บทที่ 3 โลกในนิยาย
คำถามของหลินเยี่ยนฟางทำให้คนตรงหน้าเงียบงันไปเขาจ้องมองเธออีกครั้งแล้วส่งเสียงถามเธอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“หลินเยี่ยนฟาง นี่เธอจำฉันไม่ได้หรือ ฉันคือสามีที่พึ่งจะแต่งงานกับเธอไงเซี่ยหยางชุน” คำพูดของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางขมวดคิ้วเซี่ยหยางชุนคือชื่อที่เธอรู้สึกคุ้นหูมากยังไม่นับเรื่องที่เขาพูดถึงโจวจินหมิง ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับพระเอกในนิยายเรื่องล่าสุดที่ซูอิ๋งชอบเอามาอ่านให้เธอฟังด้วย อีกทั้งเมื่อฟังจากคำพูดของเซี่ยหยางชุนเธอก็ยิ่งรู้สึกว่าคำพูดของเขาคล้ายคลึงกับคำพูดของสามีของตัวร้ายในนิยายเป็นอย่างยิ่ง แล้วสุดท้ายหลินเยี่ยนฟางจึงได้ถามออกมาเสียงเบา
“ที่นี่คือหมู่บ้านหลี อำเภอต้าชิงใช่ไหม ถ้าจำไม่ผิดนี่คงจะเป็นปี 1978 กระมัง” คำถามของหลินเยี่ยนฟางทำให้คนตรงหน้าชะงักไปอีกครั้งแล้วจึงได้พยักหน้าให้เธอ
“ใช่ ที่นี่คือหมู่บ้านหลี เยี่ยนฟางเธอเป็นอะไรไป ความทรงจำเธอสับสนเช่นนั้นหรือ” คำตอบของคนตรงหน้าทำให้หลินเยี่ยนฟางเม้มปากแน่นแล้วพยักหน้า
“ฉันรู้สึกไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เขาก็ทอดถอนใจออกมาแล้วรีบสวมเสื้อให้ตนเองในทันที แล้วก็คว้าเสื้อผ้าในตู้ติดกันเดินตรงมาหาเธอ
“เปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ... เธอเปลี่ยนเองได้ใช่ไหมถ้าไม่ได้ฉันจะได้ไปตามแม่ของเธอมาให้” เมื่อเขาพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็เงยหน้าขึ้นไปมองเขาอีกครั้ง
“รีบเปลี่ยนเสียสิ ฉันจะได้พาเธอไปหาหมอ” คำพูดของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางเม้มปากแน่นเธอยื่นมือไปรับเสื้อผ้าจากเขา ตอนที่รับเสื้อผ้ามาเธอก็ทอดถอนใจออกมาในทันที
‘ตอนนอนรักษาตัวฉันคงจะฟังซูอิ๋งอ่านนิยายมากจนเกินไป ก็เลยอินจัดจนเก็บเอามาฝันเช่นนี้’ เธอคิดพลางพยายามหยิกตนเองเพื่อปลุกให้ตนเองตื่นแต่น่าเสียดายที่ต่อให้เจ็บอย่างไรเธอก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น
‘ไม่น่าจะฝัน ฉันตายไปแล้วอีกทั้งความรู้สึกที่หนาวเหน็บจนถึงกระดูกเช่นนี้ไม่น่าจะใช่ความฝันแน่ นี่ฉันเข้ามาอยู่ในนิยายที่ซูอิ๋งพึ่งจะอ่านให้ฉันฟังอย่างนั้นหรือ’ หลินเยี่ยนฟางคิดพลางพยายามคลี่เสื้อผ้าออกมาดู เป็นเสื้อผ้าแบบวินเทจที่ออกจะล้าหลังอยู่บ้าง แต่จะให้ทำอย่างไรได้เล่าตอนนี้เธอยังสับสนและยังมึนงงอยู่ไม่อาจจะเรื่องมากได้
“คุณออกไปก่อนได้ไหมคะ ฉันจะเปลี่ยนเสื้อผ้า” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้คนตรงหน้าจึงได้ยอมออกไปแต่โดยดี
ตอนนี้เนื้อตัวของเธอเปียกปอนไปทั้งตัวแถมน้ำก็ยังมีกลิ่นแปลกๆ หลินเยี่ยนฟางจึงค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นแล้วเปิดประตูออกไปหาเขา เพราะเธอมั่นใจว่าในห้องนอนขนาดเล็กแห่งนี้ไม่มีห้องน้ำในตัวอย่างแน่นอน
“ฉันอยากจะล้างตัวสักหน่อย” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เขาก็ชี้ประตูห้องน้ำให้เธอในทันที
“...” สภาพห้องน้ำที่เธอเข้าไปทำให้เธออดนิ่วหน้าไม่ได้ แม้ว่าจะสะอาดแต่ก็เป็นห้องน้ำแบบเก่า มีการแบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจนระหว่างพื้นที่ขับถ่ายและพื้นที่สำหรับอาบน้ำ เธอรีบชำระล้างร่างกายของตนเองอย่างรวดเร็วอากาศอันเหน็บหนาวทำให้เธอไม่กล้าชักช้า เดิมทีเนื้อตัวของเธอก็เปียกโชกมาก่อนอยู่แล้วพอถูกน้ำเย็นๆ เข้าอีกก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนจะรับไม่ไหวอยู่บ้าง
“ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นหรือไงนะ” เธอบ่นพึมพำออกมาเบาๆ พลางหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่อย่างทุลักทุเล
หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้วเธอก็จ้องมองกระจกอีกครั้งภาพที่กระจกสะท้อนออกมาไม่ใช่ใบหน้าของเธอ แต่เป็นใบหน้าของเด็กสาวที่น่าจะมีอายุไม่เกินสิบแปดปี รูปร่างบอบบางอ้อนแอ้น ใบหน้าเรียวยาวรูปไข่ถือว่าเป็นเด็กสาวที่หน้าตาดีมากคนหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ได้แต่งเติมเครื่องสำอางใดๆ ลงไปก็ยังดูดี เธอค่อยๆ แกะเปียสองข้างที่เหนียวเหนอะออก แล้วใช้น้ำในอ่างค่อยๆ สระชำระล้างผมที่ทั้งเหนียวและเปียกโชกของเธอ พอสระผมเสร็จแล้วเธอจึงพยายามซับน้ำออกจากผมให้มากที่สุด
“เธอเป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงเรียกของเซี่ยหยางชุนทำให้หลินเยี่ยนฟางรีบขานรับในทันที
“ไม่ได้เป็นอะไร” เธอพูดพลางเปิดประตูออกทั้งที่ผมยังเปียกอยู่ทำให้เซี่ยหยางชุนที่กำลังจะผลักประตูเข้ามาเสียหลักเข้ามาหาเธอแต่พอใกล้จะชนเธอเขาก็พลันทรงตัวได้พอดี
แม้ว่าจะยังไม่ทันได้ปะทะกับร่างของเธอแต่ร่างกายที่แทบจะแนบชิดกันของเธอกับเขาก็ทำให้เขาแสดงกิริยาที่ทำให้หลินเยี่ยนฟางหัวเราะอยู่ในใจในทันที แม้ว่าเขาจะรีบผละออกราวกับว่ารังเกียจที่จะสัมผัสร่างกายของเธอ แต่ใบหูที่แดงก่ำของเขากลับทำให้หลินเยี่ยนฟางรับรู้ได้ในทันทีว่าเขากำลังเขินอายเธออยู่
“ฉันไม่เป็นไร ก็แค่สระผมเพียงเท่านั้น” คำพูดของเธอทำให้เขานิ่วหน้า เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะต้มน้ำร้อนให้เธอ แต่เพราะก่อนหน้านี้เขาเห็นว่าเธอไม่ค่อยจะชอบทำความสะอาดร่างกายสักเท่าไหร่นักก็เลยไม่คิดจะเสียเวลาต้มน้ำให้เธออีก
“คราวหน้าบอกฉันก่อน ฉันจะได้ต้มน้ำร้อนให้” เมื่อเขาพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็ยิ้มออกมา
“ขอบคุณมาก แต่ฉันอยากไปหาหมอมากกว่าจะได้ตรวจสอบว่าร่างกายของฉันยังสบายดีอยู่ไหม” สาเหตุที่หลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้ก็เพราะตอนนี้สิ่งที่เธอรู้สึกหวาดกลัวมากที่สุดก็คือการเจ็บไข้ได้ป่วย คนที่เคยตายด้วยโรคที่รักษาไม่หายเช่นเธอไม่กล้าไว้วางใจกับอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยแน่ แม้ว่าเธอจะเห็นว่าร่างกายนี้แข็งแรงดีแต่เธอก็ไม่กล้าวางใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบเช็ดผมให้แห้งก่อน แล้วใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่นสักหน่อยเถิด” เมื่อเขาพูดเช่นนี้เธอก็พยักหน้าแล้วเดินเข้าไปในห้องนอนที่เธอพึ่งจะออกมาเมื่อครู่นี้ แล้วเปิดตู้เสื้อผ้าที่เซี่ยหยางชุนพึ่งจะหยิบเสื้อผ้ามาส่งให้เธอ
‘มีเสื้อผ้าเยอะใช้ได้เลย’ หลินเยี่ยนฟางพึมพำออกมา เธอจำหญิงวัยกลางคนที่ชายชราบอกว่าเป็นแม่ของเธอได้ เสื้อผ้าที่ทั้งเก่าและมีรอยปะชุนของคุณแม่หลินทำให้เธอรู้สึกสะท้อนใจ
ในนิยายที่ซูอิ๋งเคยอ่านให้เธอฟังคุณแม่หลินรักหลินเยี่ยนฟางที่เป็นตัวร้ายในนิยายเป็นอย่างมาก ยิ่งตอนหลังพอรู้ว่าไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเธอก็ยิ่งรู้สึกผิด หลินเยี่ยนฟางขอให้เธอทำอะไรเธอก็ยินดีทำให้แม้จะรู้ว่าการกระทำนั้นอาจจะทำร้ายเสิ่นชิงหลีที่เป็นลูกแท้ๆ ของเธอ เธอก็ยังยินดีเพราะคิดว่าหลายปีที่เสิ่นชิงหลีได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านเสิ่นล้วนเป็นการแย่งไปจากชิงหลินเยี่ยนฟาง ดังนั้นเสิ่นชิงหลีจึงต่อสูญเสียบางสิ่งบางอย่างให้แก่หลินเยี่ยนฟางเพื่อเป็นการชดใช้ให้กับช่วงเวลาหลายปีที่หลินเยี่ยนฟางต้องเผชิญกับความยากลำบาก
“จะไปได้หรือยัง” คำถามของเซี่ยหยางชุนทำให้หลินเยี่ยนฟางรีบคว้าเสื้อคลุมตัวหนาออกมาสวมใส่แล้วจึงได้เดินไปหาเขา
