บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 10 ผัดเผ็ดนกพิราบ

ตอนที่ 10 ผัดเผ็ดนกพิราบ

เมื่อรู้สึกว่าตัวเองเดินออกมาไกลจากลำธารพอสมควรแล้ว และได้วัตถุดิบมากพอสำหรับอาหารเย็น นางจึงตัดสินใจกลับ แต่ก่อนจะไป นางแวะก้มลงเด็ดหญ้าอ่อนที่มีอยู่ข้างริมน้ำกลับไปให้เจ้ากระต่ายน้อยด้วย

หลี่เจียวซินกลับมาถึงกระท่อมอย่างรวดเร็ว หวังต้าซานยังคงไม่อยู่ นางนำตะกร้าไปวางไว้ข้างกองฟืนอย่างระมัดระวัง แล้วเดินตรงไปที่กรงกระต่าย

"เจ้าอ้วนน้อยของฉัน" หลี่เจียวซินพูดกับกระต่ายน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

กระต่ายตัวน้อยกระโดดเข้ามาใกล้กรงไม้ไผ่อย่างไม่ตื่นกลัว มันใช้จมูกดม ๆ ที่มือของนาง

"ฉันตั้งชื่อให้แกว่า ซือซือนะ จะได้เรียกง่ายๆ" หลี่เจียวซินตั้งชื่อให้มันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้มือลูบหัวกระต่ายเบา ๆ ผ่านช่องไม้ไผ่ แล้วยื่นหญ้าอ่อนที่เก็บมาให้มันกินอย่างเอ็นดู

หลังจากให้หญ้ากระต่ายเสร็จแล้ว หลี่เจียวซินก็นำหอยจูบที่เก็บมาไปแช่ในถังน้ำเก่า ๆ ที่ใช้สำหรับใส่น้ำจากลำธารมาล้างถ้วยชาม ก่อนจะนำเทา ผักกูด ใบยี่หร่า และขิงป่าที่เก็บมาไปวางรวมกันไว้ในครัว

กระท่อมหลังเล็กทำให้หลี่เจียวซินรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง มันแคบ และมีข้าวของที่จำเป็นเพียงไม่กี่อย่าง แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบจัดบ้าน นางจึงเริ่มจัดข้าวของในครัวให้เป็นระเบียบมากขึ้น

เวลาล่วงเลยไปเรื่อย ๆ แสงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงเรื่อย ๆ นางเดินออกมานั่งเล่นกับซือซืออยู่ที่กรงไม้ไผ่ นางเล่าเรื่องชีวิตในชาติก่อน เรื่องราวที่แสนวุ่นวายในยุค 2025 ให้ซือซือฟังอย่างสบายใจ มันเป็นเหมือนการบำบัดจิตใจอย่างหนึ่ง

จนกระทั่งพระอาทิตย์เกือบจะลับขอบฟ้า แสงสีส้มแดงอ่อน ๆ สาดส่องเข้ามาในกระท่อม หลี่เจียวซินจึงตัดสินใจเข้าครัวไปหุงข้าวและทำอาหารมื้อเย็นรอชายหนุ่มกลับมา

นางเดินไปที่ถังไม้และตักข้าวสารออกมาหุง และเตรียมเมนูที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดสำหรับมื้อเย็น เนื่องจากหอยจูบยังคายโคลนไม่หมด จึงไม่สามารถนำมาทำอาหารได้ เมนูที่นางเลือกจึงเป็นแกงจืดผักกูด ยำสาหร่าย และผัดผักกูดน้ำมันหมู

นางใช้ขิงป่าที่เก็บมาทุบให้แตกใส่ลงในหม้อแกงจืดเพื่อเพิ่มความหอม ก่อนจะใส่ผักกูดหั่นเป็นชิ้นพอดีคำลงไป ปรุงรสด้วยเกลือและซีอิ๊วเล็กน้อย

เมนูแรกเสร็จแล้ว นางก็มาทำเมนูที่สองต่อ นางนำพริกป่าที่เหลือจากทำผัดหน่อไม้เมื่อเช้ามาโขลกหยาบ ๆ กับกระวานดำเล็กน้อย แล้วผัดกับน้ำมันหมูจนหอมฉุน ก่อนจะใส่ผักกูดลงไปผัดอย่างรวดเร็ว ปรุงรสด้วยซีอิ๊วและน้ำตาลเล็กน้อยเพื่อความกลมกล่อม

ฉ่าาาาาา... เสียงของผัดผักกระทบกับน้ำมันดังขึ้นอีกครั้ง กลิ่นหอมฉุนของเครื่องเทศและผักป่าลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ กลิ่นหอมนั้นน่าดึงดูดใจมากจนกระทั่งนางเองก็อดไม่ได้ที่จะสูดดมอย่างมีความสุข

เมื่อผัดผักเสร็จแล้ว นางก็เดินไปที่ตะกร้าหยิบสาหร่ายขึ้นมาล้างในน้ำสะอาดอีกครั้งอย่างระมัดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเศษตะกอนหรือแมลงปนรวมอยู่

หลี่เจียวซินครุ่นคิด นางกวาดสายตาไปทั่วห้องครัวที่แสนจะขัดสน นางรู้ว่าที่นี่ไม่มีมะนาวหรือน้ำส้มสายชูอย่างแน่นอน

“แย่แล้วสิ… จะเอาความเปรี้ยวจากที่ไหน?” นางบ่นพึมพำอย่างหงุดหงิด

ทันใดนั้นเอง! สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นสิ่งที่วางอยู่บนชั้นไม้ด้านบนสุด เป็นไหดินเผาขนาดเล็กอีกใบที่ถูกลืม นางเอื้อมมือขึ้นไปหยิบลงมาด้วยความหวัง เมื่อเปิดฝาไหออก กลิ่นเปรี้ยวอ่อนๆ ก็ลอยเข้าจมูก นางใช้ตะเกียบแตะของเหลวสีเหลืองอ่อนใสๆ ในไหแล้วชิม

‘นี่มัน...น้ำส้มหมักจากข้าว!’ นางถึงกับยิ้มกว้างด้วยความดีใจ สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำความสงสัยในใจของนางว่า นายพรานป่าผู้นี้ไม่ธรรมดาแน่ๆ

หลี่เจียวซินไม่รอช้า นางนำสาหร่ายน้ำจืดที่ล้างสะอาดแล้วมาหั่นให้สั้นลงเล็กน้อย จากนั้นก็จัดการโขลกพริกป่าสีแดงเม็ดจิ๋วกับกระเทียม ซึ่งนางเพิ่งค้นพบว่าถูกเก็บไว้ในกระบอกไม้ไผ่ที่ซ่อนอยู่ข้างเตาอย่างเป็นระเบียบ จนเข้ากันดี กลิ่นฉุนของพริกและกระเทียมลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ

นางนำเครื่องปรุงทั้งหมดมาผสมกันในชามไม้ แล้วปรุงรสอย่างพิถีพิถัน ค่อยๆ ชิมและปรับรสชาติจนได้ที่ รสชาติของน้ำยำต้องจัดจ้าน เปรี้ยว หวาน เค็ม และเผ็ดร้อนกำลังดี

เมื่อน้ำยำพร้อมแล้ว นางก็นำสาหร่ายน้ำจืดมาคลุกเคล้าเบาๆ ให้เข้ากันเบาๆ

อาหารมื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ ขณะที่นางกำลังตักแกงจืดใส่ถ้วยดินเผา

ครืดดดดด...

เสียงประตูไม้เก่า ๆ ถูกเปิดออกอย่างเชื่องช้า ร่างสูงใหญ่ของหวังต้าซานก้าวเข้ามาในกระท่อม แสงสุดท้ายยามเย็นสาดส่องจากด้านหลัง ทำให้เงาของเขาดูยาวและน่าเกรงขาม ใบหน้าคมเข้มของเขายังคงเต็มไปด้วยคราบดิน

“กลับมาแล้วหรือท่านพี่?” หลี่เจียวซินถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร

หวังต้าซานไม่ตอบ เขากวาดสายตาคมกริบมองไปยังอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็หันมามองนางด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา

“ข้าว...แล้วก็ผัก? เจ้าคิดจะพาข้าบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์รึยังไง?” หวังต้าซานพูดด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ ตามฉบับของเขา

หลี่เจียวซินรู้สึกเหมือนมีไฟเล็ก ๆ ลุกไหม้ในอก ความโกรธฉายวาบขึ้นในดวงตาคมโตของนาง นางใช้เวลาเกือบทั้งบ่ายในการหาวัตถุดิบและปรุงอาหารมื้อนี้อย่างพิถีพิถันเพื่อเอาใจเขา เขากลับมาพูดจาแบบนี้กับนาง

‘ไอ้คนปากเสีย! เมื่อเช้ายังซดหน่อไม้ผัดไข่แทบจะเลียชามอยู่เลย!”

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น หลี่เจียวซินก็รีบควบคุมสีหน้าของตัวเองเอาไว้อย่างรวดเร็ว นางรู้ว่าการปะทะคารมกับชายร่างยักษ์มีแต่จะทำให้ชีวิตของนางลำบากขึ้น

นางยิ้มกว้างอย่างอดทน “ท่านพี่อย่าเพิ่งตัดสินอะไรจากสายตา ท่านไม่ลองชิมดูก่อนหรือเจ้าคะ?...อาหารที่ข้าทำรับรองว่าท่านจะเจริญอาหารกว่าเมื่อเช้าหลายเท่า”

หวังต้าซานยังคงไม่แสดงอารมณ์ใด เขายื่นห่อผ้าหยาบๆ ให้กับหลี่เจียวซิน

“เอาไป!” หวังต้าซานพูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด “เอาไปทำอะไรก็ได้ที่เจ้าเรียกว่าอาหารเลิศรสมาให้ข้ากิน”

หลี่เจียวซินรับห่อผ้ามาอย่างงุนงง มือของนางสัมผัสได้ถึงความนุ่มของขนสัตว์และความอุ่นของเลือดที่ยังไม่แห้ง เมื่อนางเปิดห่อผ้าออก ดวงตาของนางก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

ในห่อผ้ามีนกพิราบสองตัวที่ถูกยิงที่คออย่างแม่นยำโดยไม่ทำลายเนื้อส่วนอื่น

“นกพิราบ?” หลี่เจียวซินพึมพำอย่างไม่แน่ใจ แม้จะเคยทำอาหารมาแล้วมากมายในโลกก่อน แต่นางก็ไม่เคยทำเมนูนกพิราบมาก่อน แต่กลิ่นหอมของสมุนไพรและเครื่องเทศที่นางเพิ่งเก็บมาเมื่อครู่ก็แล่นเข้ามาในความคิด

‘ผัดเผ็ด! ใช่แล้ว! เนื้อนกพิราบต้องทำผัดเผ็ดเท่านั้นถึงจะอร่อย’

ความกระตือรือร้นในการทำอาหารของหลี่เจียวซินกลับมาอีกครั้ง นางยิ้มอย่างพึงพอใจแล้วมองหน้าเขา ก่อนจะรีบนำนกพิราบทั้งสองตัวไปถอนขนชำแหละ

นางรีบเดินไปที่เตาดินที่ไฟกำลังจะมอด นางหยิบฟืนแห้งที่วางอยู่ข้างเตาเพิ่มเข้าไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มลงเป่าลมเข้าไปในกองถ่านที่ยังคุอยู่

ฟู่~ ฟู่~

เสียงลมหายใจของนางทำให้ถ่านไฟกลับมาแดงก่ำอย่างรวดเร็ว และเปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง นางหยิบหม้อดินเผาใบใหญ่มาเติมน้ำแล้ววางไว้บนเตาอย่างเร่งรีบ น้ำในหม้อเริ่มเดือดอย่างช้า ๆ

ระหว่างที่รอน้ำเดือด หลี่เจียวซินก็หันกลับมาที่นกพิราบทั้งสองตัว นางวางมันลงบนท่อนไม้ที่ใช้เป็นเขียงชั่วคราวอย่างคล่องแคล่ว มือของนางใช้มีดล่าสัตว์ที่คมกริบของหวังต้าซานตัดหัวและเท้าของนกออกอย่างรวดเร็ว

หวังต้าซานมองการกระทำของนางอย่างเงียบงัน สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความรำคาญหรือแปลกใจอีกแล้ว มีแต่ความสนใจที่มองไปยังร่างบางที่กำลังวุ่นวายอยู่หน้าเตา

ในขณะที่รอให้น้ำเดือดเต็มที่ หลี่เจียวซินก็เริ่มเตรียมเครื่องปรุงสำหรับทำผัดเผ็ดนกพิราบ นางหยิบพริกป่ากับเมล็ดกระวานดำมาโขลกรวมกันอย่างรวดเร็ว กลิ่นฉุนและกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยฟุ้งออกมาทันที

ปุดๆ! ปุดๆ!

เสียงน้ำในหม้อดินเผาเริ่มเดือดพล่าน หลี่เจียวซินรีบยกหม้อลงจากเตาอย่างชำนาญ ไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมาทันที นางนำนกพิราบมาจับตรงส่วนขา แล้วจุ่มลงในน้ำร้อนอย่างรวดเร็วทีละตัว

ผิวหนังของนกพิราบเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นเล็กน้อย ขนที่เคยติดแน่นก็เริ่มคลายตัว หลี่เจียวซินรีบนำนกขึ้นมาวางบนแผ่นไม้ที่ใช้รอง แล้วเริ่มถอนขนทันที

ขนอ่อนและขนแข็งถูกดึงออกมาอย่างง่ายดายด้วยความร้อนที่พอเหมาะ เมื่อถอนขนจนหมดแล้ว ผิวหนังของนกพิราบก็ดูสะอาดเกลี้ยงพร้อมสำหรับทำอาหาร

นางนำนกพิราบที่ถอนขนแล้วไปล้างในน้ำสะอาดอีกครั้ง ก่อนจะนำมาวางบนแผ่นไม้ ใช้มีดหั่นเนื้อนกพิราบออกเป็นชิ้นพอดีคำอย่างรวดเร็ว แล้วแยกเครื่องในส่วนที่กินได้ออกมาเตรียมไว้

หวังต้าซานที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ถึงกับต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ การเคลื่อนไหวของนางดูคล่องแคล่วและชำนาญอย่างเหลือเชื่อ เหมือนคนที่เคยทำอาหารและล่าสัตว์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

เมื่อเตรียมวัตถุดิบและเนื้อสัตว์เสร็จเรียบร้อย หลี่เจียวซินก็รีบนำหม้อดินเผาขึ้นตั้งไฟอีกครั้ง นางตักน้ำมันหมูใส่ลงไปเล็กน้อย รอจนน้ำมันร้อนได้ที่ จากนั้นก็ใส่เครื่องพริกแกงที่โขลกกับกระวานดำลงไปผัดอย่างรวดเร็ว

“ซ่าาาาาา!”

กลิ่นหอมของเครื่องเทศ ผสานกับกลิ่นฉุนของพริกป่าและกลิ่นหอมมันของน้ำมันหมูพุ่งออกมาอย่างรุนแรง กลิ่นหอมนั้นแตกต่างจากกลิ่นอาหารที่นางทำเมื่อเช้า มันเป็นกลิ่นที่หนักแน่นและดุดันกว่า

หลี่เจียวซินผัดเครื่องแกงจนหอมฟุ้ง ก่อนจะโยนเนื้อนกพิราบและเครื่องในลงไปผัดอย่างรวดเร็ว นางใช้ตะหลิวไม้คนส่วนผสมให้เข้ากันอย่างคล่องแคล่ว

จากนั้นนางก็ใส่ใบยี่หร่าลงไปในหม้อแล้วผัดอย่างไม่ยั้งมือ ก่อนจะปรุงรสด้วยเกลือ ซีอิ๊ว และตัดรสด้วยน้ำตาลกรวดเล็กน้อย เพื่อให้รสชาติเข้มข้นและกลมกล่อม เนื้อนกพิราบถูกผัดจนสุกและเข้ากับเครื่องแกงอย่างลงตัว สีแดงเข้มของเครื่องแกงตัดกับสีเขียวเข้มของใบยี่หร่า ดูน่ากินจนท้องของหลี่เจียวซินเริ่มร้องประท้วงอีกครั้ง

นางผัดต่อไปอีกเพียงครู่เดียวเพื่อไม่ให้ใบยี่หร่าสุก แล้วจึงตักผัดเผ็ดนกพิราบใส่ถ้วยดินเผาใบใหญ่

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel