บท
ตั้งค่า

บทที่ 1: ลืมตาตื่นในห้วงเหมันต์ กับความทรงจำสีเลือด

บทที่ 1: ลืมตาตื่นในห้วงเหมันต์ กับความทรงจำสีเลือด

ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะถูกดูดกลืนเข้าสู่วังวนแห่งมิติเวลา ภาพสุดท้ายในความทรงจำของเหวินซิงอี้ยังคงแจ่มชัด สองมือของเธอทาบอยู่เหนือร่างของวิหคตัวน้อยที่ปีกหักและกำลังจะสิ้นใจบนโต๊ะไม้ในห้องบำบัด

เธอหลับตาลง กำหนดจิตรวมศูนย์กลางพลังงานชีวิต หรือที่ศาสตร์โบราณเรียกว่า ‘เรกิ’ (Reiki) ให้ไหลเวียนจากจักรวาล ผ่านกระหม่อม ทะลุลงสู่ฝ่ามือทั้งสองข้าง แสงสีทองสว่างวาบในห้วงคำนึง พร้อมกับเสียงฮัมในลำคอที่กังวานในคลื่นความถี่ 528 เฮิรตซ์... คลื่นเสียงศักดิ์สิทธิ์แห่งการเยียวยาและซ่อมแซมบาดแผลลึกถึงระดับดีเอ็นเอ

เพียงไม่กี่อึดใจ ปีกที่บิดเบี้ยวของวิหคตัวนั้นก็ค่อยๆ ขยับ เปลือกตาที่ปิดสนิทปรือขึ้นพร้อมเสียงร้องเพลงที่สดใส ทว่าในวินาทีที่ปาฏิหาริย์ก่อเกิด ท้องฟ้าเบื้องนอกกลับแปรปรวน ดวงดาวนับพันร่วงหล่น แรงดึงดูดมหาศาลกระชากดวงจิตของเธอให้หลุดลอยออกจากร่างอย่างไม่อาจขัดขืน

...จนกระทั่งความเย็นเยียบแทงทะลุถึงกระดูก ปลุกให้เธอตื่นขึ้นมาในนรกขุมนี้

"โอ๊ย..."

เหวินซิงอี้ครางเสียงแผ่ว ความเจ็บปวดแล่นริ้วจากขมับราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง พร้อมกับภาพความทรงจำของ ‘เจ้าของร่างเดิม’ ที่ไหลทะลักเข้ามาดั่งเขื่อนแตก มันไม่ใช่ความทรงจำที่งดงาม แต่เป็นฝันร้ายสีเลือดที่ทำให้เธอแทบอยากจะอาเจียน

‘เพียะ!!’ เสียงไม้ฟืนแห้งๆ ฟาดลงบนแผ่นหลังเล็กๆ ของเด็กชายตัวผอมโซ โยวเทียนซาวัยแปดขวบกัดริมฝีปากจนเลือดซิบ ไม่ยอมเปล่งเสียงร้องไห้แม้แต่แอะเดียว สองมือเล็กๆ ของเขากำหัวมันเทศย่างที่ขุดหามาได้จากกองหิมะไว้แน่น หวังจะนำไปให้น้องๆ ที่กำลังหิวโซ ทว่าสตรีใบหน้าซูบซีดผู้เป็นมารดากลับกระชากมันไปจากมือของเขา

‘นังมารหัวขน! พวกเจ้ามันตัวซวย! บิดาพวกเจ้าทิ้งข้าไปตายไม่พอ ยังทิ้งภาระไว้ให้ข้าอีก!’ สตรีผู้นั้นกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง เตะร่างของเด็กชายจนกระเด็น ก่อนจะยัดมันเทศอุ่นๆ นั้นเข้าปากตัวเองอย่างตะกละตะกลาม ปล่อยให้เด็กน้อยสามคนกอดกันร้องไห้ด้วยความหิวโหย

ภาพตัดไปอีกเหตุการณ์หนึ่ง ท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ โยวจื่อหลิง เด็กหญิงวัยสี่ขวบที่ร่างกายอ่อนแอจากพิษ ร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะไข้ขึ้นสูง สตรีใจยักษ์ผู้นั้นกลับรำคาญเสียงร้อง นางหิ้วคอเสื้อลูกสาวตัวน้อย โยนออกไปนอกกระท่อมกลางหิมะที่หนาวเหน็บ! หากไม่ใช่เพราะโยวอี้เฉิน ลูกชายคนรองวิ่งไปกอดขานางกราบกรานจนหัวแตก นางก็คงปล่อยให้ลูกสาวแท้ๆ หนาวตายไปแล้ว

"พอ... พอที!"

เหวินซิงอี้สะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลงขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด หัวใจของเธอเต้นรัวแรง ความโกรธเกลียดและความรังเกียจต่อเจ้าของร่างเดิมพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด คนเป็นแม่ที่ไหนถึงทำกับเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองได้ลงคอถึงเพียงนี้!

นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับสมดุลอารมณ์ที่ปั่นป่วน ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ สภาพแวดล้อมตรงหน้ายิ่งตอกย้ำความสมเพช

กระท่อมที่นางนอนอยู่ ไม่ต่างอะไรกับเล้าหมูร้างๆ ผนังดินเหนียวมีรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ ลมเหมันต์ที่พัดมาจากเทือกเขาอวิ๋นซานกรีดร้องลอดร่องไม้เข้ามาบาดผิวหนัง หลังคามุงฟางผุพังเป็นรูโหว่ ปล่อยให้เกล็ดหิมะสีขาวร่วงหล่นลงมากองบนพื้นดินที่ชื้นแฉะ

เมื่อมองไปที่มุมห้อง ไหข้าวสารใบเดียวที่มีอยู่ล้มตะแคงคว่ำ ภายในสว่างโล่งและมีหยากไย่แมงมุมเกาะอยู่ เตาไฟที่ทำจากดินปั้นเย็นเฉียบ ไม่มีแม้แต่เถ้าถ่านอุ่นๆ กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคละคลุ้ง สภาพเช่นนี้ ต่อให้ไม่ถูกเจ้าของร่างเดิมทุบตีตาย เด็กพวกนี้ก็คงหนาวตายหรืออดตายในไม่ช้า

สวบ... สวบ...

เสียงขยับตัวเล็กๆ ดังขึ้นจากมุมที่มืดที่สุดของกระท่อม เหวินซิงอี้หันไปมอง ดวงตาของนางปะทะเข้ากับร่างจ้อยสามร่างที่สั่นเทาอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน

โยวเทียนซา... พี่ชายคนโตยืนขวางอยู่ด้านหน้าสุด ในมือของเขากำท่อนไม้ผุๆ ไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ดวงตาที่ควรจะสดใสตามวัยกลับดำมืด หวาดระแวง และแฝงไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรงเกินเด็ก แขนเสื้อที่ขาดวิ่นเผยให้เห็นรอยแผลเป็นและรอยช้ำจ้ำเลือดทับซ้อนกัน

ด้านหลังเขา โยวอี้เฉินกอดน้องสาวคนเล็ก โยวจื่อหลิง เอาไว้แน่น เด็กน้อยทั้งสองใบหน้าเขียวคล้ำจากความหนาวเย็น ลมหายใจของจื่อหลิงแผ่วเบาจนแทบขาดห้วง

"ท่านแม่..." เสียงของโยวอี้เฉินแหบแห้ง สั่นสะท้าน "ท่าน... ท่านฟื้นแล้ว..."

โยวเทียนซากระชับท่อนไม้ในมือแน่นขึ้น ก้าวออกมาข้างหน้ากึ่งหนึ่ง ราวกับลูกหมาป่าที่พร้อมจะสู้ตายเพื่อปกป้องฝูง "หากท่านจะตี ก็ตีข้าคนเดียว! ปล่อยน้องรองกับน้องสามไป พวกเขากำลังจะป่วยตายอยู่แล้ว!"

คำพูดนั้นราวกับมีดกรีดลงบนหัวใจของเหวินซิงอี้

นี่หรือคือเหล่า 'ก้อนแป้ง' ที่นิยายต้นฉบับบรรยายไว้ว่าเป็นตัวร้ายที่โหดเหี้ยมที่สุดในแผ่นดิน? ในสายตาของนางตอนนี้ พวกเขาก็แค่เด็กน้อยที่ถูกทำร้ายจนแหลกสลาย และพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากนรกที่เรียกว่า 'ครอบครัว' เท่านั้น

เหวินซิงอี้ค่อยๆ พยุงร่างที่ปวดร้าวลุกขึ้นนั่ง ความหิวโหยประท้วงจนกระเพาะบิดเกร็ง แต่นางกัดฟันข่มมันไว้ นางรู้ดีว่าคำพูดคำขอโทษในตอนนี้ ไม่มีทางลบเลือนบาดแผลในใจของเด็กๆ ได้ การกระทำเท่านั้นที่จะพิสูจน์

นางไม่ก้าวเข้าไปหาพวกเขาเพื่อไม่ให้เด็กๆ ตื่นตระหนก แต่เลือกที่จะนั่งนิ่งๆ หลับตาลงช้าๆ

ท่ามกลางลมหนาวที่พัดหวีดหวิว เสียงฮัมต่ำๆ อันเป็นเอกลักษณ์ก็ดังลอดออกมาจากลำคอของนางอีกครั้ง

"อืมมม..."

มันคือการประสานพลังงานเรกิเข้ากับคลื่นความถี่ 396 เฮิรตซ์ คลื่นแห่งการปลดปล่อยความกลัวและความรู้สึกผิด เสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่มันสั่นสะเทือนไปในอากาศ แผ่ซ่านเป็นระลอกคลื่นที่มองไม่เห็น โอบล้อมร่างเล็กๆ ทั้งสามเอาไว้

ชั่วขณะนั้น ลมหนาวในกระท่อมคล้ายจะพัดช้าลง ความตึงเครียดที่เกาะกินหัวใจของโยวเทียนซาค่อยๆ คลายออกโดยที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ ท่อนไม้ในมือสั่นน้อยๆ ก่อนจะลดต่ำลง โยวอี้เฉินหยุดตัวสั่น ส่วนโยวจื่อหลิงที่หายใจรวยรินก็เริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นบนใบหน้าเล็กน้อย

เหวินซิงอี้ลืมตาขึ้น นัยน์ตาสุกใสเปล่งประกายอ่อนโยนในความมืด นางมองตรงไปยังโยวเทียนซา น้ำเสียงของนางแหบพร่าแต่มั่นคงดุจขุนเขา

"แม่จะไม่ตีพวกเจ้าอีก... ไม่มีวัน" นางกล่าวช้าๆ ชัดๆ "เก็บไม้ของเจ้าลงเสียเทียนซา เก็บแรงเอาไว้... แม่จะออกไปหาอาหารมาให้พวกเจ้าประทังชีวิตเอง"

พูดจบ ร่างผอมบางในชุดหยาบๆ ก็ฝืนยันตัวลุกขึ้นยืน ท่ามกลางสายตาตกตะลึงและไม่เชื่อถือของลูกน้อยทั้งสาม บททดสอบแรกของการเป็นมารดาอันดับหนึ่ง ไม่ใช่การสู้รบกับจอมยุทธ์ที่ไหน แต่คือการเอาชนะความหนาวเย็นและความอดอยากในค่ำคืนนี้ให้จงได้!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel