ตอนที่ 11 เป็นแค่นายพรานจริงๆ
ตอนที่ 11 เป็นแค่นายพรานจริงๆ
ในที่สุด อาหารมื้อค่ำที่แท้จริงถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะ กลิ่นหอมฉุนของเครื่องเทศที่ผสานกับกลิ่นคาวจาง ๆ ของเนื้อนกพิราบ นั้นทำให้หวังต้าซานที่นั่งรออาหารอยู่ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
หลี่เจียวซินมองหน้าหวังต้าซานด้วยรอยยิ้มอย่างผู้มีชัยชนะ นางไม่พูดอะไรอีก ตักข้าวใส่ชามให้เขาอย่างเรียบร้อย
หวังต้าซานไม่ได้สนใจผัดผักกูดและยำสาหร่ายที่วางอยู่ข้างกันเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของเขาจ้องมองไปที่ผัดเผ็ดนกพิราบเพียงอย่างเดียว
เขาใช้ตะเกียบไม้คีบเนื้อนกพิราบชิ้นหนึ่งขึ้นมา แล้วนำเข้าปากทันที
ทันใดนั้นเอง…
ดวงตาคมกริบของหวังต้าซานก็เบิกกว้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สีหน้าเคร่งขรึมของเขาเปลี่ยนเป็นงุนงงและสับสนอย่างเห็นได้ชัด ความรู้สึกที่เข้าโจมตีลิ้นของเขาคือประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ความร้อนแรงของพริกป่าที่รุนแรงถึงใจ มันคือความเผ็ดที่ปลุกให้ทุกส่วนของร่างกายตื่นตัว รสชาติที่เข้มข้นและกลมกล่อมของซีอิ๊วและน้ำตาลที่เข้ากับรสชาติเนื้อนกพิราบได้อย่างลงตัว กลิ่นหอมเฉพาะตัวของใบยี่หร่าป่าและขิงป่าที่โชยขึ้นมาในลำคอ เป็นกลิ่นที่ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อนกพิราบได้เป็นอย่างดี
หวังต้าซานลืมตัว เขาไม่สนใจกิริยาแล้วรีบคีบเนื้อนกพิราบชิ้นที่สองเข้าปากอีกครั้ง เขาเคี้ยวอย่างรวดเร็วและกระหาย ราวกับว่าอาหารที่อยู่ตรงหน้าจะหายไป
หลี่เจียวซินมองปฏิกิริยาของเขาแล้วก็ยิ้มอยู่ในใจ
“เป็นอย่างไรบ้างท่านพี่?”
“เผ็ด...” หวังต้าซานวางตะเกียบลง แล้วรีบคว้าถ้วยน้ำดื่มที่อยู่ข้าง ๆ ขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด เขาใช้หลังมือเช็ดปากที่เต็มไปด้วยน้ำ ดวงตาของเขามองตรงมาที่นางอย่างเคร่งเครียด แต่ในดวงตานั้นมีความชื่นชมที่ซ่อนอยู่
หลี่เจียวซินหัวเราะออกมาอย่างควบคุมไม่ได้อีกต่อไป
หลังจากดื่มน้ำแล้ว เขาใช้ตะเกียบคีบเนื้อนกพิราบพร้อมกับข้าวสวยเข้าปากเป็นคำที่สาม ความเผ็ดร้อนนั้นไม่ได้ทำให้เขาหยุดกิน แต่มันกลับกระตุ้นความอยากอาหารของเขาให้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
"เจ้า...เจ้าทำได้อย่างไร" หวังต้าซานถามขึ้นในขณะที่เคี้ยวข้าวอยู่ "รสชาติเช่นนี้...ข้าไม่เคยลิ้มลองมาก่อน"
"ข้าก็แค่ทำตามสิ่งที่ข้ารู้เจ้าค่ะ" หลี่เจียวซินตอบอย่างภูมิใจ นางตักข้าวให้ตัวเองแล้วเริ่มกินอาหารของตัวเองบ้าง "ป่านี้ไม่ได้แห้งแล้งอย่างที่ท่านคิดหรอกนะเจ้าคะ เพียงแต่ท่านอาจจะมองข้ามของเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้ไป"
หลี่เจียวซินถือโอกาสนี้ในการสืบสวนเขาอย่างระมัดระวัง
"ท่านพี่" นางพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน
"ทำไมที่กระท่อมของท่านถึงมีเกลือชั้นดี ซีอิ๊ว และน้ำตาลกรวด เช่นนี้...ข้าไม่เข้าใจเลยว่า นายพรานป่าหรือชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเราจะมีของฟุ่มเฟือยเช่นนี้ไว้ในบ้านได้อย่างไร?"
หวังต้าซานชะงักในทันที ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองนางอย่างเย็นชา แววตาที่เขาใช้มองนางในตอนนี้กลับมาเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวงอีกครั้ง
"เจ้าถามมากเกินไปแล้ว" หวังต้าซานหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน แต่ในเสียงหัวเราะนั้นกลับมีความขบขันเจืออยู่
"เจ้าคิดว่าข้าเป็นพวกราชวงศ์หรือขุนนางอย่างนั้นรึ?" เขาถามกลับ
"ไม่ทราบเจ้าค่ะ" หลี่เจียวซินตอบอย่างตรงไปตรงมา
หวังต้าซานเงียบไปอีกครั้ง เขามองนางด้วยสายตาที่ลึกล้ำ และแววตาของเขาก็กลับมาเป็นแววตาที่อ่านยากอีกครั้ง
“ฟังให้ดีหลี่เจียวซิน! ข้าคือหวังต้าซานเป็นแค่นายพรานที่อาศัยการล่าสัตว์เลี้ยงชีพ ข้าไม่ได้มาจากราชวงศ์ ไม่ได้เป็นขุนนาง และไม่ได้เป็นบัณฑิตตกยากที่หนีมาซ่อนตัว”
เขากวาดสายตาไปยังข้าวของเครื่องใช้รอบๆ กระท่อม ตั้งแต่หม้อดินเผาไปจนถึงตะเกียบไม้เก่าๆ
“ส่วนพวกเครื่องปรุง ข้าวสาร และข้าวของเครื่องใช้ที่เจ้าเห็นในกระท่อมทั้งหมด…ข้าก็แค่ใช้หนังเสือแลกมา”
คำตอบของหวังต้าซานทำเอาหลี่เจียวซินถึงกับอ้าปากค้างอีกครั้ง หนังเสือ?
“หนัง…หนังเสือรึ?” นางพึมพำอย่างหวาดกลัว
“ใช่” หวังต้าซานพยักหน้าอย่างไม่แยแส “เจ้าคงลืมไปแล้วว่าข้าคือนายพรานป่า อาศัยอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย หากข้าอยากได้อะไรที่เกินความสามารถของชาวบ้านธรรมดา…ข้าก็ต้องหาสิ่งที่มีค่าในป่าไปแลกกับพวกพ่อค้า”
เขาอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “หนังเสือเพียงผืนเดียวมีค่ามากกว่าทรัพย์สินของชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน แล้วทำไมข้าจะมีของเหล่านี้อยู่ในกระท่อมตัวเองไม่ได้หล่ะ!”
หลี่เจียวซินเริ่มเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น แต่ความสงสัยในตัวของผู้ชายคนนี้ไม่ได้หายไปทั้งหมด มันถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจและความทึ่งในความสามารถของเขา
“แล้วเสื้อผ้าชุดใหม่ของข้าก็…” นางถามอย่างตะกุกตะกัก
“ก็เช่นกัน” หวังต้าซานตอบ “ผ้าฝ้ายเนื้อดีถือว่าเป็นของหายากและมีราคาแพงสำหรับคนในหมู่บ้านนี้ แต่สำหรับพ่อค้าแล้วมันเป็นเรื่องเล็กน้อย ข้าใช้หนังสัตว์หายากอื่น ๆ อย่างหนังจิ้งจอก หนังหมีไปแลกมา มันเป็นสิ่งที่เจ้าควรได้รับ…ในฐานะภรรยาของข้า”
“ข้า…ข้าไม่เคยคิดเลยว่าท่านจะเป็นนายพรานที่เก่งกาจขนาดนี้” หลี่เจียวซินพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้ายังมีคำถามอะไรอีกไหม” หวังต้าซานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ แววตาคมกริบของเขายังคงจับจ้องไปที่ผัดเผ็ดนกพิราบในถ้วยอย่างไม่วางตา “ถ้าไม่มี ข้าจะได้กินข้าวต่อ”
หลี่เจียวซินส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว แม้ในใจจะยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย
“ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ” นางตอบเสียงเบา แล้วคีบยำสาหร่ายสีเขียวเข้มเข้าปากอย่างรวดเร็ว รสชาติเปรี้ยว เผ็ด หวานของสาหร่ายกระทบลิ้นอย่างจัง ทำให้นางต้องหลับตาลงเล็กน้อยเพื่อซึมซับรสชาติที่ถูกปากอย่างที่สุด
หวังต้าซานไม่พูดอะไรอีก เขาก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว ผัดเผ็ดนกพิราบถูกตักเข้าปากอย่างต่อเนื่องสลับกับข้าวสวยร้อนๆ ส่วนยำสาหร่ายและแกงจืดผักกูดก็ถูกกินคู่กันไปอย่างไม่เหลือทิ้ง การกระทำของเขาบอกได้ชัดเจนว่าอาหารมื้อนี้ถูกปากเขามากแค่ไหน แม้เขาจะไม่ยอมเอ่ยคำชมออกมาแม้แต่คำเดียวก็ตาม
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง หลี่เจียวซินมองใบหน้าคมเข้มของเขาที่ก้มลงกินอาหารอย่างตั้งใจ แววตาที่จ้องมองอาหารนั้นบ่งบอกว่าเขากำลังมีความสุขอย่างที่สุด ซึ่งแตกต่างจากบุคลิกเย็นชาและหงุดหงิดที่เขามักแสดงออกมา
'นายพรานที่สามารถล่าเสือได้อย่างสบาย ๆ และมีเครื่องปรุงหายากแทบจะครบครัน...แล้วทำไมเขาถึงไม่สร้างบ้านให้อยู่สบายกว่านี้ล่ะ?’ หลี่เจียวซินคิดในใจ
ถ้าหนังเสือผืนเดียวมีค่ามากขนาดนั้น หวังต้าซานคงไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ในกระท่อมโทรม ๆ กลางป่าแบบนี้ หรือไม่ก็...เขากำลังหนีอะไรบางอย่างอยู่ และการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายในป่าคือวิธีที่ดีที่สุดในการซ่อนตัว
หวังต้าซานวางตะเกียบไม้ลงบนชามข้าวที่ว่างเปล่า เสียงกระทบกันของไม้กับดินเผาเป็นเสียงเดียวที่ทำลายความเงียบในกระท่อม เขาดื่มน้ำจากถ้วยดินเผาจนหมดแล้วถอนหายใจยาวอย่างพึงพอใจ
หลี่เจียวซินรีบเก็บถ้วยชามทั้งหมดนำไปที่ถังไม้ใบเก่าที่วางอยู่นอกกระท่อม แสงสุดท้ายของวันได้หายลับไปแล้ว เหลือเพียงความมืดที่ปกคลุมผืนป่า มีเพียงแสงสลัวๆ จากตะเกียงน้ำมันหยาบๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะในกระท่อม
นางใช้ดินทรายเป็นตัวช่วยในการขัดถูหม้อและถ้วยดินเผาจนสะอาด
‘เขาไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด’ หลี่เจียวซินคิดในใจ ‘เพียงแต่เขาขาดความอ่อนโยนและมีภาระบางอย่างที่ต้องแบกรับ’
เมื่อล้างจานเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางนำหอยจูบที่ยังคงแช่อยู่ในถังน้ำมาเปลี่ยนน้ำสะอาดอีกครั้ง
หวังต้าซานนั่งมองนางเก็บกวาดอย่างเงียบ ๆ แววตาคมกริบของเขายังคงมีความระแวงอยู่เล็กน้อย แต่ใบหน้าของเขาดูผ่อนคลายลงกว่าเมื่อก่อนมาก เมื่อนางทำความสะอาดทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย หวังต้าซานก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงของเขา
“ไปอาบน้ำ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ ตามเคย ก่อนจะเดินไปหยิบผ้าฝ้ายสีน้ำตาลที่ใช้สำหรับเช็ดตัว
“จะให้ข้าไปคนเดียวได้หรือเจ้าคะ?” หลี่เจียวซินถามอย่างไม่แน่ใจ นางยังคงกังวลเกี่ยวกับพวกหมาป่าและเสือที่หวังต้าซานเคยกล่าวถึง
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะไปเฝ้าเจ้า” หวังต้าซานตอบกลับอย่างเรียบง่าย “ข้าทนให้เจ้านอนส่งกลิ่นเหม็นข้าง ๆ ไม่ได้หรอก”
หลี่เจียวซินทำหน้ายู่ใส่เขา แต่ก็ยอมเดินตามเขาออกไปอย่างเงียบ ๆ
