บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 เริ่มต้นชีวิตใหม่

เซี่ยหยางชุนจ้องมองหลินเยี่ยนฟางที่ปล่อยผมยาวหยักศกของตนเองให้ทิ้งตัวลงมาตามธรรมชาติด้วยความรู้สึกประหลาดใจ เขาไม่เคยรู้เลยว่าหลินเยี่ยนฟางในตอนที่ไม่ประโคมแป้งลงบนใบหน้าและไม่ได้ทาลิปสติกสีแดงสดจะดูดีมากถึงขนาดนี้ สายตาที่จับจ้องมาของเซี่ยหยางชุนทำให้หลินเยี่ยนฟางพลันเลิกคิ้วขึ้นแล้วกระแอมออกมา เขาจึงได้รู้ว่าตนเองกำลังจ้องมองเธออย่างไม่วางตาจนแทบจะเป็นการเสียมารยาทแล้ว

“ไปกันเถอะค่ะ” เมื่อเธอพูดเช่นนี้เขาจึงได้เดินนำหน้าเธอออกจากห้องไป คิดไม่ถึงว่าเมื่อเปิดประตูบ้านออกไปจะพบว่าคุณแม่หลินกำลังถือกระติกน้ำร้อนเดินมาที่บ้าน

“อาฟาง แม่ต้มน้ำขิงมาให้ ลูกเอาไปดื่มเถอะ” คุณแม่หลินพูดพลางยื่นกระติกน้ำมาให้ หลินเยี่ยนฟางยื่นมือออกไปรับมาถือเอาไว้พลางพูดกับคุณแม่หลินด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน จนทำให้ทั้งคุณแม่หลินและเซี่ยหยางชุนต่างก็จ้องมองเธอด้วยความประหลาดใจ

“ฉันไม่เป็นอะไรมากแล้ว แม่กลับไปพักเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงฉัน พี่ชุนกำลังจะพาฉันไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้งที่โรงพยาบาลถ้ามีอาการไม่ดีก็จะได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที” คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้คุณแม่หลินรีบยื่นมามืออังที่หน้าผากของเธอในทันที

“ยังไม่มีไข้ แต่ไปหาหมอเอาไว้ก่อนก็ดี” เมื่อพูดจบเธอก็ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วยื่นเงินที่มีเพียงน้อยนิดมาให้เธอ

“ช่วงนี้อากาศหนาวมาก แม่ก็เลยไม่ได้ออกจากบ้านไปขายผักเลยมีเงินติดตัวเพียงเท่านี้ลูกเอาไปเถอะ เผื่อจะใช้เป็นค่ายาและค่ารักษา” เมื่อคุณแม่หลินทำเช่นนี้เซี่ยหยางชุนก็รีบเอ่ยปากปฏิเสธในทันที

“คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วง เยี่ยนฟางคือภรรยาของผม ค่ารักษาของเธอก็คือหน้าที่ของผม ถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่คนร่ำรวยแต่ค่ารักษาพยาบาลของเยี่ยนฟางผมย่อมจะสามารถจ่ายได้แน่” คำพูดของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางหันไปมองเขาแล้วเริ่มวิเคราะห์ชีวิตของหลินเยี่ยนฟางในยามนี้ทันที

หลินเยี่ยนฟางคนนี้ไม่เพียงเป็นคนไม่ดี ฐานะทางบ้านยังยากจนข้นแค้น เงินติดตัวไม่ต้องพูดถึง ในนิยายได้เขียนเอาไว้แล้วว่าทุกครั้งที่มีเงินหลินเยี่ยนฟางก็รีบเอาเงินไปประเคนพ่อหนุ่มหล่อประจำหมู่บ้านอย่างโจวจินหมิงในทันที ดังนั้นไม่ต้องเสาะหาเธอก็รู้แล้วว่าทั้งเนื้อทั้งตัวของเธอในตอนนี้แทบจะไม่มีเงินเหลือติดตัวเลย

“แม่ไม่ต้องกังวลนะ พี่ชุนเป็นสามีของฉันการที่เขาใจดีพาฉันไปหาหมอที่โรงพยาบาลเช่นนี้ทำให้ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจมาก วันหน้าฉันต้องทำดีกับเขาแน่ รับรองว่าเงินทองที่เขาใช้จ่ายกับฉันจะไม่สูญเปล่า”

หลินเยี่ยนฟางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจัง ในใจก็ได้แต่คิดว่าในชีวิตของเธอไม่เคยมีสักครั้งที่จะต้องหวังพึ่งเงินของผู้ชาย พอมาตอนนี้ที่ต้องพึ่งพาเงินของเซี่ยหยางชุนก็ทำให้เธอรู้สึกแปลกใหม่อยู่ไม่น้อย ไม่เพียงเธอที่รู้สึกแปลกใหม่แม้แต่เซี่ยหยางชุนเองก็ยังต้องหันมามองเธออีกครั้งด้วยความประหลาดใจ ส่วนทางด้านคุณแม่หลินนั้นคราวนี้เธอหลั่งน้ำตาแล้วรีบยื่นมือมากอบกุมมือของลูกสาวเอาไว้ในทันที

“อาฟางของแม่ ลูกคิดได้เช่นนี้แม่ก็ดีใจ แม่ก็ได้แต่หวังว่าต่อไปชีวิตคู่ของลูกกับหยางชุนจะสามารถอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี หยางชุนเป็นคนดีมากลูกได้แต่งกับเขาคือโชคดีที่สุดของลูกแล้ว” คำพูดของคุณแม่หลินทำให้หลินเยี่ยนฟางยิ้มออกมา

“แม่วางใจเถอะ ฉันคิดได้แล้ว” เมื่อเธอพูดเช่นนี้คุณแม่หลินก็พูดออกมาอีกหลายประโยคด้วยความดีใจ

“คิดได้ก็ดี ดีแล้วที่คิดได้ รีบไปหาหมอเถิด อากาศหนาวเย็นขนาดนี้หากชักช้าอาจจะทำให้ลูกล้มป่วยได้” เมื่อคุณแม่หลินพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็พยักหน้า แล้วจึงได้หันไปมองเซียงหยางชุนที่ในตอนนี้เดินไปปลดโซ่จักรยานที่จอดทิ้งไว้หน้าบ้านแล้วเข็นจักรยานมาหาเธอ

“อย่าบอกนะว่าจะพาฉันไปหาหมอด้วยจักรยานคันนี้” คำพูดของเธอทำให้เซี่ยหยางชุนเลิกคิ้วขึ้นแล้วถามเธอด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“หรือว่าเธออยากจะเดินไปฉันก็ไม่ขัดนะ” คำพูดของเขาทำให้เธอส่ายหน้าแล้วก็ซ้อนท้ายจักรยานเขาอย่างทุลักทุเล พอเขาขี่จักรยานออกไปได้ครู่หนึ่งเธอก็รีบยื่นแขนไปจับที่เอวของเขาเอาไว้ในทันที

‘ไม่ใช่เพราะว่าฉันอยากจะแต๊ะอั๋งนายหรอกนะ แต่ถนนขรุขระขนาดนี้ถ้าฉันไม่เกาะนายเอาไว้ฉันตกแน่’ หลินเยี่ยนฟางคิดอยู่ในใจส่วนสายตาก็จ้องมองสองข้างทางด้วยความสนใจ ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไร เธอจะได้อยู่ในร่างนี้อีกนานไหม แต่หลินเยี่ยนฟางตั้งใจเอาไว้แล้วว่าตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่เธอก็จะใช้ชีวิตของเธอต่อไปอย่างดี แม้ว่าเธอจะรู้สึกว่าที่นี่แตกต่างจากโลกที่เธอเคยอยู่เป็นอย่างมากก็ตาม

หลินเยี่ยนฟางคิดไม่ถึงเลยว่าโรงพยาบาลจะอยู่ไกลถึงขนาดนี้ กว่าจะถึงโรงพยาบาลเธอที่พึ่งจะตะเกียกตะกายเอาตัวรอดจากการจมน้ำ อีกทั้งยังต้องเผชิญความทรมานจากน้ำและอากาศที่แสนจะหนาวเย็นทำให้เธอรู้สึกได้ว่าความเจ็บป่วยกำลังจะคืบคลานเข้ามาหาเธออีกครั้ง เธอกระชับเสื้อคลุมตัวนอกให้แน่นเข้าไว้แล้วแนบใบหน้าเข้ากับแผ่นหลังอันอบอุ่นของคนตรงหน้าเพื่อลดอาการหนาวสั่นของตนเองในทันที

“เธอทำอะไร” เสียงของคนตรงหน้าทำให้เธอยิ้มออกมาแค่เพียงบางเบา

“ขอโทษนะ แต่ดูเหมือนว่าฉันจะมีไข้แล้ว” หลินเยี่ยนฟางพูดออกมาพลางแนบใบหน้าของเธอเข้ากับแผ่นหลังของเขา

“ถึงตัวเมืองแล้วอดทนอีกนิด ฉันจะพาเธอไปหาหมอ” คำพูดของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางพยักหน้าพลางส่งเสียงขานรับออกมาเบาๆ

“ค่ะ...” เธอหลับตาลงเพื่อระงับอาการวิงเวียนศีรษะ ในตอนนี้แม้ว่าเธออยากจะจ้องมองตัวเมืองแห่งนี้ให้มากสักหน่อย แต่ร่างกายของตนเองไม่ค่อยจะอำนวยเธอจึงได้ปลอบใจตนเองว่า ถ้าเธอจะต้องอยู่ที่นี่จริงๆ รอให้หายป่วยก่อนเธอจะเข้ามาเดินเล่นที่นี่อีกสักกี่ครั้งก็ได้

“ถึงแล้ว” เสียงของเซี่ยหยางชุนทำให้เธอได้สติขึ้นมาจากการหลับใหล เขาลงจากรถจักรยานก่อนแล้วหันมามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล

“เธอลงจากรถไหวไหม” คำถามของเขาทำให้เธอรีบพยักหน้าแล้วค่อยๆ ลงจากรถจักรยานอย่างระมัดระวัง แล้วมองรอบๆ ตัวเธอ โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่อย่างที่เธอคิด เป็นเพียงอาคารชั้นเดียวมีคนเดินเข้าออกมาพอสมควร เซี่ยหยางชุนนำรถจักรยานไปจอดไว้กับจักรยานคันอื่นๆ แล้วก็เดินตรงมาหาเธอ เธอรีบยื่นมือไปเกาะแขนของเขาอย่างถือวิสาสะในทันทีแล้วพูดกับเขาเสียงเบา

“รู้สึกเหมือนจะเดินไม่ค่อยไหวอยู่บ้าง” คำพูดของเธอทำให้เขาทอดถอนใจออกมาแล้วใช้ท่อนแขนอันแข็งแรงอีกข้างประคับประคองเธอเอาไว้แล้วพาเธอเข้าไปด้านใน

“ภรรยาของผมไม่สบายครับ” เขาเอ่ยทันทีเมื่อไปถึงเคาน์เตอร์พยาบาล น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางเงยหน้าขึ้นไปจ้องมองใบหน้าของเขาในทันที แล้วหลังจากนั้นเธอก็ถูกซักประวัติสอบถามอาการอย่างละเอียดแล้วก็เริ่มเข้าสู้ขั้นตอนของการตรวจรักษาของคุณหมอในโรงพยาบาลที่เธอมั่นใจว่าจะต้องมีแค่เพียงไม่กี่คนแน่ๆ

ต่อให้ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในโลกแห่งนิยายที่ซูอิ๋งเคยอ่านให้เธอฟัง แต่ผลสุดท้ายเธอก็ต้องมาลงเอยอยู่บนเตียงคนไข้ของโรงพยาบาลที่นี่อยู่ดี หลินเยี่ยนฟางนอนกะพริบตาด้วยความจนใจแล้วจ้องมองเซี่ยหยางชุนที่ในยามนี้สายตาที่เขาใช้จ้องมองเธอเริ่มมีความอ่อนโยนและเห็นใจขึ้นมาบ้างแล้ว

“คุณพักผ่อนก่อนได้ไหม ผมยังมีงานค้างอยู่ในไร่ขอกลับไปสั่งงานกับคนงานและเก็บของใช้ส่วนตัวบางอย่างมาด้วย แล้วผมจึงจะกลับมาเฝ้าคุณด้วยตนเอง” คำพูดของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางยิ้มออกมาในทันที

“คุณไปเถอะค่ะ จัดการธุระของคุณได้อย่างเต็มที่ได้เลย ไม่ต้องห่วงฉันชินเรื่องการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลแล้ว” คำพูดของเธอทำให้เขาพลันจ้องมองเธอด้วยสายตาจับผิดในทันที

“อย่าได้คิดทำอะไรแผลงๆ เชียวนะ อยู่ที่นี่รักษาตัวให้หายก่อน เรื่องที่คุณกำลังคิดอยู่ค่อยทำตอนคุณหายดีแล้วก็ได้” คำพูดของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางจ้องมองเขาด้วยความงุนงงแล้วถามเขาในทันที

“ฉันกำลังคิดอะไรอยู่หรือ” คำถามพร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่าของหลินเยี่ยนฟางทำให้เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วจึงได้กระแอมออกมาแล้วพูดกับเธอเสียงเบา

“ก็ที่นี่อยู่ในตัวเมือง ผมก็เลยคิดว่าคุณอาจจะอยากไปหาเขา” คำพูดของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางเลิกคิ้วขึ้นแล้วก็พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“วางใจเถิด ฉันคิดได้แล้ว ฉันไม่เอาความป่วยไข้ของตนเองมาล้อเล่นแล้วก็วิ่งแล่นไปหาผู้ชายโดยไม่สนใจสุขภาพและภาพลักษณ์ของตนเองหรอก” คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้เซี่ยหยางชุนนิ่งงันไปแล้วสุดท้ายเขาจึงได้พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ถ้าคุณคิดได้จริงก็เป็นเรื่องดีสำหรับตัวคุณ”

“วางใจเถิด ฉันตั้งใจเอาไว้แล้วว่าต่อไปนี้จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างดี ไม่ทำให้ตนเองต้องย่ำแย่ด้วยการพาตนเองไปอยู่กับคนแย่ๆ อย่างเด็ดขาด” หลินเยี่ยนฟางพูดดอกมาด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น

เธอรู้ดีว่าต่อไปชีวิตของหลินเยี่ยนฟางในนิยายจะเต็มไปด้วยสีสัน แต่เธอไม่คิดจะพาตนเองเข้าไปเป็นหนึ่งในสีสันของนิยายอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าเธอต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกของนิยายสิ่งที่เธอจะสามารถทำได้ก็คือการสร้างเส้นทางเดินใหม่ให้กับตนเอง ไม่ดำเนินรอยตามความทุกข์ยากและการแย่งชิงด้วยความอิจฉาริษยาที่จะต้องเผชิญตามเนื้อหาในนิยายก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเธอ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel