บทที่ 4 ผักกาดขาว
เช้าตรู่วันต่อมาในขณะที่ด้านนอกยังถูกโอบล้อมด้วยม่านหมอกและความสลัวราง แสงอาทิตย์แรกยังคงไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า หลินชิงก็รีบลุกขึ้นจากเตียงไม้ทันที ก่อนจะเดินมายังแปลงผักหลังบ้าน เมื่อมาถึงเธอก็ต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะเมื่อได้มองเห็นภาพเบื้องหน้า ตอนนี้ผักกาดขาวที่เธอลงมือปลูกเอาไว้เมื่อคืนมันเติบโตอย่างรวดเร็ว ใบสีเขียวเข้มห่อตัวกันแน่นขนัด ขอบใบพราวระยับไปด้วยหยดน้ำค้างใสราวกับอัญมณี ดูสวยงามและน่าลิ้มลองเป็นอย่างมาก
ติ๊ด ผักกาดขาวพันธุ์พิเศษพร้อมเก็บเกี่ยว คุณสมบัติ: คงความกรอบหวานได้นาน 7 วันและมีสารอาหารเข้มข้นช่วยฟื้นฟูร่างกาย
หลินชิงร้องว้าวในใจจากนั้นหญิงสาวก็จัดการเก็บเกี่ยวผักกาดขาวเกรดพรีเมียมไปจัดวางเรียงลงในตะกร้าสานใบใหญ่อย่างเบามือ เธอใช้ผ้าฝ้ายเก่าๆ คลุมไว้อย่างมิดชิดเพื่อไม่ให้ผักกาดช้ำ เธอตั้งใจจะมุ่งหน้าไปในตัวเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดมื แหล่งขายสินค้าลับๆ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ เธออยากจะเอาผักของเธอไปขายที่นั่น เมื่อทำอาหารเช้าเอาไว้ให้สองพ่อลูกเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็นำผักมาวางในกระบุงเก่าๆก่อนจะสะพายขึ้นบ่าเตรียมมุ่งหน้าไปยังตลาดมืดทันที
"นั่นเธอจะไปไหนน่ะหลินชิง?"
ยังไม่ทันทีหลินชิงจะได้ก้าวเดินออกมาจากบ้านก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความระแวงของเฉินอี้ดังขึ้นจากทางด้านหลังเข้าเสียก่อน เขาเพิ่งตื่นขึ้นมาล้างหน้าแต่กลับไม่เห็นหลินชิงจึงออกมาตามหา
“นั่นเธอแบกอะไรอยู่?”
เขามองดูกระบุงที่หลินชิงแบกเอาไว้บนบ่าด้วยความสงสัย หลินชิงหันมามองชายหนุ่มแล้วจึงเอ่ยตอบ
"ฉันจะเข้าเมืองไปหาลู่ทางขายของ นายดูแลเสี่ยวเป่าอยู่ที่บ้านนะ เสร็จแล้วฉันจะรีบกลับมา"
เฉินอี้ขมวดคิ้วพลางมองดูหญิงสาวร่างบางที่แบกกระบุงเอาไว้บนบ่าด้วยแววตาที่อ่อนลงหลายส่วน แม้ในใจจะโมโหที่เธอทำตัวไม่ดี แต่ส่วนลึกในใจของเขาก็ยังไม่เคยตัดใจจากหลินชิงได้เลยสักครั้ง
"ให้ฉันไปส่งไหม? ทางมันไกล"
"ไม่เป็นไร นายไปถางหญ้าตรงที่ดินท้ายหมู่บ้านรอฉันเถอะ เชื่อฉันนะ ที่ตรงนั้นจะกลายเป็นบ่อเงินบ่อทองของเราในอีกไม่ช้า"
หลินชิงตบไหล่สามีเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวเดินจากไปทันที ทิ้งให้เฉินอี้ยืนงงงันกับท่าทางกระฉับกระเฉงและแววตาที่ดูเด็ดเดี่ยวผิดหูผิดตาของภรรยา เขาถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เมื่อครู่นี้เขาก็ลืมถามไปเลยว่าในกระบุงนั่นมันมีอะไรอยู่กันแน่ คงไม่ใช่ว่าหลินชิงรับของผิดกฎหมายอะไรมาขายหรอกนะ?
ณ ตลาดมืดในตัวเมืองบรรยากาศตอนนี้เต็มไปด้วยความจอแจวุ่นวาย ผู้คนเข้ามาแลกเปลี่ยนและซื้อสินค้ากันอย่างหนาตา หลินชิงเลือกมุมหนึ่งที่ดูสะอาดตาแล้วเปิดผ้าคลุมตะกร้าออกเพียงครึ่งเดียวจากนั้นก็นำผักกาดขาวมาวางเรียงเอาไว้ ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาเมื่อเห็นผักกาดขาวอวบอ้วนสดใหม่ก็รู้สึกสนใจอย่างยิ่ง!
"แม่หนู! ผักกาดขาวนี่ขายยังไง? หัวใหญ่น่ากินจริงเชียว!"
หญิงวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานในชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีคนหนึ่งเดินเข้ามาเอ่ยถามหลินชิง สายตาจับจ้องมองผักที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าด้วยความสนอกสนใจ
"หัวละสามสิบเฟินค่ะป้า ถ้าเหมาหมดฉันลดให้เหลือหัวละยี่สิบเฟิน"
หลินชิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉานไร้ซึ่งความประหม่า หญิงวัยกลางคนเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย
"โถ่แม่หนู! ผักกาดขาวทั่วไปในสหกรณ์ราคาแค่ไม่กี่เฟินเองนะ นี่มันแพงไปหรือเปล่า?"
"ป้าคะ ดูเนื้อผักกาดนี่สิมันขาวนวลเหมือนหยกอีกทั้งยังกรอบและหวานฉ่ำ เอาไปต้มน้ำซุปจะหวานโดยไม่ต้องพึ่งเนื้อสัตว์เลยนะคะ ยุคนี้จะหาผักคุณภาพระดับนี้และราคาก็ไม่แพงแบบนี้ไม่ได้ง่ายๆแล้วนะคะ"
หลินชิงหยิบผักกาดขึ้นมาให้หญิงวัยกลางคนผู้นั้นดูใกล้ๆ หญิงคนนั้นเมื่อได้เห็นว่าผักกาดเหล่านี้งามมากขนาดไหน เธอจึงตัดสินใจควักเงินซื้อโดยไม่ลังเล
"เอาเถอะ ลองดูสักหน่อยก็ได้ แต่ถ้าไม่อร่อยอย่างที่เธอบอกต่อไปฉันไม่มาอุดหนุนแล้วนะ เอามาสามหัวฉันจะเอาไปทำแกงจืดให้หลานชายที่เพิ่งฟื้นไข้ลองกินดู"
“ได้ค่ะ”
หลินชิงดีใจมากที่สามารถขายผักได้ เมื่อมีลูกค้าคนแรกย่อมต้องมีลูกค้าคนต่อๆไปเข้ามาจับจ่ายซื้อของ เวลาผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงผักกาดขาวทั้งยี่สิบหัวก็ถูกลูกค้าซื้อไปจนหมดเกลี้ยง หลินชิงกำเงินในกระเป๋าเอาไว้แน่น วันนี้เธอได้เงินมาทั้งหมดเก้าหยวน เงินจำนวนนี้มากพอจะใช้หนี้ป้าจางและยังเหลือเงินอีกจำนวนหนึ่งเอาไว้ซื้อเนื้อหมูสามชั้นติดมันกลับไปฝากคนในครอบครัวอีกด้วย
ด้านเฉินอี้นั้นเดิมทีเขาคิดจะตามไปดูหลินชิงว่าเธอไปขายอะไรที่ไหน แต่หญิงสาวกลับเดินเร็วมากทำให้เขาตามเธอไปไม่ทัน ชายหนุ่มจึงกลับมาบ้านและพาเสี่ยวเป่าไปตัดฟืนด้วยกัน หลังจากตัดฟืนได้มากพอแล้วเขาก็เอาฟืนเหล่านั้นไปขายได้เงินมาเพียงไม่กี่เฟินเพื่อประทังชีวิตไปก่อน จากนั้นเฉินอี้ก็พาเสี่ยวเป่าเดินกลับบ้านมาด้วยร่างกายที่เหนื่อยล้า ก่อนหน้านี้เขาแวะไปถางหญ้าตรงที่ดินท้ายหมู่บ้านตามที่หลินชิงกำชับเอาไว้แล้ว เขาไม่เข้าใจเลยว่าหลินชิงจะให้เขาสิ้นเปลืองแรงกายไปเพื่ออะไรเพราะที่ดินตรงนั้นทำการเพาะปลูกไม่ได้มาตั้งนานแล้ว
เขาเร่งฝีเท้าพาเสี่ยวเป่าเดินกลับมาถึงบ้านในเวลาเย็นย่ำ ทันทีที่ผลักประตูเข้าไปในบ้านก็ได้กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารที่ลอยอบอวลไปด้วยเครื่องเทศลอยปะทะจมูกเข้าอย่างจัง!
"พ่อครับ! แม่ทำหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วด้วย ว้าว มีพุทราเชื่อมด้วย!"
เสี่ยวเป่าวิ่งถลาเข้ามาหาพ่อของตนพร้อมกับชูพุทราเชื่อมในมือให้เขาดู แววตาของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความสุขจนน้ำตาแทบคลอ หลินชิงเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมจานหมูสามชั้นสีแดงวาววับน่าทานอีกหนึ่งจาน เมื่อเห็นว่าสองพ่อลูกกลับมาแล้วเธอก็ยิ้มให้พวกเขาทันที
"เฉินอี้ เสี่ยวเป่า กลับมาแล้วเหรอ? รีบไปล้างมือแล้วมากินข้าวกันเถอะ วันนี้ฉันขายของได้เงินมาไม่น้อยเลย นี่คือเงินห้าหยวนเตรียมไว้คืนป้าจางพรุ่งนี้ ส่วนอีกสี่หยวนฉันชั้นเอาไปซื้อของเข้าบ้านหลายอย่างเลย"
เฉินอี้มองใบหน้าของภรรยาด้วยความตะลึงลาน ก่อนจะดึงหลินชิงให้เข้ามาคุยกันในห้อง ส่วนเสี่ยวเป่าตอนนี้เพราะกำลังเพลิดเพลินอยู่กับพุทราเชื่อมจึงไม่ได้เดินตามพวกเขาเข้ามาด้วย
"เธอขายผักอะไรได้เงินมากมายขนาดนี้ภายในวันเดียว หลินชิงตอบมา เธอไปทำอะไรไม่ดีมาอีกแล้วใช่ไหม?"
หลินชิงได้ฟังถึงกับแทบอยากยกเท้าขึ้นมาก่ายหน้าผาก เธอเริ่มเหนื่อยกับความระแวงของเฉินอี้แล้ว
"เฉินอี้นายฟังนะ ฉันไม่ได้ทำอะไรไม่ดี ฉันทำงานสุจริต ผักที่ฉันเอาไปขายก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของฉันทั้งนั้น ตอนนี้ฉันยังบอกอะไรนายมากไม่ได้ นายรออีกสักหน่อยแล้วฉันจะเล่าให้นายฟังทั้งหมด ตกลงไหม?"
เฉินอี้ยังคงไม่เลิกจ้องมองทำเอาหลินชิงเริ่มวางหน้าไม่ถูก ตอนนี้เขาจับไหล่ของเธอทั้งสองข้างเอาไว้เพื่อเค้นถาม ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองใกล้กันมากจนเธอเริ่มหวาดหวั่น หลินชิงรับขยับถอยห่างออกมาจากชายหนุ่มตรงหน้า เฉินอี้ขมวดคิ้วที่เห็นเธอทำตัวห่างเหินกับเขาแบบนี้ เขาและเธอเป็นสามีภรรยากัน เรื่องพรรค์นั้นก็ใช่ว่าไม่เคยทำเสียเมื่อไหร่ เขาถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอ่ย
“ก็ได้ ฉันจะไม่คาดคั้นเธอ แต่ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาอีก ฉันจะไม่สนใจเธอแล้ว”
“เข้าใจแล้วน่า รีบไปกินข้าวกันเถอะ”
หลินชิงรีบเดินกลับมาที่โต๊ะอาหารทันที เฉินอี้เมื่อเห็นเช่นนั้นจึงรีบเดินตามมาด้วย ทว่าในขณะที่ความอบอุ่นกำลังโอบล้อมโต๊ะอาหาร กลับมีเสียงถีบประตูบ้านดังลั่นจนบานประตูแทบหลุด คราวนี้ผู้มาเยือนกลับไม่ใช่หญิงวัยกลางคนปากจัดอย่างป้าจางแต่กลับเป็นชายวัยกลางคนหน้าตาดุร้ายคนหนึ่ง
"ไอ้เฉินอี้! นังหลินชิง! พวกแกออกมาเดี๋ยวนี้!"
ผู้ที่บุกเข้ามาเป็นชายร่างสูงใหญ่อีกทั้งรอบกายเขายังคลุ้งไปด้วยกลิ่นสุรา ในมือของเขาถือไม้หน้าสามยืนจ้องหน้าเฉินอี้อยู่ที่ประตู เขาคือ หลี่กุ่ย เป็นพี่ชายของภรรยาเก่าเฉินอี้ หลี่กุ่ยติดเหล้าและการพนันอย่างรุนแรง หลังจากน้องสาวตายจากไปก็มักจะมาหาเรื่องเฉินอี้อยู่บ่อยครั้ง เพราะหวังจะมาชิงตัวเสี่ยวเป่าไปขายเพื่อใช้หนี้การพนัน!
"นายทำให้น้องสาวฉันต้องตาย แล้วยังจะมากักขังหลานชายฉันให้ต้องมาทนลำบากกับแกอีก วันนี้ฉันจะมารับหลานไปอยู่ด้วย แกส่งตัวเสี่ยวเป่ามาให้ฉันเดี๋ยวนี้!"
บรรยากาศโดยรอบพลันเย็นเหยียบ เฉินอี้รีบคว้าตัวเสี่ยวเป่ามาอุ้มเอาไว้ ในขณะที่หลินชิงก็จ้องมองหลี่กุ่ยด้วยสายตาเย็นชา
ปัญหากับป้าจางคนหน้าเลือดยังไม่ทันเคลียร์ เจ้ากรรมนายเวรคนใหม่ก็โผล่มาเช็คบิลอีกแล้วหรือเนี่ย ทะลุมิติมาทั้งทีทำไมต้องมาเจอแต่เรื่องด้วยเล่า!
