟได้? ปกตินางมักจะด่าทอพวกเขาและบังคับให้โยวเทียนซาเป็นคนก่อไฟเสมอ หากก่อไม่ติดก็จะถูกทุบตี แต่วันนี้นางกลับทำทุกอย่างด้วยตัวเอง

เหวินซิงอี้นำมันเทศป่าสองหัวฝังลงไปในกองขี้เถ้าใต้กองไฟ ก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบหม้อดินเผาที่บิ่นมุม นำหิมะสะอาดจากด้านนอกมาต้มจนเดือด นางหั่นมันเทศอีกส่วนหนึ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปต้มจนกลายเป็นน้ำแกงมันเทศที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่วทั้งห้อง

กลิ่นหอมหวานของแป้งและพลังงานธรรมชาติที่แฝงอยู่ในมันเทศป่า ทำให้กระเพาะของเด็กน้อยทั้งสามส่งเสียงร้องประท้วงอย่างไม่อาจควบคุม โยวอี้เฉินกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ดวงตาจ้องมองหม้อดินเผาเขม็ง ขณะที่โยวเทียนซายังคงกัดริมฝีปากแน่น พยายามระงับความหิวโหยด้วยทิฐิและความหวาดระแวง

‘นางต้องใส่ยาพิษลงไปแน่ๆ... หรือไม่นางก็จะกินมันคนเดียวแล้วเยาะเย้ยพวกเรา’ โยวเทียนซาคิดในใจ มือเล็กๆ กำหมัดแน่น

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเหนือความคาดหมาย

เหวินซิงอี้ใช้ชามไม้ที่แตกบิ่น ตักน้ำแกงมันเทศที่ต้มจนเปื่อยยุ่ยและส่งกลิ่นหอมฉุยขึ้นมา นางเป่ามันเบาๆ ให้คลายความร้อน ก่อนจะเดินช้าๆ เข้ามาหาเด็กทั้งสาม

โยวเทียนซารีบขยับตัวบังน้องๆ ไว้ แววตาแข็งกร้าวราวกับสัตว์ป่าตัวน้อยที่เตรียมปกป้องอาณาเขต แต่เหวินซิงอี้กลับหยุดฝีเท้า เว้นระยะห่างที่พอดีเพื่อไม่ให้เขารู้สึกถูกคุกคาม

นางวางชามไม้นั้นลงบนพื้นดินตรงหน้าเขา พร้อมกับมันเทศเผาอีกหัวที่แกะเปลือกออกจนเห็นเนื้อสีเหลืองทองควันฉุย

"กินเสีย..." น้ำเสียงของนางอ่อนโยนและแหบพร่า ไร้ซึ่งร่องรอยของการบังคับหรือการด่าทอ "มันยังร้อนอยู่ ค่อยๆ ป้อนน้องของเจ้า ระวังจะลวกปาก"

พูดจบ นางก็หันหลังกลับ เดินไปนั่งทรุดตัวลงที่หน้าเตาไฟ หยิบมันเทศเผาส่วนที่เหลือซึ่งเป็นส่วนหัวและหางที่ไหม้เกรียมและมีเนื้อน้อยที่สุดมาถือไว้ ก่อนจะเริ่มกัดกินเงียบๆ โดยไม่หันกลับมามองพวกเขากดดันอีก

บรรยากาศในกระท่อมตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงฟืนแตกปะทุและเสียงลมพายุเบื้องนอก

โยวเทียนซาจ้องมองชามน้ำแกงที่ส่งควันกรุ่นสลับกับแผ่นหลังผอมบางของมารดาที่กำลังเคี้ยวเศษมันเทศไหม้เกรียม ความคิดในหัวของเด็กชายวัยแปดขวบตีกันจนยุ่งเหยิง นี่คือแผนลวงอะไรอีก? นางต้องการอะไรจากพวกเขากันแน่?

แต่เมื่อเขาได้ยินเสียงครางแผ่วเบาด้วยความหิวโหยของโยวจื่อหลิงที่อยู่ในอ้อมกอดของอี้เฉิน กำแพงความตั้งใจของเขาก็พังทลายลง

เด็กชายเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบชามน้ำแกงขึ้นมา เขาสูดกลิ่นหอมของมัน ก่อนจะกลั้นใจตักน้ำแกงคำเล็กๆ เข้าปากตัวเองเป็นคนแรก เพื่อทดสอบว่ามีพิษหรือไม่

ทันทีที่น้ำแกงอุ่นๆ สัมผัสลิ้น รสชาติหวานล้ำและเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนก็แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ยิ่งไปกว่านั้น คลื่นความอบอุ่นประหลาดสายหนึ่ง (ซึ่งเกิดจากพลังงานเรกิที่เหวินซิงอี้ถ่ายทอดลงไปตอนก่อไฟ) ไหลลงสู่กระเพาะอาหาร กระจายความอบอุ่นไปทั่วร่างกายที่หนาวเหน็บ ขับไล่ความเจ็บปวดจากรอยช้ำและอาการไข้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

ไม่มีพิษ... แถมยังอร่อยที่สุดเท่าที่เขาเคยได้กินมาในชีวิต!

หยาดน้ำตาเม็ดเล็กๆ เอ่อร่วงลงมาจากหางตาของว่าที่ทรราชน้อย เขาไม่รู้ว่ามันคือน้ำตาแห่งความดีใจที่ได้กินอาหาร หรือความสับสนกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของมารดา แต่เขาไม่มีเวลาคิดหาคำตอบ โยวเทียนซารีบหันไปตักน้ำแกงป้อนโยวอี้เฉินและโยวจื่อหลิงอย่างระมัดระวัง

โยวจื่อหลิงที่ดื่มน้ำแกงอุ่นๆ เข้าไป ใบหน้าที่เคยเขียวคล้ำก็เริ่มมีสีเลือดฝาด ลมหายใจกลับมาสม่ำเสมอขึ้น เด็กน้อยเคี้ยวเนื้อมันเทศจนแก้มตุ่ย แววตาฉายความสุขอย่างที่เด็กวัยสี่ขวบควรจะเป็น

ทางด้านเหวินซิงอี้ที่นั่งหันหลังอยู่ แม้นางจะไม่ได้หันไปมอง แต่นางก็ใช้พลังสมาธิสัมผัสถึงคลื่นพลังงานในกระท่อม คลื่นความถี่แห่งความกลัวและความหวาดระแวงที่เคยดำมืดและแหลมคม ค่อยๆ อ่อนลงและถูกแทนที่ด้วยคลื่นความถี่แห่งความอบอุ่นและการผ่อนคลาย

ริมฝีปากของนางคลี่รอยยิ้มบางๆ ออกมา

ก้าวแรกของการกล่อมเกลาดวงใจดวงน้อยๆ สำเร็จไปแล้ว แต่เส้นทางสู่การเป็นมารดาอันดับหนึ่ง และการเปลี่ยนชะตากรรมของเหล่าว่าที่ตัวร้าย... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel