ตอนที่ 6 พริกป่า
ตอนที่ 6 พริกป่า
เมื่อหลุดพ้นจากแนวป่าไผ่ นางก็เห็นหวังต้าซานยังคงนั่งอยู่ตรงกองฟืนตามที่นางคาดไว้ ร่างสูงใหญ่ของเขาหันหลังให้นาง แต่เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่วิ่งเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต เขาก็หันกลับมามองอย่างรวดเร็ว
หลี่เจียวซินชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เมื่อเห็นเขามองมาที่นางอย่างแปลกใจ
“ว่าไง? เปลี่ยนใจแล้วรึ?” หวังต้าซานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน มุมปากของเขายกยิ้มเล็กน้อยอย่างที่นางเกลียดที่สุด
หลี่เจียวซินหอบหายใจอย่างหนักจนตัวโยน เหงื่อซึมตามไรผม นางยกมือขึ้นกุมหัวใจที่เต้นโครมครามเพราะความดีใจ
“ไม่!” นางตอบเสียงดังอย่างหนักแน่น แม้จะเหนื่อยจนแทบทรุด “ข้าไม่ได้เปลี่ยนใจ ข้าแค่…ข้าแค่มาเอาเครื่องมือ”
หวังต้าซานเลิกคิ้วมองนางอย่างไม่เชื่อถือ
“เครื่องมือ?”
“ใช่!” หลี่เจียวซินรีบเดินตรงเข้าไปในกระท่อมโดยไม่สนใจสายตาของเขาอีกต่อไป
นางกวาดสายตาไปทั่วกระท่อมที่แสนจะขัดสน มองหาของที่พอจะใช้ขุดได้ และสายตาของนางก็ไปหยุดอยู่ที่มุมห้องที่มีเครื่องมือล่าสัตว์และจอบอันเล็กวางกองอยู่
หลี่เจียวซินคว้าตะกร้าสานและจอบมาถือไว้ในมืออย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับหวังต้าซานที่ยืนมองอยู่หน้ากระท่อม
หวังต้าซานมองจอบมือในมือของนาง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงกึ่งเย้ยหยันกึ่งประหลาดใจ
“เจ้าจะขุดดินมาต้มให้ข้ากินรึ?”
หลี่เจียวซินไม่เสียเวลาตอบโต้ นางเดินผ่านเขาไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ข้าจะกลับมา! ท่านเตรียมตัวอึ้งกับฝีมือการทำอาหารของข้าได้เลย!”
พูดจบนางก็วิ่งกลับเข้าไปในป่าไผ่อย่างรวดเร็ว ทิ้งให้หวังต้าซานยืนนิ่งอยู่หน้ากระท่อม
หวังต้าซานมองตามแผ่นหลังที่หายลับไปในป่าไผ่อย่างเงียบงัน รอยยิ้มที่เคยปรากฏเมื่อครู่จางหายไปแทนที่ด้วยสีหน้าที่ยากจะคาดเดา
เขาเดินกลับไปนั่งที่กองฟืน แต่ในใจกลับเริ่มมีความสงสัยในตัวภรรยาที่เขาซื้อมาคนนี้ว่า นางมีสติครบดีหรือไม่?
‘หน่อไม้? หน้าแล้งแบบนี้จะมีหน่อไม้ได้ยังไง นางช่างเพ้อเจ้อ’
แม้จะคิดอย่างนั้น แต่สายตาของเขาก็อดมองไปยังทิศทางที่นางวิ่งเข้าไปในป่าไผ่ไม่ได้
หลี่เจียวซินวิ่งกลับมาถึงกอไผ่ที่นางค้นพบอย่างรวดเร็ว คราวนี้มีเครื่องมือพร้อมมือแล้ว
นางวางตะกร้าลงข้าง ๆ แล้วใช้จอบขุดดินรอบ ๆ บริเวณที่มีรอยแตกและบริเวณอื่น ๆ ที่ดูมีแวว
จอบแข็งแรงกว่ากิ่งไม้ช่วยให้นางทำงานได้ง่ายขึ้นอย่างมาก ดินที่แห้งแข็งถูกแซะออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นขุมทรัพย์ทองคำของนางที่ซ่อนอยู่
หน่อที่สอง! หน่อที่สอง! หน่อที่ห้า!
นางขุดต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ พลังใจที่มาพร้อมกับความหิวและความต้องการไถ่ชีวิตกระต่ายน้อย ทำให้นางลืมความเหนื่อยล้าไปจนหมดสิ้น นางขุดหน่อไม้ได้ทั้งหมด สิบสองหน่อ หน่ออวบ ๆ ดูขาวสะอาดตา ก่อนที่หน่อไม้ที่งอกใกล้ ๆ กอไผ่จะหมดลง
หลี่เจียวซินรู้สึกว่าในตะกร้าของนางเริ่มหนักอึ้ง แต่หน่อไม้เพียงอย่างเดียวมันยังไม่พอ! จะทำอาหารเลิศรสได้อย่างไรถ้ามีแต่วัตถุดิบเพียงอย่างเดียว?
‘ต้องมีรสชาติเผ็ดเพื่อเปิดต่อมรับรสและต้องมีกลิ่นหอม’
นางรีบกวาดสายตาไปรอบ ๆ อีกครั้งอย่างละเอียด
นางมองหาเห็ดตอไผ่อีกครั้ง แต่ก็ยังไม่พบ ในป่าไผ่แห้งขนาดนี้ เห็ดไม่น่าจะขึ้นได้ง่าย ๆ
นางก้มลงมองพื้นอย่างสิ้นหวัง เมื่อนางเงยหน้าขึ้น สายตาของนางก็พลันไปสะดุดกับพุ่มไม้ที่มีเม็ดจิ๋ว ๆ สีแดง คล้ายพริกป่า เม็ดเล็ก ๆ นั้นดูไม่น่ากิน แต่สัญชาตญาณของนางบอกว่ามันต้องมีรสชาติจัดจ้านแน่ๆ
นางเด็ดเม็ดสีแดงนั้นมาหนึ่งเม็ด แล้วลองเอาปลายเล็บขูดเบา ๆ ก่อนจะแตะที่ปลายลิ้น
“ฮึ่ก! เผ็ด!”
ความเผ็ดร้อนแล่นเข้าปากทันที นางรู้ทันทีว่านี่คือ เครื่องเทศชั้นดี นางรีบเก็บเม็ดสีแดงนั้นมาอีกหนึ่งกำมือเล็ก ๆ ใส่ลงในตะกร้า
หลี่เจียวซินรู้สึกได้ถึงความเผ็ดร้อนที่ยังคงค้างอยู่ในปาก แต่รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้า นางเดินลึกเข้าไปในป่าไผ่อีกเล็กน้อย กวาดสายตาหาทุกสิ่งที่พอจะนำมาปรุงอาหารได้ แม้ว่าป่าจะดูแห้งแล้ง แต่ด้วยการสังเกตอย่างละเอียดตามความรู้จากสารคดีการเอาชีวิตรอดในป่าที่เคยดูมา ทำให้นางรู้ว่าแม้ในความแห้งแล้งก็ยังคงมีสิ่งมีชีวิตซ่อนอยู่
เท้าของนางก้าวผ่านพุ่มไม้แห้ง ๆ ก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่อยู่ใต้รากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นดิน มันเป็นเหมือนรังนกขนาดไม่ใหญ่ถูกปกคลุมด้วยใบไม้แห้งและกิ่งไม้ผุ ๆ
หลี่เจียวซินค่อย ๆ คุกเข่าลง เปิดใบไม้แห้งออกอย่างเบามือ แล้วสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้นางถึงกับเบิกตากว้างด้วยความดีใจ
“ไข่ไก่ป่า!” นางพึมพำอย่างตื่นเต้น
ในรังนั้นมีไข่ขนาดเล็กกว่าไข่ไก่ทั่วไป สีขาวนวลมีจุดสีน้ำตาลประปรายวางเรียงอยู่ถึงหกฟอง ไข่เหล่านี้น่าจะเป็นไข่ที่ไก่ป่ามาวางทิ้งไว้ และนางไม่แน่ใจว่าข้างในมีลูกไก่หรือยัง แต่มันคืออาหารที่ดีที่สุดในตอนนี้ของนาง
นางค่อย ๆ เก็บไข่เหล่านั้นใส่ลงในตะกร้าสานอย่างระมัดระวังเพราะกลัวว่ามันจะแตกคามือ "หน่อไม้กับไข่…เริ่มเข้าเค้าแล้ว!"
หลังจากได้ไข่แล้ว นางรู้สึกเหมือนมีพลังเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า นางต้องหาเครื่องเทศเพิ่มอีกสักหน่อย
นางเดินเลียบไปตามแนวลำธารเล็ก ๆ ที่หวังต้าซานเคยพานางมาอาบน้ำ บริเวณริมลำธารมักจะมีความชื้นสูงกว่าที่อื่น และความชื้นคือแหล่งกำเนิดของพืชพันธุ์ที่ต้องการน้ำ
ไม่นาน นางก็สังเกตเห็นพุ่มไม้เตี้ย ๆ พุ่มหนึ่ง ที่มีผลกลมรีสีดำห้อยอยู่เป็นพวง ผลมีขนาดประมาณปลายนิ้วก้อย และมีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว
"นี่มัน… กระวานดำ!"
ในฐานะคนที่ชื่นชอบอาหารจีนและอาหารไทยโบราณเป็นชีวิตจิตใจ หลี่เจียวซินรู้จักเครื่องเทศชนิดนี้เป็นอย่างดี มันคือวัตถุดิบหลักที่ให้ความหอมและรสชาติคล้ายกลิ่นควันเล็กน้อยในเมนูเครื่องแกงหรือเมนูตุ๋น นางรีบเด็ดผลกระวานดำใส่ตะกร้าประมาณสิบกว่าผล
หลี่เจียวซินยิ้มอย่างพึงพอใจ นางไม่รอช้า รีบสะพายตะกร้าเดินกลับไปยังกระท่อมอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่เท้าจะพาไป
