บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 หมาป่าจะผิวปากได้ยังไง

ตอนที่ 4 หมาป่าจะผิวปากได้ยังไง

หลี่เจียวซินนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ พยายามปรับสายตาให้ชินกับความมืด แต่ก็ทำได้ยาก เสียงหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ ทำให้นางรู้ว่าเขาหลับไปแล้ว ในใจของนางมีความคิดที่จะหนีผุดขึ้นมาอีกครั้ง แต่เพียงแค่คิด นางก็รู้สึกถึงความกลัวที่เกาะกุมหัวใจไว้

‘หนีไปกลางดึกแบบนี้ มันอันตรายเกินไป’ นางคิดอย่างหงุดหงิด นางตัดสินใจแล้วว่าวันนี้ต้องอดทนไปก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยหาทางใหม่

ทันใดนั้นเอง…

ฟิ้ววววว… ฟิ้วววววว…

เสียงผิวปากแผ่วเบาแต่กังวานดังลอดเข้ามาจากด้านนอก มันเป็นทำนองที่แปลกประหลาด ไม่ใช่เพลง แต่เป็นเพียงเสียงสูงต่ำที่ฟังดูเหมือนรหัสลับบางอย่าง

หวังต้าซานที่เพิ่งล้มตัวลงนอน ลุกขึ้นพรวดพราดทันที

“นั่นเสียงอะไร?” หลี่เจียวซินกระซิบถามด้วยความหวาดกลัว นางสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างใหญ่ที่อยู่ข้างๆ

หวังต้าซานไม่ตอบ เขานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองไปที่ประตูไม้เก่าๆ อย่างเคร่งเครียด ราวกับกำลังใช้หูฟังเสียงรอบข้างอย่างละเอียด

ฟิ้ววววว… ฟิ้วววววว… เสียงผิวปากดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าเดิมเล็กน้อย

“เจ้าอยู่ข้างในนี้ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด” หวังต้าซานพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและดุดันที่สุดเท่าที่หลี่เจียวซินเคยได้ยิน “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามเจ้าเปิดประตู และห้ามส่งเสียง”

“เกิดอะไรขึ้น? ใครอยู่ข้างนอก?” หลี่เจียวซินรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้ไม่ปกติแน่ๆ

“ตอนกลางคืนที่นี่หมาป่ามันชุม” หวังต้าซานตอบเสียงต่ำ ก่อนจะลุกจากเตียง เขาก้าวเท้าอย่างเงียบเชียบไปที่มุมห้อง ที่มีกองไม้ฟืนวางอยู่

‘หมาป่าเหรอ? หมาป่าจะผิวปากได้ยังไงกัน!’ หลี่เจียวซินคิดในใจรู้สึกว่าหวังต้าซานกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง

หวังต้าซานก้มลงหยิบมีดล่าสัตว์เล่มยาวที่ซ่อนอยู่ใต้กองฟืน เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแตกของฝาผนังกระท่อมก็ส่องกระทบใบหน้าของเขา ทำให้หลี่เจียวซินมองเห็นแววตาของเขาได้อย่างชัดเจน

“ถ้าข้ายังไม่กลับมา เจ้าต้องอยู่แต่ในกระท่อมจนกว่าข้าจะกลับ” หวังต้าซานย้ำคำสั่งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินออกจากกระท่อมไป

หลี่เจียวซินถูกทิ้งให้อยู่ในความมืดสนิทเพียงลำพัง นางนอนตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียงไม้หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองศึกในอก แสงจันทร์ที่ส่องผ่านช่องไม้เล็กๆ ด้านบนทำให้เห็นความมืดทะมึนด้านนอกได้รางๆ

นางยกผ้าห่มหนาขึ้นมาคลุมโปงจนถึงปลายคาง พยายามกลั้นหายใจเพื่อฟังเสียงภายนอก แต่สิ่งที่นางได้ยินมีเพียงเสียงแมลงยามค่ำคืนและเสียงลมพัดผ่านใบไม้ ไม่มีเสียงของหมาป่า

‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?...หรือว่าเขาจะออกไปเจอพวกโจร?’ ความคิดต่างๆ นานาแล่นเข้ามาในหัวของนาง

หลี่เจียวซินรู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้เป็นแค่คนป่าที่อาศัยอยู่โดดเดี่ยวกลางป่าอย่างที่นางเข้าใจ เขาดูเหมือนมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่

แกร๊ก!

เสียงไม้หักดังมาจากด้านนอกกระท่อม หลี่เจียวซินสะดุ้งสุดตัว นางกลั้นหายใจแล้วค่อยๆ เลื่อนตัวลงจากเตียงอย่างช้าๆ นางเดินเขย่งปลายเท้าไปที่ประตู ประตูทำจากไม้เนื้อหยาบ มีช่องว่างเล็กๆ ระหว่างบานประตู นางพยายามเพ่งมองผ่านช่องนั้น แต่ก็เห็นเพียงความมืดมิดของป่า

ครืดดดดด…

เสียงคล้ายของหนักถูกลากไปบนพื้นดินดังใกล้เข้ามา หลี่เจียวซินแทบจะร้องออกมา นางรีบถอยหลังกลับมาซ่อนตัวอยู่หลังโต๊ะไม้ที่ขาโยกเยก หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก

“ซวยแล้ว!” นางสบถเบาๆ นางตัดสินใจแล้วว่าการอยู่ข้างใน ถึงจะน่ากลัว แต่ก็น่าจะปลอดภัยกว่าการออกไปเผชิญหน้ากับอันตรายที่ไม่รู้ว่าคืออะไร

นางกลับไปนั่งคุดคู้บนเตียงไม้ ห่อหุ้มตัวเองด้วยผ้าห่มหนา พยายามรวบรวมสติทั้งหมดที่มี นางหลับตาลงแล้วท่องบทสวดมนต์ซ้ำๆ อยู่ในใจ

เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดก็ไม่รู้ ความเงียบสงบกลับมาอีกครั้ง

เช้าวันต่อมา เมื่อแสงอรุณรุ่งสาดส่องผ่านช่องประตูและหน้าต่างเล็กๆ เข้ามาในกระท่อม หลี่เจียวซินก็รู้สึกโล่งใจอย่างที่สุด นางค่อยๆ คลายผ้าห่มออกจากใบหน้า ดวงตาของนางบวมช้ำจากการไม่ได้นอนมาทั้งคืนก็ถูกแทนที่ด้วยความโล่งอก

นางลุกขึ้นจากเตียงอย่างระมัดระวัง แล้วเดินไปที่ประตูเพื่อจะเปิดออกไปดูข้างนอก

ครืดดดดด…

เมื่อประตูเปิดออก หวังต้าซานก็ก้าวเข้ามาในกระท่อมทันที ร่างสูงใหญ่ของเขาเต็มไปด้วยคราบดินและใบไม้แห้ง เสื้อผ้าเนื้อหยาบที่สวมใส่มีรอยขาดเล็กน้อยที่แขนข้างหนึ่ง แววตาของเขาดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ในมือของเขาไม่ได้ถือมีด แต่ถือกระต่ายป่าอีกตัวที่เพิ่งถูกล่ามา

“เจ้ายังไม่ตาย” หวังต้าซานพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่หลี่เจียวซินรู้สึกได้ถึงความประหลาดใจเล็กน้อยในน้ำเสียงนั้น

“แน่นอนว่าข้าไม่โง่พอที่จะหนีออกไปข้างนอกกลางดึกหรอก” หลี่เจียวซินตอบกลับอย่างกระฟัดกระเฟียด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมองสำรวจรอยขาดบนเสื้อของเขา “ท่าน…ไปทำอะไรมา?”

หวังต้าซานไม่ตอบคำถาม ใบหน้าภายใต้หนวดเคราของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เขาหิวกระต่ายเดินออกมาข้างนอก

“เดี๋ยว! ท่านจะเอากระต่ายไปไหน” หลี่เจียวซินรีบก้าวเท้าตามหวังต้าซานออกไปนอกกระท่อมอย่างรวดเร็ว นางไม่สนใจอาการปวดตึงที่ศีรษะอีกแล้ว สิ่งที่นางสนใจมีเพียงสัตว์ตัวน้อยที่อยู่ในมือของเขาเท่านั้น

“ก็เอาไปฆ่าถลกหนังย่างสิ! หรือเจ้าจะกินกระต่ายดิบ ๆ ทั้งตัว?” หวังต้าซานเลิกคิ้วมองนางด้วยสายตาแปลกใจ เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงได้ตื่นเต้นกับกระต่ายที่กำลังจะกลายเป็นอาหารเช้า

หลี่เจียวซินส่ายหน้าอย่างแรง จนผมเผ้ายุ่งเหยิง แล้วรีบวิ่งไปยืนขวางหน้าคนร่างสูงไว้ ทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้า

“ไม่ได้!” นางตอบเสียงดังลั่น นางเบิกตากว้างมองไปยังกระต่ายป่าตัวนั้นที่ดิ้นขลุกขลักอยู่ในมือของเขา มันเป็นกระต่ายตัวอ้วนพี มีขนสีน้ำตาลเทา และดวงตากลมโตที่กำลังมองนางด้วยความหวาดกลัว “ท่าน…อย่ากินมันได้ไหม?”

หวังต้าซานจ้องมองใบหน้าของนางด้วยความงุนงง จากที่เคยโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัว ตอนนี้นางกลับแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อกระต่ายป่าตัวหนึ่ง

“เจ้าพูดอะไรของเจ้า?” เขาถามเสียงห้วน

“ข้าบอกว่าอย่ากินมันได้ไหม” หลี่เจียวซินย้ำคำเสียงแข็ง แต่สายตากลับจ้องมองเขาด้วยความอ้อนวอน

หวังต้าซานหัวเราะในลำคอเบาๆ

“เจ้าไม่กินมันแล้วเจ้าจะกินอะไร?” เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย “เจ้าคิดว่าข้าออกไปเดินเล่นในป่าแล้วได้มันมาเหรอ? ข้าต้องใช้เวลาเกือบครึ่งคืนเพื่อจับมันมาได้ แล้วเจ้าจะให้ข้าปล่อยมันไป”

หลี่เจียวซินเม้มปากแน่น นางรู้ว่าการต่อรองเรื่องอาหารในสภาพที่แร้นแค้นแบบนี้เป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล แต่นางไม่สามารถทนเห็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารักถูกฆ่าได้อีกแล้ว นางจึงรีบหาทางโต้แย้ง

“ป่าตั้งกว้างเราก็หาอย่างอื่นกินสิ! ผลไม้ป่า? หัวมัน? หรือเห็ดอะไรก็ได้ ท่านเก่งกาจขนาดนี้ ทำไมต้องเจาะจงกินแต่กระต่ายด้วย!”

คำพูดของนางทำให้หวังต้าซานถึงกับหัวเราะออกมาดังลั่น เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามที่เพิ่งจะสว่าง แล้วส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

“หึ! หน้าแล้งอย่างนี้ เจ้ามีกระต่ายให้กินนับว่าสวรรค์เมตตาเจ้าแล้ว! เจ้าคิดว่าทุกอย่างในป่าจะกินได้หมดอย่างนั้นหรือ? เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้สองวันแล้ว เจ้าเห็นผลไม้หรือพืชผักที่ไหนบ้างนอกจากต้นไผ่ใบหญ้า?”

หลี่เจียวซินชะงัก นางเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตลอดสองวันที่ผ่านมา นางแทบไม่เห็นพืชผักผลไม้ที่น่ากินเลยสักอย่าง สิ่งที่นางเห็นมีแต่ต้นไม้ใหญ่กับป่าไผ่ที่อยู่รอบๆ

“แต่…ข้าก็ไม่ยอมให้ท่านกินมันอยู่ดี!” นางยังคงยืนยันคำเดิมอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตาคมโตจ้องมองหวังต้าซานอย่างท้าทาย

หวังต้าซานเดินเข้ามาใกล้แล้วก้มลงมองนางด้วยสายตาที่คมกริบราวเหยี่ยว เขาจ้องมองนางอยู่นาน ราวกับจะมองทะลุเข้าไปในความคิดของนาง

“หลี่เจียวซิน! เจ้ากำลังทำให้ข้าหงุดหงิด!” เขาพูดเสียงต่ำลอดไรฟัน

“ท่านไม่เข้าใจ!” หลี่เจียวซินร้องบอก “สำหรับข้า…มันเหมือนข้ากำลังจะกินสหายร่วมโลกที่น่ารัก ข้าทำใจไม่ได้จริงๆ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel