บทที่ 5 โจวจินหมิง
หลินเยี่ยนฟางนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม นับเป็นครั้งแรกที่เธอนอนหลับโดยที่ความเจ็บปวดไม่เข้ามาทำให้เธอตื่น พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็พบว่าเซี่ยหยางชุนกลับมาแล้ว เขากำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอยู่บนโซฟาด้วยสีหน้าผ่อนคลาย หลินเยี่ยนฟางจ้องมองชายหนุ่มบนโซฟาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความพินิจพิจารณาแล้วก็ทอดถอนใจออกมาในทันทีเมื่อพบว่าแท้จริงแล้วสามีของนางร้ายในนิยายเรื่องนี้เป็นคนที่มีหน้าตาดีมากๆ
‘ให้ตายสิ นางร้ายในนิยายเรื่องนี้ดวงตาจะต้องมีปัญหาแน่ๆ คนที่หน้าตาดีถึงขนาดนี้แต่เธอกลับไม่สนใจ ตอนนี้ชักอยากจะเห็นหน้าของโจวจินหมิงเสียแล้วอยากรู้จริงๆ ว่าหน้าตาของเขาจะเป็นแบบไหนกันนะ’ หลินเยี่ยนฟางได้แต่คิดอยู่ในใจแล้วก็รีบส่งยิ้มให้เซี่ยหยางชุนในทันทีเมื่อเห็นว่าเขาเงยหน้าขึ้นมามองเธอ
“ตื่นแล้วหรือ” คำถามของเขาทำให้เธอพยักหน้าในใจก็คิดว่า ‘แล้วนายเห็นฉันนอนหลับอยู่หรือไง’ แม้ว่าในใจจะคิดเช่นนั้นแต่หลินเยี่ยนฟางก็ยังเอ่ยตอบเขาไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ตื่นแล้ว ดีขึ้นมากแล้วด้วย” เธอพูดพลางเงยหน้าขึ้นไปมองน้ำเกลือในขวดที่ใกล้จะหมดขวดแล้ว เขาจึงได้รีบวางหนังสือพิมพ์ในมือลงแล้วเดินออกไปแจ้งพยาบาลด้านนอกในทันที ตอนที่พยาบาลเข้ามาตรวจอาการของเธออีกครั้งเขาก็ยืนจ้องมองเธอด้วยสายตาพินิจพิจารณา
‘เธอเปลี่ยนไป’ นี่คือความในใจของเขาในยามที่จ้องมองเธอ หลินเยี่ยนฟางไม่เพียงไม่โวยวายอย่างที่มักจะทำแถมเธอยังสุภาพและมีมารยาทมากขึ้นอีกด้วย
“ไม่มีไข้แล้ว ไข้ก็ลดลงแล้วถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ อีกวันพรุ่งนี้คุณหมอก็คงจะให้คุณกลับบ้านได้แล้วล่ะค่ะ” พยาบาลพูดพลางถอดเข็มน้ำเกลือออกให้
“ขอบคุณมากค่ะ” หลินเยี่ยนฟางเอ่ยปากขอบคุณพยาบาลอย่างมีมารยาท พยาบาลจึงส่งยิ้มให้เธออีกครั้งก่อนแล้วพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นมิตร
“ถ้าหากรู้สึกไม่สบายตรงไหนก็ให้สามีของคุณออกไปแจ้งฉันได้ตลอดนะคะ” เมื่อพยาบาลพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็เอ่ยขอบคุณพยาบาลอีกครั้งพอพยาบาลออกไปแล้วเซี่ยหยางชุนจึงได้เดินไปนั่งลงที่โซฟาแล้วพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิง
“ทำไมเธอไม่บอกคุณหมอกับคุณพยาบาลไปด้วยล่ะว่าไม่ได้เป็นไข้แค่อย่างเดียว แต่ดูเหมือนว่าความทรงจำของเธอจะขาดหายไปด้วย” คำถามของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางหันไปจ้องมองเขาแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเฉยชา
“ก็แค่ความทรงจำสับสนนิดหน่อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ในเมื่อร่างกายของฉันปกติดีไม่มีอะไรที่ผิดปกติก็ดีแล้ว แค่จำเรื่องบางเรื่องไม่ได้รับรองว่าไม่ได้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของฉันแน่” หลินเยี่ยนฟางพูดพลางเอนตัวลงไปนอนบนเตียงอย่างระมัดระวังอีกครั้งแล้วจึงได้ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ตนเอง
“คุณช่วยปรับเตียงให้ฉันหน่อยได้ไหม ฉันอยากให้ตรงนี้สูงขึ้นมาอีกนิดแต่หาปุ่มไม่เจอ” พอเธอพูดเช่นนี้เซี่ยหยางชุนจึงได้ขยับตัวลุกขึ้นมาช่วยหมุนเตียงเพื่อปรับหัวเตียงให้สูงขึ้น หลินเยี่ยนฟางจ้องมองวิธีการปรับเตียงที่ยังต้องใช้ระบบหมุนด้วยมือแล้วก็ทอดถอนใจออกมา ถึงอย่างไรในยุคนี้ความสะดวกสบายก็ยังเทียบไม่ได้กับความคุ้นชินของเธอแต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นในใจของเธอก็ยังคิดว่ายังดีกว่าหมดลมหายใจไปแล้วตอนนี้ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่ก็ถือว่าดีมากแล้ว
“หิวไหม ฉันเก็บโจ๊กเอาไว้ให้เธอ เธออยากจะกินสักหน่อยไหม” เมื่อเขาถามเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็ส่ายหน้า
“วันนี้ฉันดื่มน้ำในบ่อเข้าไปจนเต็มท้องแล้ว บอกตรงๆ ว่าตอนนี้ฉันคงจะกินอะไรลงไปอีกไม่ได้แล้ว” คำพูดของเธอทำให้เขาทอดถอนใจออกมาแล้วเดินไปนั่งที่โซฟาเช่นเดิม
“ถ้าอย่างนั้นก็นอนพักผ่อนต่อเถอะ วันพรุ่งนี้จะได้ดีขึ้น” เมื่อเขาพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็พยักหน้าแล้วหลับตาลง ถึงอย่างไรการนอนโรงพยาบาลในครั้งนี้สิ่งที่แตกต่างจากความคุ้นชินของเธอก็คือเธอยังมีความหวังว่าวันพรุ่งนี้เธอจะหายและจะได้ออกจากโรงพยาบาล แต่การนอนโรงพยาบาลในความคุ้นชินของเธอก็คือเธอแค่เพียงนอนรอความตายที่กำลังคืบคลานมาหาเธอเพียงเท่านั้น
เช้าวันรุ่งขึ้นอาการของหลินเยี่ยนฟางก็ดีขึ้นมาก ตอนที่คุณหมอให้กลับบ้านสร้างความยินดีให้เธอเป็นอย่างยิ่งในชีวิตก่อนหน้านี้ของเธอ เธอเฝ้ารอที่จะได้ออกจากโรงพยาบาลเช่นนี้มาโดยตลอด แต่กลับไม่เคยได้มีโอกาสเช่นนี้เลยสักครั้ง
“แค่ได้ออกจากโรงพยาบาลจะต้องดีใจมากถึงขนาดนี้เชียวหรือ” เซี่ยหยางชุนพูดขึ้นเมื่อเห็นว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเธอไม่จางหายไปแม้ว่าจะออกจากโรงพยาบาลได้ระยะหนึ่งแล้ว
“ได้กลับบ้านแล้วก็ย่อมจะดีใจเป็นธรรมดา คุณปั่นจักรยานของคุณไปเถิดน่า จะมัวหันมามองฉันทำไมกัน อุ๊ย! ร้านค้าข้างหน้านั่นคุณจอดให้ฉันสักหน่อยได้ไหม ฉันอยากจะเดินดูของสักหน่อย” หลินเยี่ยนฟางพูดพลางตีแผ่นหลังของเขาเบาๆ ท่าทีที่เต็มไปด้วยความสนิทสนมของคนทั้งคู่ทำให้คนข้างทางถึงกับมองตามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อในทันที
“นั่นไม่ใช่ลูกสาวป้าหลินที่ขายผักในหมู่บ้านของพวกเราหรอกหรือ” เสียงของคนที่เดินตามมาทางด้านหลังทำให้โจวจินหมิงพลันเม้มปากแน่นในทันที
“ไม่ใช่ว่าเธอหลงรักพี่จินหมิงของพวกเราจนหัวปักหัวปำหรอกหรือ แล้วผู้ชายที่เธอซ้อนท้ายไปคนนั้นคือใครกัน” คำถามของชายหนุ่มอีกคนทำให้โจวจินหมิงแค่นเสียงตอบออกมา
“นั่นสามีของเธอ” คำตอบของโจวจินหมิงทำให้ชายหนุ่มข้างกายของเขาหัวเราะในทันที
“พี่นี่สุดยอดจริงๆ แม้แต่คนที่มีสามีแล้วก็ยังไม่รอดจากเสน่ห์ของพี่ ถ้าผมจำไม้ผิดก็ลูกสาวป้าหลินคนนี้ไม่ใช่หรือที่ทำให้พี่ได้ใบรับรองความประพฤติจนสามารถเข้ามาทำงานในโรงงานแห่งนี้ได้” เมื่อชายหนุ่มคนนั้นพูดเช่นนี้ชายหนุ่มอีกคนก็คัดค้านในทันที
“หลงเสน่ห์อะไร เมื่อครู่นี้ไม่เห็นท่าทีที่ไม่สนใจคนรอบข้างของคนทั้งคู่หรือ พวกเขาทำราวกับคนรักที่ในสายตาของพวกเขามีแค่เพียงกันและกันเพียงเท่านั้นเลยนะ” เมื่อชายหนุ่มคนนั้นเอ่ยเช่นนี้โจวจินหมิงก็มองคนสองคนข้างหน้าที่กำลังจอดรถจักรยานแล้วเดินตามกันเข้าไปซื้อของในร้านขายของชำ ความรู้สึกไม่อยากจะยอมแพ้ของเขาทำให้เขารีบสาวเท้าก้าวเข้าไปที่ร้านขายของชำแห่งนั้นในทันที
“เยี่ยนฟาง” เขาส่งเสียงเรียกในทันทีเมื่อเดินเข้าไปในร้านแล้วได้พบกับหลินเยี่ยนฟาง แต่แล้วเธอก็ทำให้เขารู้สึกเสียหน้าและรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาในทันทีเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาถามเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่า
“คุณคือใครหรือคะ” คำถามของเธอทำให้เขาได้แต่คิดเข้าข้างตนเองในใจว่าเธอน่าจะกำลังโกรธเขาอยู่ การที่เขาเข้าเมืองมาโดยไม่พาเธอมาด้วยอย่างที่เคยสัญญากันเอาไว้ก็เลยแกล้งทำเป็นไม่รู้จักเขาเช่นนี้
