ตอนที่ 9 รู้ทัน
ตอนที่ 9 รู้ทัน
หลังจากเจรจาตกลงเซ็นสัญญาว่าจ้างกันแล้วเรียบร้อย เสิ่นอวี่ถงก็รีบนั่งรถสามล้อรับจ้างกลับมายังเขตที่อยู่อาศัยของมหาเศรษฐี เธอลงรถห่างจากคฤหาสน์พอสมควรเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต จากนั้นก็เดินเท้าเลี่ยงเข้าทางประตูหลังคฤหาสน์ตระกูลโจว ผ่านสวนหย่อมอันร่มรื่น ย่องกลับขึ้นมาบนตึกใหญ่อย่างเงียบเชียบที่สุดโดยไม่มีคนรับใช้คนไหนสังเกตเห็น
หญิงสาวเดินแกมวิ่งขึ้นบันไดวนหลังใหญ่ตรงไปยังห้องนอนหลักของเธอและโจวอี้ฉี ในใจลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่แผนการขั้นแรกผ่านพ้นไปด้วยดี มือเรียวยื่นไปหมุนลูกบิดประตูแล้วผลักเข้าไปทันที
แต่ทว่า... ทันทีที่บานประตูเปิดออก ร่างของเสิ่นอวี่ถงก็ต้องแข็งทื่ออยู่กับที่ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจและคาดไม่ถึง
สามีตัวร้ายของเธอที่หายหัวไปตั้งหลายวัน ตอนนี้เขากำลังนั่งอยู่บนขอบเตียงนอน สายตาคมกริบคู่นั้นตวัดมามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า คิ้วเข้มพาดตรงของเขาขมวดมุ่นเข้าหากัน บ่งบอกว่าเขากำลังอารมณ์ไม่ดี
“หายหัวไปไหนมา?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นยะเยือกเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
เสิ่นอวี่ถงยืดหลังตรง เม้มปากเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ฉันออกไปเดินเล่นซื้อของใช้ส่วนตัวมาค่ะ”
“ซื้อของงั้นเหรอ?” โจวอี้ฉีแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบา ร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้ามาหาเธออย่างช้า ๆ ท่าทางของเขาดูคุกคามราวกำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ห่างจากเธอไม่ถึงสองคืบ จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายราคาแพงผสมกลิ่นบุหรี่จาง ๆ จากตัวเขา
เขาก้มลงมามองหน้าเธอ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอราวกับต้องการจะค้นหาความจริงและจับโกหก
“แล้วไหนล่ะ... ของที่เธอว่า?” โจวอี้ฉีเอ่ยเสียงต่ำ พลางตวัดสายตามองมือของเธอที่ถือกระเป๋าใบ “เสิ่นอวี่ถงอย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน! ถ้าเธอออกไปซื้อของจริง ๆ ทำไมเธอถึงไม่สั่งให้คนใช้ออกไปซื้อให้ หรือทำไมไม่ให้คนขับรถของตระกูลโจวขับรถพาไป? คนรับใช้บอกว่าไม่มีใครเห็นเธอเดินออกไปทางประตูหน้าด้วยซ้ำ!”
เขาเหยียดยิ้มเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังและดูแคลน “คิดจะมาไม้ไหนอีกขู่ฉันอีกล่ะ? หรือว่าการกรีดข้อมือเรียกร้องความสนใจครั้งก่อนมันยังไม่พอ วันนี้เลยแอบหนีออกจากบ้านไปสร้างเรื่องงามหน้า ไปหาผู้ชายที่ไหนมาประชดฉันอีกล่ะ? บอกมาซิ!”
ถิงถิงในร่างเสิ่นอวี่ถงลอบสูดหายใจเข้าลึกระงับความระงับความโกรธ เธอยืดหลังตรง จ้องตอบดวงตาคู่คมนั้นโดยไม่หลบสายตา มุมปากยกยิ้มจาง ๆ อย่างที่โจวอี้ฉีไม่เคยเห็นมาก่อน
“คุณอี้ฉีคะ กรุณาอย่าเอาความคิดสกปรกของคุณมาตัดสินคนอื่นเลยค่ะ ฉันบอกว่าไปเดินเล่นซื้อของใช้ส่วนตัว ก็คือไปซื้อของส่วนตัว ส่วนเรื่องที่ไม่ใช้คนขับรถหรือคนรับใช้ก็เพราะฉันอยากมีเวลาส่วนตัวบ้าง การอยู่ท่ามกลางคนของตระกูลโจวที่คอยจ้องจะจับผิดและรังเกียจฉันทุกลมหายใจเข้าออก มันทำให้ฉันอึดอัด"
คำพูดประชดประชันที่แฝงความเฉยชาและแววตาที่ไม่มีความรักหลงใหลเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ทำให้โจวอี้ฉีชะงักไปวูบหนึ่ง ยิ่งเห็นท่าทางไม่สะทกสะท้านของหญิงสาว โทสะในอกของเขาก็ยิ่งพลุ่งพล่าน ชายหนุ่มแค่นยิ้มหยัน มือหนายื่นไปบีบปลายคางมนของเธออย่างแรง บังคับให้เธอต้องเงยหน้าสบตากับเขาตรง ๆ
“อย่ามาทำเป็นใสซื่อต่อหน้าฉัน สองปีมานี้เธอยังเล่นละครไม่พออีกหรือไง? คิดว่ากิริยาท่าทางเรียบร้อยจอมปลอมที่เธอพยายามแสดงออกมามันจะลบสันดานดิบของเธอได้งั้นเหรอ?”
เสิ่นอวี่ถงขมวดคิ้วด้วยความเจ็บที่ปลายคาง ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจยิ่งกว่าคือคำว่าสันดานดิบที่หลุดออกมาจากปากของเขา ในนิยายบรรยายไว้เพียงว่าโจวอี้ฉีเกลียดเสิ่นอวี่ถงเพราะถูกบังคับแต่งงานกับเธอ แต่แววตารังเกียจอย่างรุนแรงในตอนนี้มันดูเหมือนมีปมความแค้นที่ลึกซึ้งกว่านั้น
“คุณหมายความว่ายังไง?” เธอถามเสียงเรียบ พยายามดึงมือของเขาออกจากคาง แต่มือของเขากลับไม่ขยับแม้แต่น้อย
“หึ! แกล้งความจำเสื่อมงั้นเหรอ?” โจวอี้ฉีกดเสียงต่ำ ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความสมเพช “เธอมันก็แค่ผู้หญิงใจแตกที่ตระกูลเสิ่นจับใส่ตะกร้าล้างน้ำส่งมาแต่งงานกับฉันแทนเสิ่นอวี่เยี่ยน!”
โจวอี้ฉีปล่อยมือจากคางของเธอราวกับสัมผัสโดนสิ่งสกปรก เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าสีเข้มออกจากกระเป๋าเสื้อสูทขึ้นมาเช็ดมืออย่างเชื่องช้า ท่าทางนั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด
เมื่อได้ยินความจริงทั้งหมด เสิ่นอวี่ถงก็ลอบสูดหายใจเข้าลึก ๆ ความรู้สึกสงสารและเวทนาต่อเจ้าของร่างเดิมผุดขึ้นมาในใจอย่างท่วมท้น
‘ที่แท้เรื่องมันก็เป็นแบบนี้เองซินะ’ เธอนึกในใจ
โจวอี้ฉีจ้องมองใบหน้าสวยหวานของภรรยาแต่ง เขาคาดหวังจะเห็นน้ำตาหรือการพยายามแก้ตัวของเธอว่าเรื่องทั้งหมดไม่เป็นความจริง เวลาที่เขาพูดถึงเรื่องนี้ แต่เขาก็ไม่เคยเชื่อและมองว่ามันเป็นเพียงการแสดงละครของเธอ
แต่คราวนี้เสิ่นอวี่ถงกลับทำเพียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แววตากลมโตคู่นั้นไม่มีแววความโศกเศร้าหรือการขอความเห็นใจแม้แต่น้อย มันมีเพียงความนิ่งสงบ
“เธอหัวเราะอะไร เสิ่นอวี่ถง!” โจวอี้ฉีตวาด ลำคอแกร่งขึ้นเส้นเลือดอย่างน่ากลัว ท่าทางสงบนิ่งของเธอ มันทำลายความมั่นใจของเขา
“ฉันสมเพชคุณค่ะ” เสิ่นอวี่ถงเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ เชิดหน้าขึ้นท้าทายสายตาเขา
“เธอว่ายังไงนะ!” ดวงตาคู่คมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง
“ฉันบอกว่าคุณมันน่าสมเพชไงคะ” เธอยิ้มหยัน
“เสิ่นอวี่ถง! เธอมีสิทธิ์อะไรมาพูดคำนี้กับฉัน!” ชายหนุ่มคำรามเสียงต่ำในลำคอ “ผู้หญิงใจแตกและลวงโลกอย่างเธอ มีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าฉันน่าสมเพช!”
เสิ่นอวี่ถงไม่ได้ขยับกายถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว ตรงกันข้ามเธอกลับขยับรอยยิ้มมุมปากให้กว้างขึ้น ดวงตาคู่สวยกวาดมองแผงอกกว้างและใบหน้าหล่อเหลาอย่างไร้ที่ติของเขาด้วยสายตาเย้ยหยัน
“ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์ล่ะคะ?” น้ำเสียงของเธอเนิบนาบ “ทีคุณยังด่าฉันได้เลย และถ้าคุณอยากหย่ากับฉันตอนนี้... ฉันก็ไม่ขัดข้องนะคะ”
“หึ!... หย่างั้นเหรอ?” โจวอี้ฉีเหยียดยิ้มกว้างขึ้น ทว่าดวงตากลับเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็ง “เธอคิดว่าฉันโง่นักหรือยังไง?”
เขาก้าวถอยหลังออกมาเล็กน้อย กอดอกพลางกวาดสายตาประเมินมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูแคลน
“ที่เธอจงใจพูดคำว่าหย่าออกมาแบบนี้ ก็เพราะเธอรู้ดีอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ ว่าถ้าฉันเป็นฝ่ายขอหย่ากับเธอตามกฎหมาย ฉันจะต้องแบ่งสินสมรสส่วนหนึ่งของฉันให้เธอตามข้อตกลงในสัญญาของสองตระกูล เธอรู้ว่าแต่งงานมาสองปีไม่ได้อะไร เลยคิดจะใช้โอกาสนี้หอบเงินก้อนโตของฉันกลับไปเสวยสุขกับผู้ชายคนอื่นสินะ”
ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเหยียดหยาม เขาแค่นเสียงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงท้าทาย
“ถ้าเธอบริสุทธิ์ใจจริง ๆ เธอกล้าพูดไหมล่ะว่า ยอมหย่าโดยไม่ขอรับทรัพย์สินจากฉันแม้แต่หยวนเดียว ถ้ายอมเซ็นเอกสารสละสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมด ฉันก็ยินดีที่จะให้เลขาของฉันจัดการหนังสือหย่ามาให้เธอเซ็นวันนี้เลย! เธอกล้าพูดไหมล่ะ เสิ่นอวี่ถง?”
“...” ถิงถิงในร่างเสิ่นอวี่ถงถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
‘ไอ้หมอนี่... มันฉลาดสมกับเป็นตัวร้ายระดับบอสในนิยายจริง ๆ!’ เธอคิดในใจพลางลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นพล่านไปตามไขสันหลัง แผนการที่เธอคิดว่าจะง่ายกลับถูกเขารู้ทันตั้งแต่วินาทีแรกที่เธออ้าปากพูด
โจวอี้ฉีเมื่อเห็นใบหน้าหวานที่ซีดลงเล็กน้อยของภรรยาแต่ง ก็ยิ่งได้ใจ ชายหนุ่มเหยียดยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะที่ถือไพ่เหนือกว่า เขาก้าวเท้าเข้ามาประชิดร่างของเธออีกครั้ง
“หึ... เงียบทำไมล่ะ? ไม่เก่งเหมือนเมื่อครู่แล้วหรือไง?” โจวอี้ฉีแค่นเสียงต่ำ แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช “แค่เธออ้าปาก... ฉันก็เห็นไปถึงตับไตไส้พุงหมดแล้ว เสิ่นอวี่ถง! สันดานความโลภมันปิดกันไม่มิดหรอก พวกตระกูลเสิ่นของเธอมันก็เป็นพวกปลิงดูดเลือดเหมือนกันหมดทั้งบ้านนั่นแหละ!”
คำด่านั้นรุนแรงและเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่สั่งสมมานาน โจวอี้ฉีหมุนตัวเดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ ทอดสายตามองออกไปด้านนอกคฤหาสน์พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“จำคำของฉันไว้ให้ดี ตราบใดที่เธอยังอยู่ในฐานะสะใภ้ใหญ่ตระกูลโจว อย่าได้ไปสร้างเรื่องงามหน้าให้ตระกูลฉันต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงอีกเป็นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น... อย่าหาว่าฉันใจร้าย!”
เสิ่นอวี่ถงเบ้ปาก ดวงตากลมโตกรอกมองบนด้วยความหมั่นไส้อีตาบ้านี่ ‘เหอะ!...ยังจะกล้ามาสั่งสอนคนอื่นอีก ตัวเองนั่นแหละที่นอกใจภรรยาแต่งไปตามเฝ้ายัยแม่ดารานั่นจนชาวบ้านเขาเอาไปซุบซิบนินทากันทั้งเซี่ยงไฮ้ ถ้าหลักฐานในมือของฉันพร้อมเมื่อไหร่ล่ะก็ แม่จะฟ้องหย่าให้หมดตัวเลยคอยดู!’
พรึบ!
จังหวะที่โจวอี้ฉีกำลังจะหมุนตัวหันกลับมา เสิ่นอวี่ถงก็รีบเปลี่ยนสีหน้าทันที ดวงตากลมโตฉายแววเรียบเฉย ไร้ความรู้สึก ราวกับเป็นเพียงสาวใช้ที่กำลังยืนฟังโอวาทจากผู้เป็นนายอย่างสงบเสงี่ยม
“หึ! หวังว่าสมองกลวง ๆ ของเธอจะจำคำเตือนของฉันได้ขึ้นใจ”
ชายหนุ่มแค่นเสียงต่ำเป็นประโยคสุดท้าย แล้วเดินตรงไปยังประตูห้องนอน ก่อนจะปิดกระแทกปังจนผนังห้องสะเทือน
เสิ่นอวี่ถงยืนนิ่งอยู่กลางห้อง พ่นลมหายใจยาวเหยียดออกมา สองไหล่ที่ตั้งตรงผ่อนคลายลงทันที
“เฮ้อ... ไอ้คนประสาทกลับเอ๊ย เอะอะก็ขู่ แล้วยังกระแทกประตูใส่ตลอดอีก ปิดเบา ๆ มันจะตายหรือไง!” หญิงสาวบ่นพึมพำพลางเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนุ่ม มือเรียวยกขึ้นนวดขมับที่เต้นตุบ ๆ
